ก่อตั้งหอโอสถเร้นลับ

ภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่านเมฆา เงาร่างหนึ่งในชุดบุรุษสีดำสนิทก็เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบออกจากช่องทางลับของเรือนเหมันต์ร่วงโรยราวกับภูตพรายในยามรัตติกาล เยี่ยหว่านชิงมิได้รีรอแม้เพียงครึ่งลมหายใจ นางมุ่งหน้าสู่ตรอกไป่อวิ๋น ตรอกเล็กๆ อันเก่าแก่และซอมซ่อซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่ผู้ลอบค้าขายของต้องห้ามและข่าวกรอง

เงินที่ได้จากการรักษาเหล่าผู้มีอำนาจในตลาดมืดนั้นมากพอที่จะตั้งตัวได้แล้ว และนี่คือย่างก้าวแรกของแผนการอันยิ่งใหญ่ของนาง

ตรอกไป่อวิ๋นยามนี้เงียบสงัด มีเพียงแสงจากโคมไฟสีแดงสลัวที่แขวนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมบางแห่งเท่านั้นที่ส่องสว่าง เยี่ยหว่านชิงเดินลึกเข้าไปจนถึงท้ายตรอก ที่นั่นมีร้านขายยาเก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ป้ายไม้เหนือประตูผุพังจนแทบอ่านชื่อไม่ออก บานประตูเอียงกะเท่เร่ราวกับจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ

ทันทีที่นางก้าวเข้าไป กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสมุนไพรแห้งที่ปะปนกันก็ปะทะเข้าจมูก ภายในร้านมีเพียงแสงเทียนริบหรี่ดวงหนึ่ง ส่องให้เห็นชายชราผมเผ้ากระเซิงในชุดผ้าป่านเก่าขาด กำลังถูกชายร่างท้วมท่าทางเหมือนเจ้าของที่ดินชี้หน้าด่าทอ

“เจ้าแก่ลู่! ข้าให้เวลาเจ้ามาสามวันแล้วนะ! หากวันนี้ยังไม่ย้ายออกไป ข้าจะโยนข้าวของและตัวเจ้าออกไปนอนข้างถนนเอง!” ชายร่างท้วมตะคอกเสียงดังลั่น

ชายชราที่ถูกเรียกว่า ‘ลุงลู่’ ได้แต่ก้มหน้ากำหมัดแน่น ขาข้างซ้ายของเขาลีบเล็กผิดรูปวางพาดอยู่อย่างไร้เรี่ยวแรง “นายท่าน ได้โปรดเมตตา ข้าขอเวลาอีกสักหน่อยเถิด...”

“ไม่มีอีกแล้ว! ร้านนี้ข้าจะขายให้คนอื่นแล้ว เงินก็วางอยู่ตรงหน้า ไสหัวไปได้แล้ว!”

เยี่ยหว่านชิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ชั้นวางยาว่างเปล่าเกือบทั้งหมด มีเพียงเศษสมุนไพรแห้งกรังไม่กี่ชนิดวางทิ้งไว้ แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงร่องรอยของอดีตที่เคยรุ่งเรืองของสถานที่แห่งนี้ นางจึงก้าวออกมาจากเงามืด เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ “ร้านนี้ราคาเท่าใด ข้าซื้อมันเอง”

ทั้งสองคนหันมามองนางเป็นตาเดียว ชายร่างท้วมประเมินเยี่ยหว่านชิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นว่านางเป็นเพียงคุณชายหนุ่มหน้าตาหมดจด แต่สวมอาภรณ์ธรรมดา จึงแค่นเสียงหยัน “เจ้ามีปัญญาหรือ? ข้าขายที่ราคาสองร้อยตำลึงเงิน!”

เยี่ยหว่านชิงไม่พูดพร่ำทำเพลง นางหยิบถุงเงินหนักอึ้งสองใบออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘เคร้ง’ ก้อนเงินแท้ที่กลิ้งออกมาจากปากถุงส่องประกายวาววับภายใต้แสงเทียน

ดวงตาของชายร่างท้วมเบิกกว้างด้วยความละโมบ เขารีบตะครุบถุงเงินไปนับอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าครบถ้วนจึงหัวเราะร่า “โอ้! คุณชายช่างใจกว้างนัก! เชิญๆ ร้านนี้เป็นของท่านแล้ว!” ว่าแล้วก็รีบเก็บเงินแล้วเดินตัวปลิวจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงชายชราที่ยังคงนั่งนิ่งตะลึงงัน

ลุงลู่เงยหน้าขึ้นมองเยี่ยหว่านชิงด้วยแววตาซับซ้อน มีทั้งความประหลาดใจ ระแวงสงสัย และความขอบคุณเจือปนอยู่ “คุณชาย... เหตุใดท่านจึง...”

“ข้าต้องการเปิดร้านขายยา” เยี่ยหว่านชิงตอบสั้นๆ ขณะเดินสำรวจไปรอบๆ

ลุงลู่แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาที่เคยสิ้นหวังกลับฉายประกายหยิ่งทะนงขึ้นมาวูบหนึ่ง “เปิดร้านขายยา? คุณชายอายุน้อยเพียงนี้ รู้จักสมุนไพรกี่ชนิดกันเชียว คิดว่าการเป็นหมอปรุงยาเป็นเรื่องง่ายดายปานนั้นรึ?”

เยี่ยหว่านชิงหยุดเดินแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง นางรู้ดีว่าคนที่มีฝีมืออย่างแท้จริงมักจะมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีซ่อนอยู่เสมอ “เช่นนั้น ท่านลุงคงจะเชี่ยวชาญกว่าข้าสินะ”

“อย่างน้อยก็มากกว่าคุณชายหนุ่มที่ไม่เคยแม้แต่จะสัมผัสดินโคลนเช่นเจ้า!” ลุงลู่กล่าวอย่างท้าทาย เขาชี้ไปยังรากไม้แห้งๆ ที่มุมห้อง “หากเจ้ารู้ว่านั่นคือสิ่งใด ข้าจะยอมรับว่าเจ้าพอมีความรู้อยู่บ้าง”

เยี่ยหว่านชิงเหลือบมองเพียงครู่เดียวก็เอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ “รากสวรรค์เก้าชั้น เป็นสมุนไพรหยางรุนแรง ใช้บำรุงโลหิตและเส้นลมปราณ แต่มีพิษแฝง หากนำไปต้มโดยตรงจะทำลายตับไต แต่หากนำไปนึ่งกับเหล้าขาวสามชั่วยามแล้วตากแห้งเก้าครั้ง พิษจะสลายไป กลายเป็นยาชั้นเลิศในการฟื้นฟูกำลังภายในของผู้ฝึกยุทธ์”

ลุงลู่ชะงักงันไปในทันที! ความรู้เรื่องการนึ่งกับเหล้าขาวเก้าครั้งเป็นเคล็ดลับที่สืบทอดกันมาในหมู่หมอปรุงยาระดับปรมาจารย์เท่านั้น เด็กหนุ่มตรงหน้าจะรู้ได้อย่างไร!

“นั่นอาจเป็นแค่โชคช่วย!” เขายังไม่ยอมแพ้ ชี้ไปยังสมุนไพรแห้งอีกชนิดหนึ่งที่ดูไม่ต่างจากวัชพืชทั่วไป “แล้วสิ่งนั้นเล่า!”

“หญ้าวิญญาณซ่อนเงา ไม่มีสรรพคุณทางยาโดยตรง แต่หากนำไปบดผสมกับเกสรบุปผาเจ็ดราตรี จะได้ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่ออกฤทธิ์หลังผ่านไปเจ็ดวัน” เยี่ยหว่านชิงตอบอย่างไม่ลังเล “แต่หากนำไปแช่ในน้ำค้างรุ่งอรุณครบสามวัน จะกลายเป็นยาถอนพิษชั้นดีของพิษชนิดเดียวกันนั้นเอง”

คราวนี้ลุงลู่ถึงกับพูดไม่ออก ความรู้ของ ‘คุณชาย’ ผู้นี้ลึกล้ำเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ หลายเรื่องเป็นสิ่งที่แม้แต่ตัวเขาในสมัยที่ยังรุ่งเรืองก็ไม่เคยล่วงรู้มาก่อน เขามองเยี่ยหว่านชิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

“ท่าน... ท่านเป็นใครกันแน่?”

เยี่ยหว่านชิงเดินเข้าไปใกล้ แล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าเขา สายตาของนางจับจ้องไปที่ขาข้างที่พิการ “เมื่อห้าปีก่อน ท่านคือ ‘ลู่ทง’ หมอปรุงยาเทวดาแห่งเมืองหลวง แต่เพราะไปล่วงรู้ความลับของผู้มีอำนาจเข้า จึงถูกทำลายเส้นเอ็นที่ขาและถูกขับไล่ออกมา ข้าพูดถูกหรือไม่?”

ใบหน้าของลู่ทงซีดเผือดราวกับเห็นภูตผี! เรื่องนี้เป็นความลับที่เขาเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ไม่เคยบอกเล่าให้ผู้ใดฟัง!

“เจ้า... เจ้ารู้ได้อย่างไร!”

“ข้ารู้มากกว่านั้น” เยี่ยหว่านชิงกล่าวเสียงเย็น “ข้ารู้ว่าเส้นเอ็นของท่านเพียงแค่ขาดสะบั้น แต่เส้นลมปราณยังไม่ตายสนิท ยังมีหนทางรักษา”

คำพูดประโยคนี้ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของลู่ทง! ความหวังที่ตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อนพลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เขามองนางด้วยดวงตาเบิกกว้าง ตัวสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม “เจ้า... เจ้าพูดจริงรึ? ข้าไปหาหมอเทวดามาทั่วหล้า ทุกคนล้วนบอกว่าไม่มีทางรักษาแล้ว!”

“พวกเขาทำไม่ได้ แต่ข้าทำได้” เยี่ยหว่านชิงกล่าวอย่างมั่นใจ จากการประเมินด้วยความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ นางรู้ว่านี่คืออาการเส้นเอ็นฉีกขาดรุนแรงและกล้ามเนื้อลีบจากการไม่ได้ใช้งาน หากทำการผ่าตัดเชื่อมต่อและกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธี ก็มีโอกาสกลับมาเดินได้อีกครั้ง

นางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ภายในบรรจุแผ่นพลาสเตอร์สีดำสนิทที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้าจากในมิติ มันคือยาแปะลดการอักเสบและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ายาใดๆ ในยุคนี้ “นี่คือยาแปะสูตรลับของตระกูลข้า ท่านลองนำไปแปะที่ขาดู”

ลู่ทงรับมาด้วยมืออันสั่นเทา เขาลอกแผ่นยาแปะลงบนหัวเข่าที่ไร้ความรู้สึกของตนเองอย่างไม่ค่อยจะเชื่อนัก แต่แล้วเพียงชั่วอึดใจต่อมา! ความรู้สึกอุ่นซ่านอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมานานหลายปีก็แผ่กระจายจากบริเวณที่แปะยาไปทั่วทั้งขาของเขา! แม้จะยังขยับไม่ได้ แต่มันคือความรู้สึก!

น้ำตาของลูกผู้ชายไหลทะลักออกมาจากดวงตาของลู่ทงอย่างไม่อาจกลั้น เขาเงยหน้ามองเยี่ยหว่านชิงราวกับเห็นเทพเซียนจุติลงมาโปรด

“ข้าจะรักษาขาให้ท่านกลับมาเดินได้อีกครั้ง” เยี่ยหว่านชิงยื่นข้อเสนอ “แลกกับการที่ท่านต้องมาเป็นหลงจู๊ ดูแลร้านแห่งนี้ให้ข้า ตกลงหรือไม่?”

ลู่ทงไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาทิ้งตัวลงคุกเข่าด้วยขาข้างที่ดี โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง “ผู้มีพระคุณ! แค่ท่านรักษาขาให้ข้าได้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าลู่ทงก็ยอมถวายชีวิตให้ท่าน!”

เยี่ยหว่านชิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นางพยุงเขาลุกขึ้น “ดี ต่อไปนี้ท่านคือหลงจู๊ของที่นี่ ส่วนร้านนี้... จะมีชื่อว่า ‘หอโอสถเร้นลับ’”

หอโอสถเร้นลับ... ชื่อนี้ช่างเหมาะสมกับคุณชายผู้ลึกลับตรงหน้ายิ่งนัก ลู่ทงรู้สึกว่าชีวิตที่มืดมนของตนเองได้พบกับแสงสว่างอีกครั้ง เขากำลังจะได้เป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เยี่ยหว่านชิงก็เตรียมตัวจะจากไปเพื่อกลับเข้าจวนก่อนรุ่งสาง แต่ขณะที่นางกำลังจะก้าวออกจากประตู ลู่ทงที่บัดนี้แววตาเปลี่ยนจากความสิ้นหวังเป็นความเคารพยำเกรงและความเฉียบคมก็เอ่ยถามขึ้น

“คุณชาย... ยาของท่านราวกับยาวิเศษ ความรู้ของท่านราวกับเทพเซียน ข้าน้อยลู่ทงสาบานจะภักดีต่อท่านจนวันตาย แต่... ข้าน้อยเพียงอยากจะทราบว่า คุณชายผู้มีพระคุณของข้า แท้จริงแล้วท่านคือผู้ใดกันแน่?”

คำถามนั้นตรงไปตรงมาและแหลมคมราวกับมีดสั้นที่จ่ออยู่ตรงลำคอ ทำให้บรรยากาศภายในร้านที่เงียบสงัดพลันกดดันขึ้นมาในทันที