เส้นทางสู่โลกภายนอก

ประกายในดวงตาของเยี่ยหว่านชิงวาวโรจน์ขึ้นภายใต้แสงจันทร์ ราวกับดวงดาวที่ส่องสว่างที่สุดในคืนเดือนมืด กรงขังจะเป็นกรงขังได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของยอมจำนนต่อมันเท่านั้น และนาง...ไม่เคยคิดจะยอมจำนน

“ชุนเถา” นางเอ่ยเรียกเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาด

ชุนเถาที่ยังคงยืนตกตะลึงกับความกล้าหาญของนายหญิงสะดุ้งสุดตัว รีบขานรับ “เจ้าคะ พระชายา”

“ไปหยิบจอบเสียมหรือสิ่งใดก็ได้ที่พอจะใช้ขุดถางได้มา” เยี่ยหว่านชิงออกคำสั่งขณะเดินตรงไปยังกำแพงหินเก่าคร่ำคร่าทางด้านหลังสุดของลานเรือน

“จอบเสียมหรือเจ้าคะ?” ชุนเถาทำหน้างุนงง เรือนเหมันต์ร่วงโรยแห่งนี้มีเพียงความว่างเปล่า จะไปหาสิ่งของเช่นนั้นได้จากที่ใดกัน “แต่ว่า...ในเรือนเราไม่มี...”

“ไม่มีก็ต้องหา” เยี่ยหว่านชิงกล่าวตัดบท ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ “กิ่งไม้แห้ง เหล็กขึ้นสนิม หรือแม้แต่เศษกระเบื้องแตก...สิ่งใดที่แข็งพอจะแซะดินและตัดเถาวัลย์ได้ ก็นำมาให้หมด”

แม้จะไม่เข้าใจการกระทำของนายหญิง แต่ชุนเถาเรียนรู้แล้วว่าทุกสิ่งที่เยี่ยหว่านชิงทำล้วนมีเหตุผลล้ำลึกซ่อนอยู่เสมอ นางจึงรีบรับคำและวิ่งไปค้นหาของตามที่สั่งทันที

เยี่ยหว่านชิงยืนประจันหน้ากับกำแพงที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์รกทึบ เถาไม้เลื้อยบางส่วนหนาเท่าแขนของเด็กหญิงเกี่ยวพันกันยุ่งเหยิงราวกับม่านสีดำทะมึนปิดกั้นโลกภายนอกเอาไว้ นางยื่นมือออกไปสัมผัสพื้นผิวเย็นชืดของกำแพงหิน ไล้ปลายนิ้วไปตามรอยแตกและซอกหลืบที่ถูกมอสส์และกาลเวลาปกปิดไว้

บนยอดหลังคาที่อยู่ห่างออกไป ร่างในชุดดำสนิทของมู่ไป๋หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเงาจันทร์ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นความเคลื่อนไหวแปลกๆ ของพระชายาที่ถูกทอดทิ้ง

*‘นางกำลังทำสิ่งใด? คิดจะปีนกำแพงหนีหรือ?’* ความคิดดูแคลนผุดขึ้นในใจองครักษ์เงา กำแพงจวนหนิงอ๋องสูงชันและมีการป้องกันแน่นหนา สตรีอ่อนแอเช่นนางต่อให้มีปีกก็ยังยากจะบินข้ามไปได้ *‘คงเป็นเพียงความพยายามของคนจนตรอกเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องรายงานท่านอ๋องให้รกพระทัย’*

มู่ไป๋ส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปจับตามองทิศทางอื่นดังเดิม ปล่อยให้สตรีผู้นั้นดิ้นรนอย่างไร้ค่าต่อไปในกรงขังของนาง

ด้านล่าง ชุนเถาหอบแผ่นกระเบื้องหลังคาที่แตกเป็นปากฉลามกับกิ่งไม้แห้งแข็งๆ สองสามท่อนกลับมา “พระชายา ได้มาเท่านี้เจ้าค่ะ พอจะใช้ได้หรือไม่?”

“ดีมาก” เยี่ยหว่านชิงรับแผ่นกระเบื้องมาถือไว้ “เจ้าใช้กิ่งไม้แหวกเถาวัลย์พวกนั้นออก ข้าจะใช้สิ่งนี้แซะดินและหินที่ร่วนซุย”

สองนายบ่าวเริ่มลงมือทำงานกันอย่างเงียบเชียบภายใต้แสงจันทร์ เสียงขูดขีดของกระเบื้องกับหินและเสียงกิ่งไม้แหวกพงหญ้าดังขึ้นเป็นจังหวะ ชุนเถาทำงานอย่างแข็งขัน เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผาก แต่แววตาของนางกลับเปี่ยมไปด้วยความหวัง นางไม่รู้ว่านายหญิงกำลังจะทำสิ่งใด แต่นางเชื่อมั่นว่านี่คือเส้นทางที่จะนำพวกนางไปสู่แสงสว่าง

ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดม่านเถาวัลย์ที่รกทึบก็ถูกแหวกออก เผยให้เห็นช่องโหว่เล็กๆ ที่ฐานกำแพง มันคือโพรงเก่าที่ดูเหมือนครั้งหนึ่งเคยเป็นช่องระบายน้ำ แต่ถูกปล่อยทิ้งร้างจนดินและหินถล่มลงมาปิดทับ

“พระชายา...นี่มัน...” ชุนเถาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ทางลับ” เยี่ยหว่านชิงตอบ พลางใช้เศษกระเบื้องงัดแงะก้อนหินที่อุดตันปากทางออกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย “ทางที่จะนำเราออกไปสู่โลกภายนอก”

เพียงได้ยินคำว่า ‘โลกภายนอก’ หัวใจของชุนเถาก็เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น การถูกกักบริเวณในเรือนแห่งนี้ไม่ต่างอะไรจากการถูกฝังทั้งเป็น หากมีทางออกไปได้จริง...นั่นย่อมหมายถึงชีวิตใหม่!

เมื่อช่วยกันขุดเซาะจนโพรงนั้นกว้างพอให้คนผู้หนึ่งลอดผ่านได้ เยี่ยหว่านชิงก็ลองมุดเข้าไปสำรวจด้านใน มันเป็นอุโมงค์สั้นๆ ที่ทอดไปสู่อีกฟากของกำแพงซึ่งเป็นตรอกเล็กๆ รกร้างไร้ผู้คนสัญจร เยี่ยหว่านชิงยิ้มออกมาบางเบา สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งนางเสียทีเดียว

“ชุนเถา เจ้าไปตักน้ำมาล้างหน้าล้างตา แล้วไปยืนดูต้นทางที่หน้าประตูเรือนไว้ หากมีใครมาให้รีบส่งสัญญาณ” เยี่ยหว่านชิงสั่งการหลังจากลอดกลับออกมา

“เจ้าค่ะ” ชุนเถารับคำอย่างแข็งขันแล้วรีบวิ่งไปทำตามหน้าที่

เมื่ออยู่ตามลำพัง เยี่ยหว่านชิงหลับตาลง สมาธิทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่จุดเดียว พลันภาพโรงพยาบาลศัลยกรรมอันทันสมัยก็ปรากฏขึ้นในห้วงมิติของนาง นางไม่เสียเวลาเดินชม แต่พุ่งตรงไปยังคลังเวชภัณฑ์ทันที

*‘ต้องเป็นยาที่ดูไม่แปลกแยกจากยุคนี้จนเกินไป และต้องมีมูลค่าสูง’*

นางคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตัดสินใจหยิบยาเม็ด ‘ชิงซินเจี่ยตู๋หวาน’ ซึ่งเป็นยาแผนโบราณสูตรลับของตระกูลที่นางเคยศึกษาและผลิตเก็บไว้ในรูปแบบทันสมัย มันคือยาถอนพิษและบำรุงร่างกายชั้นเลิศ นางบรรจุมันลงในขวดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ที่ดูเก่าแก่ จากนั้นก็หยิบโสมป่าอายุร้อยปีและเห็ดหลินจือสีม่วงเข้มขนาดใหญ่ที่เก็บไว้ในห้องเก็บตัวอย่างสมุนไพรล้ำค่าออกมาด้วย

ทุกสิ่งถูกห่อด้วยผ้าอย่างดี เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ห่อผ้าที่บรรจุสมบัติล้ำค่าก็มาอยู่ในมือของนางเรียบร้อยแล้ว

ชุนเถาเดินกลับมาพอดี เมื่อเห็นห่อผ้าในมือนายหญิงก็อดแปลกใจไม่ได้ “พระชายา นั่นคือ...”

“ของที่ข้าเตรียมไว้ตั้งแต่ยังอยู่ที่จวนแม่ทัพ” เยี่ยหว่านชิงกล่าวอ้างอย่างแนบเนียน “เป็นยาและสมุนไพรล้ำค่าที่ท่านแม่มอบให้ ข้าซ่อนมันไว้ใต้แผ่นกระดานเรือน เผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน”

ชุนเถาพยักหน้าอย่างเข้าใจและไม่ติดใจสงสัยแม้แต่น้อย ในสายตาของนาง บัดนี้พระชายาคือผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน จะมีแผนสำรองเตรียมไว้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

เยี่ยหว่านชิงยื่นถุงเงินที่ยึดมาจากแม่นมหวังให้ชุนเถา “นี่คือทุนรอนเริ่มต้นของเรา แต่ยังไม่เพียงพอ ข้าจะนำของเหล่านี้ออกไปขายเพื่อหาเงินเพิ่ม”

“ท่านจะออกไปคนเดียวหรือเจ้าคะ! อันตรายเกินไปแล้ว!” ชุนเถาค้านเสียงหลง

“ข้าไม่ไปคนเดียว” เยี่ยหว่านชิงส่ายหน้า “แต่ข้าจะไปในฐานะอื่น เจ้าพอจะหาเสื้อผ้าเก่าๆ ของบุรุษที่พวกบ่าวชายทิ้งไว้แถวนี้ได้หรือไม่?”

ความคิดอันหลักแหลมของนายหญิงทำให้ชุนเถาเบิกตากว้าง การปลอมเป็นชายย่อมปลอดภัยกว่าการที่สตรีเดินทางยามวิกาลนัก “ได้เจ้าค่ะ! ข้าน้อยเคยเห็นพวก下人 (下人 - เซี่ยเหริน, บ่าวรับใช้ชั้นต่ำ) ทิ้งเสื้อผ้าเก่าๆ ไว้ที่โรงเก็บฟืนร้างท้ายจวน เดี๋ยวข้าน้อยจะไปหามาให้!”

“ดีมาก” เยี่ยหว่านชิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เมื่อได้เงินมา เราจะซื้อสิ่งที่จำเป็น ทั้งอาหาร ยา และ...ข้อมูล”

นางมองลอดผ่านช่องกำแพงที่เพิ่งเปิดออกไปยังความมืดมิดของตรอกด้านนอก แววตาฉายประกายแห่งความมุ่งมั่นและท้าทาย นี่ไม่ใช่การหลบหนี แต่คือการรุกคืบก้าวแรก การจะพลิกชะตาที่ถูกเหยียบย่ำ ต้องเริ่มต้นจากการก้าวเท้าออกจากกรงขังที่ศัตรูสร้างขึ้น

เยี่ยหว่านชิงสูดลมหายใจลึก เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ทุกอย่างบัดนี้อยู่ในกำมือของนางแล้ว เส้นทางสู่โลกภายนอกได้เปิดออกตรงหน้า เหลือเพียงก้าวแรกที่ต้องเดินออกไปเท่านั้น...ก้าวแรกที่จะเปลี่ยนชีวิตของนางไปตลอดกาล