ตลบหลังยาพิษ
เสียงฝีเท้าหยุดลงที่หน้าประตูเรือนพอดี ความเงียบที่โรยตัวเข้ามาแทนที่นั้นน่าอึดอัดเสียยิ่งกว่าเสียงย่ำเท้าในตอนแรกเสียอีก เยี่ยหว่านชิงยืนนิ่งอยู่ในความมืด สองตาวาวโรจน์จับจ้องบานประตูที่ปิดสนิท สรรพสำเนียงรอบกายล้วนเงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจของนางและชุนเถาที่ยังคงแผ่วเบา
พลันเสียงเคาะประตูแผ่วๆ ก็ดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... ตามมาด้วยน้ำเสียงหวานใสที่แสร้งทำเป็นนอบน้อม
“พระชายาเอกเพคะ... บ่าวน้อยชุยเอ๋อร์ นำของจากพระชายารองซูมามอบให้เพคะ”
พระชายารองซู? ซูเยว่ซินน่ะหรือ!
เยี่ยหว่านชิงแค่นเสียงในลำคอ นางเพิ่งส่งคนมาหยามหยันถึงที่ บัดนี้ยังจะส่งคนมาอีก มีแผนการอันใดกันแน่?
“ดึกดื่นปานนี้แล้ว มีเรื่องอันใดอีก?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย
“พระชายารองทรงทราบเรื่องที่แม่นมหวังเสียมารยาท จึงทรงกริ้วยิ่งนัก ได้ลงโทษนางไปแล้วเพคะ” เสียงจากด้านนอกยังคงหวานลื่นหู “อีกทั้งยังทรงเป็นห่วงว่าพระชายาเอกจะบรรทมไม่หลับเพราะความหิวโหย จึงมีรับสั่งให้บ่าวน้อยนำขนมมงคลแปดอย่างมามอบให้เป็นการไถ่โทษเพคะ”
ขนมมงคลแปดอย่าง? ไถ่โทษ? ช่างเป็นคำพูดที่น่าขันสิ้นดี!
สตรีนางนั้นคิดว่านางโง่เขลาถึงเพียงนี้เชียวหรือ แต่เยี่ยหว่านชิงก็ไม่ได้ปฏิเสธในทันที นางเดินไปแง้มบานประตูออกเล็กน้อย พอให้เห็นร่างของสาวใช้ในชุดสีเขียวอ่อนนางหนึ่ง นางมีนามว่าชุยเอ๋อร์ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ทว่าในแววตากลับฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างปิดไม่มิด ในมือของนางคือกล่องไม้เคลือบเงาใบงามที่ส่งกลิ่นหอมหวานของขนมอบอวลออกมา
“เข้ามาสิ” เยี่ยหว่านชิงเปิดประตู กวาดตามองชุยเอ๋อร์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างประเมิน
ชุยเอ๋อร์สะดุ้งเล็กน้อยกับสายตาคมกริบนั้น ก่อนจะรีบก้มหน้าซ่อนแววตาตื่นตระหนกแล้วเดินเข้ามาในเรือน นางวางกล่องขนมลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ อย่างแผ่วเบา “พระชายารองทรงกำชับว่าให้พระชายาเอกเสวยตอนยังอุ่นๆ เพคะ จะได้บรรทมหลับสบาย”
“ช่างใส่ใจข้ายิ่งนัก” เยี่ยหว่านชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งรอยยิ้มโดยสิ้นเชิง นางเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นขนมโก๋อ่อน ขนมเปี๊ยะดอกเหมย และขนมอื่นๆ อีกหลายชนิดที่จัดเรียงอย่างงดงาม ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย
นางจงใจหยิบขนมเปี๊ยะดอกเหมยขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ทำทีเป็นชื่นชมความประณีตของมัน “ฝีมือของพ่อครัวจวนหนิงอ๋องช่างเลิศล้ำนัก”
ในจังหวะที่นางยกขนมขึ้นจรดปลายจมูกเพื่อสูดดมกลิ่นหอมนั้นเอง จิตของนางก็จมดิ่งลงสู่มิติโรงพยาบาลในบัดดล ภาพของชุดทดสอบสารพิษขนาดเล็กปรากฏขึ้นในห้วงความคิด นางใช้เพียงเสี้ยววินาทีในการ ‘สัมผัส’ ขนมชิ้นนั้นกับแถบทดสอบในมิติ
ผลลัพธ์ปรากฏขึ้นแทบจะในทันที! แถบสีในมโนภาพของนางเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงเข้ม บ่งบอกถึงพิษร้ายแรง! แม้มิใช่พิษที่ออกฤทธิ์ฉับพลัน แต่เป็นยาพิษชนิดออกฤทธิ์ช้าที่เรียกว่า ‘ผงมลายวิญญาณ’ มันจะค่อยๆ กัดกร่อนอวัยวะภายใน ทำให้ผู้รับพิษป่วยกระเสาะกระแสะและสิ้นใจไปในที่สุดราวกับเจ็บป่วยตามธรรมชาติ เป็นวิธีสังหารที่ไร้ร่องรอยและอำมหิตที่สุด!
รอยยิ้มของเยี่ยหว่านชิงพลันเยียบเย็นลงถึงขีดสุด
“ชุยเอ๋อร์” นางเอ่ยเรียกชื่อสาวใช้ผู้นั้นเสียงเรียบ
“เพคะ พระชายา?”
“เจ้าเดินทางมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ คงจะหิวแล้วกระมัง” เยี่ยหว่านชิงยื่นขนมเปี๊ยะในมือส่งไปให้ “ในเมื่อพระชายารองมีน้ำใจถึงเพียงนี้ เจ้าก็กินเป็นเพื่อนข้าสักชิ้นเถิด”
สีหน้าของชุยเอ๋อร์แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันที นางโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “มิกล้าเพคะ! บ่าวมิกล้า! ของเหล่านี้เป็นของสำหรับพระชายา บ่าวต่ำต้อยเช่นข้าไหนเลยจะอาจเอื้อม...”
“ข้าให้เจ้ากิน เจ้าก็กินเถิด” เยี่ยหว่านชิงยังคงยิ้ม แต่แววตานั้นแข็งกร้าวจนน่าหวาดหวั่น “หรือเจ้าคิดว่าของที่นายของเจ้าส่งมา...มีปัญหาอันใด?”
“มะ...มิได้นะเพคะ! ขนมนี้...” ชุยเอ๋อร์เสียงสั่นเครือ เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผาก นางถอยหลังกรูดอย่างลืมตัว
ในเสี้ยววินาทีถัดมา ร่างของเยี่ยหว่านชิงก็เคลื่อนไหว!
นางมิได้ปราดเข้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นราวกับพญาเหยี่ยวที่กำลังจะโฉบจับลูกไก่ ชุยเอ๋อร์หวีดร้องอย่างตื่นตระหนกเมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับผนังไม้เย็นเฉียบ ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มราวกับลูกนกในพายุ
หมับ!
มือเรียวแต่แข็งแกร่งราวคีมเหล็กของเยี่ยหว่านชิงบีบเข้าที่ลำคอของชุยเอ๋อร์อย่างแม่นยำ แรงบีบนั้นมิได้รุนแรงถึงขั้นให้ขาดอากาศหายใจ แต่ก็หนักหน่วงพอที่จะทำให้ร่างของสาวใช้แข็งทื่อด้วยความกลัวจนแทบสิ้นสติ
“ข้าจะถามอีกครั้ง” น้ำเสียงของเยี่ยหว่านชิงกดต่ำจนน่าขนลุก ขนมเปี๊ยะดอกเหมยถูกจ่ออยู่ตรงริมฝีปากที่สั่นระริกของชุยเอ๋อร์ “กินเข้าไป”
“อึก... พระชายา... โปรด... โปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วย!” ชุยเอ๋อร์น้ำตาไหลพราก พยายามดิ้นรนแต่ก็ไร้ผล เรี่ยวแรงทั้งหมดราวกับถูกสูบหายไปสิ้น
เสียงความวุ่นวายนั้นปลุกชุนเถาที่หลับสนิทอยู่ให้ตื่นขึ้นมาในที่สุด นางลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า “พระชายา! นั่นท่านกำลัง...”
เยี่ยหว่านชิงเหลือบมองชุนเถาเพียงหางตา ก่อนจะหันกลับมาจ้องชุยเอ๋อร์เขม็ง “ดี! ในเมื่อเจ้ามีพยานแล้วก็จงสารภาพมาให้สิ้น! ในขนมนี่มีสิ่งใดกันแน่!”
เมื่อเห็นว่าชุนเถาตื่นขึ้นมาเป็นพยานแล้ว ชุยเอ๋อร์ก็สิ้นหวังโดยสมบูรณ์ หากนางยังดึงดันต่อไป มีหวังได้ถูกยัดขนมพิษเข้าปากจนตายอยู่ที่นี่เป็นแน่
“บะ... บ่าวสารภาพแล้ว! บ่าวสารภาพแล้วเพคะ!” นางร้องลั่นอย่างสิ้นหวัง “ในขนม... ในขนมมี ‘ผงมลายวิญญาณ’ เพคะ! เป็นรับสั่งของพระชายารอง... นางต้องการให้ท่านค่อยๆ ป่วยตายไปอย่างช้าๆ!”
เยี่ยหว่านชิงแสยะยิ้มเย็น “ในที่สุดก็ยอมพูดความจริง”
นางคลายมือออกจากลำคอของชุยเอ๋อร์ ร่างของสาวใช้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที นางไอโขลกและหอบหายใจอย่างบ้าคลั่งราวกับคนใกล้ตาย
ชุนเถาที่เพิ่งตั้งสติได้รีบลุกจากเตียงปรี่เข้ามาดูนายหญิงของตนด้วยความเป็นห่วงระคนกับความตกตะลึง “พระชายา... เมื่อครู่นี้... ท่าน...” แววตาที่มองเยี่ยหว่านชิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันเต็มไปด้วยความยำเกรงและหวาดหวั่น นายหญิงของนางที่เคยอ่อนแอและยอมคนเสมอมา บัดนี้กลับเด็ดขาดและน่ากลัวถึงเพียงนี้!
“ข้าไม่เป็นไร” เยี่ยหว่านชิงกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะทรุดกายนั่งลงตรงหน้าชุยเอ๋อร์ที่ยังคงตัวสั่นงันงก “ลุกขึ้น”
ชุยเอ๋อร์สะดุ้งสุดตัว ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวาดกลัว
“กลับไปบอกนายของเจ้า...ว่าข้ากินขนมเข้าไปแล้ว และรู้สึกขอบคุณในน้ำใจของนางยิ่งนัก” เยี่ยหว่านชิงกล่าว พร้อมกับหยิบขวดยาเล็กๆ สีขาวขุ่นออกมาจากแขนเสื้ออย่างแนบเนียน มันคือยาที่นางเตรียมไว้ในมิติล่วงหน้า เป็นเพียงวิตามินธรรมดาที่ไม่มีฤทธิ์ใดๆ
นางหยิบยาออกมาเม็ดหนึ่งแล้วยื่นให้ชุยเอ๋อร์ “นี่คือยาถอนพิษ ข้าให้เจ้ากินครึ่งเม็ดก่อน ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง...ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ค่อยมารับจากข้า หากเจ้ากล้าหักหลัง หรือแพร่งพรายเรื่องในคืนนี้ออกไป พิษในกายเจ้าก็จะกำเริบจนตายอย่างน่าเวทนา เข้าใจหรือไม่!”
นี่คือการข่มขู่ที่แยบยล ชุยเอ๋อร์ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าในขนมมีพิษจริงหรือไม่ และยาที่นางกำลังจะกินคือยาอะไร แต่เพื่อรักษาชีวิตตนเอง นางไม่มีทางเลือกอื่น!
“เข้าใจแล้วเพคะ! บ่าวเข้าใจแล้ว!” ชุยเอ๋อร์รีบรับยามากินอย่างไม่ลังเล ราวกับมันเป็นยาวิเศษช่วยชีวิตจริงๆ
“ดี” เยี่ยหว่านชิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “จงจำไว้ ชีวิตของเจ้าอยู่ในกำมือข้า ไสหัวไปได้แล้ว และทำตามที่ข้าสั่งทุกอย่าง!”
ชุยเอ๋อร์รีบพยักหน้ารับคำอย่างลนลาน ก่อนจะพยุงร่างที่อ่อนปวกเปียกของตนลุกขึ้นแล้วเผ่นหนีออกจากเรือนเหมันต์ร่วงโรยไปราวกับหนีภูตผีปีศาจ
เมื่อประตูถูกปิดลงอีกครั้ง ในเรือนก็เหลือเพียงเยี่ยหว่านชิงและชุนเถาที่ยังคงยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่
“พระชายา... ท่าน... ท่านช่าง...” ชุนเถาพูดไม่ออก ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามา ทั้งตกใจ ทั้งหวาดกลัว แต่ลึกๆ แล้วกลับรู้สึกตื้นตันและนับถืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เยี่ยหว่านชิงหันกลับมามองสาวใช้คนสนิท มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา “คนพวกนั้นคิดจะเอาชีวิตเรา เราก็ต้องสู้กลับ จะยอมให้พวกมันรังแกฝ่ายเดียวได้อย่างไร”
นางเดินไปหยิบถุงเงินและห่อถ่านไร้ควันที่ยึดมาได้จากพวกแม่นมหวังขึ้นมาวางบนโต๊ะ ข้างๆ กล่องขนมอาบยาพิษ บัดนี้หลักฐานและทุนรอนเริ่มต้นได้มารวมกันอยู่ตรงหน้าแล้ว
ชัยชนะเล็กๆ สองครั้งในคืนเดียวทำให้จิตใจของนางฮึกเหิมขึ้นมาอย่างประหลาด แต่การตั้งรับอยู่ในเรือนซอมซ่อแห่งนี้ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การถูกจองจำอยู่ในกรง ไม่อาจทำให้นางพลิกชะตาได้อย่างแท้จริง
นางต้องการออกไปสู่โลกภายนอก... ต้องการอำนาจและเงินทุนที่มากกว่านี้!
สายตาของเยี่ยหว่านชิงกวาดมองไปทั่วเรือนที่คับแคบและทรุดโทรม ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่กำแพงหินเก่าคร่ำคร่าทางด้านหลังสุดของลานเรือน... กำแพงที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์รกทึบและถูกทิ้งร้างมานานนับปี
แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบซอกหลืบหนึ่งของกำแพงนั้น พลันประกายตาของนางก็วาวโรจน์ขึ้นมาด้วยความคิดบางอย่าง!
กรงขัง...จะเป็นกรงขังได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของยอมจำนนต่อมันเท่านั้น