การเผชิญหน้าในเรือนซอมซ่อ
สายลมเหมันต์ยังคงกรีดผิวราวคมมีด พัดพาเอากลิ่นอายแห่งความหนาวเหน็บและอ้างว้างให้คละคลุ้งไปทั่วเรือนเหมันต์ร่วงโรย กิ่งก้านของต้นเหมยไร้ซึ่งบุปผา มีเพียงความแห้งกร้านที่สะท้อนถึงชะตากรรมของเจ้าของเรือนในสายตาของทุกคน
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาหลายคู่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นเกลื่อนกลาด ก่อนที่ร่างอรชรในอาภรณ์หรูหราปักดิ้นทองลายเมฆมงคลจะปรากฏขึ้นที่หน้าประตู ซูเยว่ซินก้าวเข้ามาพร้อมกับบ่าวรับใช้คนสนิทสองนาง ใบหน้าของนางแต่งแต้มรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาหงส์เหลือบมองความซอมซ่อรอบกายด้วยความสมเพช
“พระชายาเอกประทับอยู่ที่ใดกัน? หรือว่าอาการหนักหนาสาหัสจนลุกจากเตียงมิไหวแล้ว?” น้ำเสียงของนางหวานล้ำ แต่แฝงไปด้วยหนามแหลมคม
ชุนเถาซึ่งกำลังกวาดลานอยู่หน้าเรือนรีบวางไม้กวาดลงแล้วปรี่เข้าขวาง “เช่อเฟยโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะเข้าไปเรียนให้พระชายาทรงทราบก่อน”
ซูเยว่ซินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ชุนเถา เจ้าช่างกล้านัก! ในเมื่อข้าอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนถึงที่ ยังจะต้องให้ข้ารออีกหรือ? หลีกไป!”
“แต่ว่า...” ชุนเถาตัวสั่น แต่ยังคงยืนกรานขวางทางอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตาของนางฉายแววภักดีอย่างแน่วแน่
“ช่างเป็นบ่าวที่ซื่อสัตย์เสียจริง!” ซูเยว่ซินตวัดสายตาเย็นเยียบ “เช่นนั้นก็คงอยากจะไปเป็นเพื่อนเจ้านายของเจ้าในปรโลกกระมัง!”
สิ้นคำ นางก็ผลักร่างของชุนเถาจนเซถลาล้มลงกับพื้น ก่อนจะสะบัดชายกระโปรงเดินตรงเข้าไปในเรือนอย่างถือสิทธิ์ บ่าวรับใช้ของนางมองตามชุนเถาด้วยสายตาดูแคลนแล้วรีบเดินตามเข้าไป
ภาพที่ซูเยว่ซินคาดหวังว่าจะได้เห็นคือสตรีป่วยหนักใกล้ตายที่นอนซมอยู่บนเตียง เนื้อตัวผ่ายผอม ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้นางต้องชะงักงัน
ภายในห้องอันเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน เยี่ยหว่านชิงนั่งอยู่ริมหน้าต่างอย่างสงบ นางสวมเพียงอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีเรียบ แต่ผิวพรรณกลับดูผุดผ่องมีน้ำมีนวล ดวงตาที่เคยเหม่อลอยกลับทอประกายกระจ่างใสและลุ่มลึก กำลังใช้กรรไกรเล็กๆ บรรจงตัดแต่งกิ่งของว่านสี่ทิศในกระถางดินเผาอย่างสบายอารมณ์
นางไม่ได้ป่วย... ไม่เลยแม้แต่น้อย!
ก่อนหน้านี้ไม่นาน หลังจากกลับจากตรอกไป่อวิ๋น เยี่ยหว่านชิงได้ใช้เวลาอยู่ตามลำพัง นางหลับตาลง เรียกใช้ความสามารถพิเศษที่ติดตัวมา ภาพลักษณ์ของห้องผ่าตัดไฮเทคปรากฏขึ้นในห้วงมโนสำนึก บนหน้าจอเสมือนจริงปรากฏข้อมูลร่างกายของนางอย่างละเอียด: *[สถานะร่างกาย: สมบูรณ์แข็งแรง | ระดับสารพิษตกค้าง: 0% | อัตราการฟื้นฟูเซลล์: 99.8%]* นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา 'ผงมลายวิญญาณ' ถูกขจัดสิ้นแล้ว บัดนี้ร่างกายของนางแข็งแรงกว่าเดิมเสียอีก ความรู้นี้เองที่มอบความมั่นใจอันแน่วแน่ให้นางในการเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง
เมื่อรับรู้ถึงการมาเยือนของซูเยว่ซิน เยี่ยหว่านชิงเพียงแค่ละสายตาจากกระถางต้นไม้ขึ้นมองอย่างเชื่องช้า ราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงอากาศธาตุ
“น้องหญิงซูอุตส่าห์มาเยือนถึงเรือนซอมซ่อแห่งนี้ มีธุระอันใดรึ?” น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น
ซูเยว่ซินข่มความตกตะลึงเอาไว้ในใจ พยายามปั้นรอยยิ้มที่คิดว่าจริงใจที่สุด “พี่หญิง... ข้าได้ยินว่าท่านพี่ไม่สบายจึงเป็นห่วงยิ่งนัก วันนี้เห็นท่านพี่สุขสบายดี ข้าก็เบาใจ”
“ขอบใจในความห่วงใยของเจ้า” เยี่ยหว่านชิงวางกรรไกรลง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับซูเยว่ซินเต็มตัว “แต่ร่างกายของข้ากลับแข็งแรงเป็นพิเศษ ยาพิษธรรมดาทั่วไปดูเหมือนจะทำอะไรข้าไม่ได้”
หัวใจของซูเยว่ซินกระตุกวูบ! นางกำลังพูดเรื่องอะไรกัน?
“พี่หญิงพูดเรื่องอะไรกัน เหตุใดจึงกล่าวถึงยาพิษเล่า?” นางแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
เยี่ยหว่านชิงแย้มยิ้มบางเบา แต่เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบจนถึงขั้วหัวใจ “ข้าเพียงแต่ศึกษาตำรายาและสมุนไพรเพื่อคลายเหงาเท่านั้น เพิ่งได้อ่านเจอเรื่องพิษชนิดหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งนัก... ว่ากันว่ามันสามารถซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ผู้ถูกพิษค่อยๆ อ่อนแอลงราวกับถูกสูบพลังชีวิตไปทีละน้อย จนสิ้นใจไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ”
นางหยุดเว้นจังหวะ ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซูเยว่ซิน “ช่างเป็นวิธีการที่แยบยลและอำมหิตยิ่งนัก ข้าเพียงสงสัยว่า... ผู้ใดกันหนอที่มีจิตใจโหดเหี้ยมพอที่จะคิดค้นและใช้ของเช่นนี้ได้”
ทุกถ้อยคำของเยี่ยหว่านชิงเปรียบเสมือนก้อนหินที่โยนลงไปในบ่อน้ำนิ่งในใจของซูเยว่ซิน ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความหวาดระแวงและตื่นตระหนกแผ่ขยายออกไปไม่สิ้นสุด ใบหน้าของนางซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผม
“ขะ... ข้าไม่เข้าใจที่ท่านพี่พูดเลย” ซูเยว่ซินเสียงสั่น
“ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร” เยี่ยหว่านชิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “เอาเป็นว่าตอนนี้ข้าสบายดี และดูเหมือนจะแข็งแรงกว่าแต่ก่อนเสียอีก บางที... อาจเป็นเพราะเคราะห์ร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว โชคลาภกำลังจะมาเยือนก็เป็นได้”
นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องมองซูเยว่ซินด้วยสายตาที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน “หากน้องหญิงไม่มีธุระอื่นแล้ว ก็กลับไปเถิด ที่นี่ทั้งหนาวเหน็บและซอมซ่อ ไม่เหมาะกับร่างกายอันบอบบางของเจ้าหรอก... เดี๋ยวจะติดโรคภัยไข้เจ็บไปเสียเปล่าๆ”
นี่ไม่ใช่แค่การไล่ แต่เป็นการข่มขู่! ซูเยว่ซินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ ความโกรธแค้นพุ่งขึ้นมาแทนที่ความหวาดกลัว นางไม่เคยถูกใครหยามเกียรติเช่นนี้มาก่อน! สตรีที่ควรจะนอนรอความตาย กลับกล้ามาตีฝีปากท้าทายนาง!
“พี่หญิงรักษาสุขภาพให้ดีเถิด!” ซูเยว่ซินเค้นเสียงลอดไรฟัน “หวังว่าโชคดีของท่านจะอยู่กับท่านไปได้ตลอดรอดฝั่ง!”
กล่าวจบนางก็สะบัดหน้าเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างฉุนเฉียว ไม่แม้แต่จะชายตามองชุนเถาที่ค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน
เยี่ยหว่านชิงมองตามแผ่นหลังของซูเยว่ซินไปจนลับสายตา แววตาของนางพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเฉียบคม นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
...
ณ ห้องทรงอักษรภายในจวนหนิงอ๋อง บรรยากาศหนักอึ้งกดดันไม่ต่างกัน เซียวจิ่งเซวียนขมวดคิ้วเข้มขณะไล่สายตาอ่านฎีกาในมือ คิ้วกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม
“ฝ่าบาททรงปฏิเสธคำร้องขอเพิ่มงบประมาณของกองทัพที่ชายแดนอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ” มู่ไป๋ องครักษ์คนสนิทเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เห็นได้ชัดว่าฝ่ายรัชทายาทกำลังหาทางตัดกำลังของเราในราชสำนัก”
เซียวจิ่งเซวียนโยนฎีกาลงบนโต๊ะเสียงดังปัง! “พวกขุนนางบุ๋นในสังกัดตำหนักบูรพากล่าวหาว่าข้าคิดกุมอำนาจทหารไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่ชายแดนทางเหนือมีข่าวการเคลื่อนไหวของพวกเผ่าตานหลางอยู่ตลอดเวลา!”
ความกดดันจากราชสำนักทำให้เขาแทบไม่มีเวลามาสนใจเรื่องหยุมหยิมภายในจวน อ๋องผู้เกรียงไกรในสนามรบกลับต้องมาเผชิญกับเล่ห์กลทางการเมืองที่น่ารำคาญใจไม่สิ้นสุด
“แล้วเรื่องที่ให้ไปสืบเล่า?” เขาถามเสียงเรียบ พยายามระงับโทสะ
มู่ไป๋นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะรายงาน “เรื่องในเรือนเหมันต์ร่วงโรย... เงียบสงบผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีการร้องขอหมอหลวงหรือยาใดๆ เพิ่มเติม ดูไม่เหมือนลักษณะของคนป่วยหนักตามที่... ตามที่เช่อเฟยเคยทูลไว้พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวจิ่งเซวียนชะงักไปเล็กน้อย คิ้วของเขาขมวดแน่นขึ้นอีก “เงียบสงบผิดปกติ?”
ขณะเดียวกันนั้นเอง ที่เรือนพักอันหรูหราของซูเยว่ซิน เสียงเครื่องลายครามราคาแพงแตกกระจายดังลั่น!
“หญิงแพศยา! นางบังอาจ! บังอาจมาข่มขู่ข้า!” ซูเยว่ซินกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและหวาดระแวง “นางรู้ได้อย่างไร! เป็นไปได้อย่างไรที่นางจะรอดจากผงมลายวิญญาณได้!”
บ่าวรับใช้คนสนิทรีบคุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “พระชายารองโปรดระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ!”
“ข้าจะระงับโทสะได้อย่างไร! หากปล่อยนางไว้ นางต้องกลายเป็นหอกข้างแคร่แน่!” ซูเยว่ซินหอบหายใจอย่างหนักหน่วง นางตระหนักได้อย่างเต็มอกแล้วว่าเยี่ยหว่านชิงคนเดิมได้ตายไปแล้ว คนที่อยู่ในเรือนซอมซ่อนั่นคืออสรพิษร้ายที่รอวันแว้งกัด!
“ข้าจะปล่อยให้นางมีชีวิตอยู่อีกต่อไปไม่ได้เด็ดขาด!” นางประกาศกร้าว
บ่าวคนสนิทเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววอำมหิต “เช่อเฟย... ในเมื่อยาพิษใช้ไม่ได้ผล เช่นนั้นเราก็ต้องใช้วิธีที่เด็ดขาดกว่าเดิม”
“วิธีใด?” ซูเยว่ซินหันขวับมาถาม
บ่าวผู้นั้นโน้มตัวเข้ามากระซิบด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน “อีกสามวันข้างหน้า จะมีงานเลี้ยงชมบุปผาที่ตำหนักขององค์หญิงใหญ่... หากเกิด ‘อุบัติเหตุ’ ที่นั่น จนทำให้นางต้องจบชีวิตลงต่อหน้าธารกำนัล... ใครเล่าจะสงสัยมาถึงพวกเราได้?”