ตลาดมืดไป่อวิ๋น

ความมืดมิดยามราตรีมิอาจกลืนกินแสงจันทร์อันเย็นเยียบ แสงสีเงินสาดส่องลงมากระทบเงาของสองร่างในเรือนเหมันต์ร่วงโรย ชุนเถาหอบหายใจเล็กน้อย พร้อมกับประคองชุดบุรุษสีเทาเข้มที่เก่าคร่ำคร่าแต่สะอาดสะอ้านมาตรงหน้าเยี่ยหว่านชิง

“พระชายา...เอ่อ คุณชาย ชุดนี่พอไหวหรือไม่เจ้าคะ”

เยี่ยหว่านชิงรับมาพิจารณาแล้วพยักหน้า “ใช้ได้ทีเดียว” นางไม่รีรอ เปลี่ยนอาภรณ์สตรีอันรุ่มร่ามออกอย่างรวดเร็ว สวมทับด้วยชุดบุรุษที่แม้จะหลวมโพรกไปบ้าง แต่เมื่อรวบผมยาวเหยียดขึ้นสูงด้วยผ้าแถบสีดำ เผยให้เห็นลำคอระหงและกรอบหน้าที่หมดจดงดงาม สตรีผู้อ่อนแอเมื่อครู่พลันหายลับไป กลายเป็นคุณชายหน้าหยกผู้มีแววตาสงบนิ่งและแฝงความหลักแหลมเกินวัย

นางหยิบตลับชาดเล็กๆ ขึ้นมาใช้นิ้วป้ายผงถ่านละเอียดแตะแต้มเพียงเล็กน้อยเพื่อแต่งแต้มคิ้วให้ดูเข้มขึ้นเล็กน้อย เพิ่มความองอาจแบบบุรุษเพศ

ชุนเถาตะลึงค้างไปชั่วขณะ “คุณชาย...คุณชายงดงามยิ่งนัก”

“ยามนี้ไม่ใช่เวลางดงาม แต่เป็นเวลาเอาชีวิตรอด” เยี่ยหว่านชิงกล่าวเสียงเรียบ นางหยิบห่อผ้าที่บรรจุสมุนไพรและยาจากมิติซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้าขึ้นมาสะพาย ก่อนจะหันไปกำชับสาวใช้คนสนิท “ข้าจะไปไม่นาน เจ้าอยู่ที่นี่จงระวังตัว ปิดประตูลงกลอนให้แน่นหนา ไม่ว่าได้ยินเสียงใดก็ห้ามเปิดเด็ดขาด”

“เจ้าค่ะคุณชาย ข้าน้อยจะรอท่านกลับมา” ชุนเถารับคำอย่างหนักแน่น ดวงตาเปี่ยมด้วยความห่วงใยและเชื่อมั่น

เยี่ยหว่านชิงไม่กล่าวสิ่งใดอีก นางหันหลังกลับ ค่อยๆ แง้มแผ่นไม้ที่ซ่อนทางลับออกอย่างแผ่วเบา ร่างโปร่งในชุดบุรุษเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับเงาภูตพราย ลอดผ่านช่องกำแพงออกไปสู่โลกภายนอกที่มืดมิดและเต็มไปด้วยอันตราย จากนั้นแผ่นไม้ก็ถูกเลื่อนปิดกลับเข้าที่เดิมอย่างไร้ร่องรอย

ราตรีในเมืองหลวงนั้นแม้จะเงียบสงบ แต่ตามตรอกซอกซอยกลับแฝงเร้นไว้ด้วยเรื่องราวมากมาย เยี่ยหว่านชิงอาศัยความทรงจำเลือนรางของเจ้าของร่างเดิม ประกอบกับสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดที่หล่อหลอมมาจากชาติก่อน หลบเลี่ยงทหารยามตรวจการณ์ไปตามเงามืดของอาคารบ้านเรือน ปลายทางของนางคือ ‘ตรอกการค้าไป่อวิ๋น’ ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ชาวบ้านว่าเป็นตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง

ไม่นานนัก นางก็มาถึงปากตรอกที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนผิดกับความเงียบสงัดภายนอกโดยสิ้นเชิง โคมไฟสีแดงสลัวถูกแขวนประดับไว้ห่างๆ พอให้มองเห็นทางเดินที่เปียกชื้น เสียงจอแจของผู้คน การต่อรองราคา และเสียงลึกลับนานาชนิดดังผสมปนเปกันไปหมด ที่นี่คือแหล่งรวมของสินค้าหนีภาษี ของโจร ข่าวกรอง และทุกสิ่งที่ไม่อาจหาได้จากตลาดปกติ

เยี่ยหว่านชิงกระชับห่อผ้าบนหลัง กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสุขุม นางปรับตัวเข้ากับบรรยากาศได้อย่างรวดเร็ว ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้มองหาสถานที่สำหรับขายของ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากกลุ่มคนที่มุงดูอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหน้า

“หลีกทาง! หลีกทางหน่อย!”

“แย่แล้ว! เลือดไหลไม่หยุดเลย!”

“ดูท่าจะไม่รอดแล้ว แพทย์ในตรอกนี้ผู้ใดจะกล้ายุ่งกับคนของสำนักคุ้มภัยพยัคฆ์เหินกันเล่า”

ความอยากรู้อยากเห็นหาใช่สิ่งที่นางสนใจ แต่สัญชาตญาณของแพทย์กลับกระตุ้นให้นางสาวเท้าเข้าไปใกล้ เยี่ยหว่านชิงแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไปจนถึงวงในสุด ภาพที่ปรากฏคือบุรุษร่างกำยำในชุดนักสู้รับจ้างนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น กลางอกของเขามีบาดแผลฉกรรจ์ราวกับถูกคมดาบฟันเป็นทางยาว ปากแผลอ้ากว้างน่ากลัว โลหิตสีแดงสดไหลทะลักออกมาไม่หยุด ย้อมอาภรณ์จนชุ่มโชก ลมหายใจของเขาเริ่มแผ่วเบาราวกับเปลวเทียนใกล้ดับ

“ใครก็ได้ช่วยพี่ใหญ่ข้าด้วย! ใครก็ได้!” ชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ข้างๆ ร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง แต่ฝูงชนกลับได้แต่ส่ายหน้า ไม่มีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว

เยี่ยหว่านชิงก้าวออกมาข้างหน้าทันที “ข้าช่วยได้”

น้ำเสียงที่ดังขึ้นนั้นแม้จะไม่ดัง แต่กลับทรงพลังและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่คุณชายหนุ่มหน้าหยกผู้มาใหม่อย่างฉงนสนเท่ห์

“เจ้า? เจ้าเป็นใครกัน บัณฑิตน้อยเช่นเจ้ารู้จักการแพทย์ด้วยหรือ” ชายผู้เป็นสหายของคนเจ็บถามอย่างไม่เชื่อสายตา

“ข้าไม่ใช่บัณฑิต ข้าเป็นหมอ” เยี่ยหว่านชิงตอบกลับอย่างเฉียบขาดโดยไม่เสียเวลาอธิบาย นางคุกเข่าลงข้างร่างที่ใกล้สิ้นลมหายใจ ตรวจดูบาดแผลอย่างรวดเร็ว แผลลึกมาก ตัดผ่านชั้นกล้ามเนื้อ แต่โชคยังดีที่ไม่โดนอวัยวะสำคัญถึงแก่ชีวิต ทว่าหากเสียเลือดต่อไปอีกไม่นานก็คงไม่รอด

“ถอยไปให้ห่าง ข้าต้องการพื้นที่และอากาศถ่ายเท!” นางสั่งเสียงกร้าว ฝูงชนโดยรอบขยับถอยห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว ด้วยถูกอำนาจบางอย่างในน้ำเสียงของนางสะกดไว้

เยี่ยหว่านชิงวางห่อผ้าที่สะพายมาลงกับพื้น นางแสร้งทำเป็นรื้อค้นของในห่อผ้าใบใหญ่นั้น แต่ในใจกลับเรียกใช้ ‘มิติ’ ของตนเอง

*‘กล่องอุปกรณ์เย็บแผลฉุกเฉิน’*

เพียงพริบตาเดียว กล่องโลหะสีเงินขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นในมือของนางที่ซ่อนอยู่ในห่อผ้า นางหยิบมันออกมาวางข้างตัวอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของผู้คน

นางเปิดกล่องออก เผยให้เห็นเครื่องมือโลหะแวววาวรูปทรงประหลาดที่ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นมาก่อน ทั้งคีมปากจิ้งจกขนาดจิ๋ว เข็มโค้ง และด้ายสีดำเส้นเล็กละเอียด

“นั่น...นั่นมันสิ่งใดกัน” เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นรอบทิศ

เยี่ยหว่านชิงไม่สนใจ นางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ออกมา เทของเหลวใสราดลงบนบาดแผลเพื่อทำความสะอาด ก่อนจะหยิบคีมและเข็มขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างมั่นคง

“เจ้า...เจ้าจะทำอะไร!” สหายของคนเจ็บร้องเสียงหลงเมื่อเห็นเข็มแหลมคมจ่อลงไปที่ปากแผล

“เย็บแผล” เยี่ยหว่านชิงตอบสั้นๆ “หากไม่เย็บปิดเส้นเลือด เขาก็ต้องตายเพราะเสียเลือดจนหมดตัว”

สิ้นคำพูด เข็มสีเงินในมือของนางก็เริ่มร่ายรำราวกับพู่กันของจิตรกรชั้นเอก มันชอนไชไปตามขอบเนื้อที่ฉีกขาด ตวัดเกี่ยวร้อยเส้นด้ายสีดำเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทุกฝีเข็มสม่ำเสมอราวกับถูกวัดมาอย่างดี ในสายตาของชาวบ้านยุคนี้ มันคือภาพที่น่าเหลือเชื่อและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน ปากแผลที่เคยอ้ากว้างน่ากลัวค่อยๆ ถูกร้อยเรียงเข้าหากันทีละน้อย ประหนึ่งช่างปักผ้ากำลังซ่อมแซมรอยขาดบนอาภรณ์ชั้นเลิศ

โลหิตที่เคยไหลทะลักเริ่มซึมน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เยี่ยหว่านชิงทำงานอย่างเงียบเชียบและมีสมาธิสูง นางไม่สนใจเสียงฮือฮาของผู้คนรอบข้าง ในหัวของนางมีเพียงการช่วยชีวิตคนไข้ตรงหน้าเท่านั้น

เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป* (ประมาณ 15 นาที) ฝีเข็มสุดท้ายก็ถูกผูกปมอย่างเรียบร้อย บาดแผลยาวเหยียดถูกปิดสนิท เหลือเพียงรอยเย็บสีดำที่ดูแปลกตาแต่กลับหยุดการไหลของเลือดได้อย่างน่าอัศจรรย์ ลมหายใจของนักสู้รับจ้างเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ ใบหน้าที่เคยซีดขาวเริ่มมีสีเลือดฝาดจางๆ

เยี่ยหว่านชิงหยิบผงยาสมุนไพรสีเขียวเข้มจากห่อผ้าของนาง (ซึ่งแท้จริงคือยาปฏิชีวนะชนิดผงจากมิติ) โรยลงบนแผล ก่อนจะใช้ผ้าสะอาดพันทับไว้อย่างแน่นหนา

“เขาพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังต้องพักฟื้นอีกนาน อย่าให้แผลโดนน้ำ และต้องเปลี่ยนยาทุกวัน” นางกล่าวพลางเก็บเครื่องมือของตนเองกลับเข้ากล่อง

ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบราวกับป่าช้า ทุกคนต่างตกตะลึงกับภาพที่ได้เห็น หมอเทวดาที่ไหนกันสามารถ ‘เย็บ’ เนื้อคนให้ติดกันได้เช่นนี้!

ชายหนุ่มสหายของคนเจ็บทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น โขกศีรษะคำนับให้นางอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณท่านหมอเทวดา! ขอบคุณที่ช่วยชีวิตพี่ใหญ่ของข้า! บุญคุณครั้งนี้ข้าจะจดจำไปชั่วชีวิต!”

เยี่ยหว่านชิงเพียงพยักหน้ารับ นางกำลังจะลุกขึ้นเพื่อจากไป แต่ชายผู้นั้นกลับยื่นถุงผ้าหนักอึ้งส่งมาให้นาง “นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ โปรดท่านหมอรับไว้ด้วย”

นางเปิดดูเล็กน้อย แสงสีทองของทองคำแท่งส่องประกายวาบเข้าตา นี่คือทุนรอนก้อนแรกที่นางต้องการ! เยี่ยหว่านชิงไม่ปฏิเสธ นางรับถุงเงินมาเก็บไว้อย่างสงบ “ขอบคุณ”

ขณะที่นางกำลังจะผสมกลมกลืนไปกับฝูงชนเพื่อหลีกหนีจากความสนใจ ข่าวลือเรื่อง ‘คุณชายหมอเทวดา’ ผู้มีวิชารักษาคนตายให้ฟื้นก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วตรอกไป่อวิ๋นราวกับไฟลามทุ่ง

“เจ้าเห็นหรือไม่ เข็มของเขาว่องไวยิ่งนัก!”

“น่าทึ่งเกินไปแล้ว! ข้าไม่เคยเห็นวิชาแพทย์เช่นนี้มาก่อน!”

“เขาเป็นใครกัน มาจากสำนักใด?”

เยี่ยหว่านชิงไม่ต้องการเป็นจุดสนใจ นางรีบเร่งฝีเท้าเพื่อออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ทว่าทันทีที่นางกำลังจะเลี้ยวเข้าซอยแคบๆ เพื่อหลบหนีสายตาผู้คน เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง หยุดยั้งทุกย่างก้าวของนางเอาไว้

“บัณฑิตน้อย, โปรดรอเดี๋ยว!”