บ้านใหม่ที่ต้องสร้างเอง

ความมืดรอบกายนั้นทั้งหนาวเหน็บและหนักอึ้ง เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นภายนอกทำให้หลินหว่านชิวซึ่งเพิ่งเอนกายลงได้ไม่นานต้องผุดลุกขึ้นนั่ง สัญชาตญาณเอาตัวรอดจากยุคสมัยใหม่กรีดร้องเตือนภัยอยู่ภายในอก นางขยับกายอย่างแผ่วเบาที่สุดเพื่อไม่ให้บุตรชายที่หลับใหลต้องตื่นตระหนก สองหูเงี่ยฟังอย่างตั้งใจ ขณะที่มือคว้าท่อนไม้ข้างตัวไว้มั่น

เสียงย่ำใบไม้แห้งขาดห้วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดังขึ้นอีกครั้ง...แล้วค่อยๆ จางหายไปในความเงียบสงัดของราตรีกาล หลินหว่านชิวคงนั่งนิ่งอยู่ในความมืดอีกเนิ่นนาน จวบจนแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ แฝงตัวอยู่ใกล้ๆ จึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้เนิ่นนานออกมา บางทีอาจเป็นเพียงสัตว์ป่าตัวเล็กๆ ที่ออกหากินยามค่ำคืน แต่นางก็ไม่อาจประมาทได้อีกต่อไป สถานที่แห่งนี้โดดเดี่ยวและห่างไกลจากผู้คนเกินไป

ค่ำคืนนั้น หลินหว่านชิวแทบไม่ได้หลับ นางผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียสลับกับสะดุ้งตื่นเพราะเสียงลมที่พัดกรูเกรียวผ่านรอยรั่วของกระท่อมเป็นระยะ จนนกระทั่งแสงอรุณแรกจับขอบฟ้า นางจึงลุกขึ้นจากที่นอนฟางแข็งกระด้างด้วยดวงตาที่ยังคงมุ่งมั่น

แสงสว่างยามเช้าสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นสภาพอันน่าสังเวชของที่พักพิงแห่งใหม่นี้อย่างชัดเจน ผนังดินมีรอยแตกร้าวอยู่ทั่วทุกแห่งหน หลังคาฟางคาที่มุงไว้ก็บางโหรงเหรงจนแทบจะนับเส้นได้ หากลมพายุหรือหิมะมาเยือน เกรงว่าสองแม่ลูกคงไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บได้อย่างแน่นอน

“ท่านแม่...ตื่นแล้วหรือขอรับ” เสียงเล็กๆ ของเสิ่นเสี่ยวซู่ดังขึ้นข้างกาย เด็กน้อยขยี้ตาอย่างงัวเงีย แต่แววตาดูสดใสกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด ผลจากน้ำพุวิเศษช่วยฟื้นฟูร่างกายที่ขาดสารอาหารมานานของเขาได้เป็นอย่างดี

“ตื่นแล้ว” หลินหว่านชิวยิ้มบางๆ พลางลูบศีรษะบุตรชาย “วันนี้เรามาซ่อมบ้านกันนะเสี่ยวซู่ เราจะทำให้ที่นี่กลายเป็นบ้านที่อบอุ่นที่สุด”

ดวงตาของเสิ่นเสี่ยวซู่ทอประกายขึ้นทันที “ข้า...ข้าช่วยท่านแม่ได้หรือไม่ขอรับ”

“แน่นอน เจ้าเป็นบุรุษตัวน้อยของแม่นี่นา” หลินหว่านชิวกล่าวอย่างอ่อนโยน “เจ้าช่วยแม่เก็บกิ่งไม้แห้งเล็กๆ กับฟางข้าวที่ปลิวอยู่รอบๆ กระท่อมได้หรือไม่ เราจะใช้มันผสมกับดินเหนียวเพื่ออุดรอยรั่ว”

“ได้ขอรับ! ข้าจะช่วยท่านแม่!”

เพียงเท่านั้น ร่างเล็กๆ ของเสิ่นเสี่ยวซู่ก็กระวีกระวาดลุกขึ้น เขาสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่บางเฉียบ แต่กลับไม่แสดงท่าทีหนาวสั่นเหมือนเช่นเคย เด็กน้อยวิ่งออกไปนอกกระท่อม เริ่มใช้สองมือเล็กๆ กอบโกยกิ่งไม้และเศษฟางที่พอจะหาได้มากองรวมกันอย่างขะมักเขม้น แม้สิ่งที่เขาทำได้จะเล็กน้อยเพียงใด แต่มันคือการแสดงออกถึงความต้องการที่จะปกป้องและช่วยเหลือมารดาอย่างเต็มเปี่ยม สายใยระหว่างทั้งสองที่เคยห่างเหิน บัดนี้กำลังถักทอขึ้นใหม่อย่างเงียบๆ ทว่ามั่นคง

หลินหว่านชิวเองก็ไม่รอช้า นางใช้จอบเก่าคร่ำคร่าที่ติดมาด้วยขุดดินเหนียวบริเวณชายป่าซึ่งพอจะมีความชื้นอยู่บ้างขึ้นมา จากนั้นจึงนำมาผสมกับน้ำและฟางที่เสี่ยวซู่หามาได้ นวดเข้าด้วยกันจนกลายเป็นดินผสมฟางที่มีความเหนียวแน่นเหมาะแก่การซ่อมแซม

สองมือที่เคยขาวผ่องซึ่งใช้เพียงจับปากกาและอุปกรณ์ในห้องวิจัย บัดนี้กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน นางปีนขึ้นไปบนตั่งไม้เก่าๆ ที่โยกเยก ค่อยๆ นำดินเหนียวที่เตรียมไว้โปะลงบนหลังคา อุดตามรอยรั่วทีละน้อย จากนั้นจึงนำฟางคามากดทับให้แน่นหนา แม้จะเป็นงานที่หนักหนาสาหัสสำหรับสตรีร่างบาง แต่ทุกครั้งที่นางหันไปเห็นร่างเล็กๆ ของบุตรชายที่วิ่งวุ่นช่วยงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กำลังใจของนางก็เพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ

ขณะที่สองแม่ลูกกำลังทำงานกันอย่างแข็งขันนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้ากระท่อมพร้อมกับเสียงเยาะหยันที่ดังมาแต่ไกล

“โอ้โฮ! นี่ข้าตาฝาดไปหรือไม่ น้องสะใภ้รองผู้สูงศักดิ์กำลังเล่นคลุกดินคลุกโคลนอยู่รึนี่ ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากเสียนี่กระไร!”

จ้าวจวี๋ฟาง สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นนั่นเอง นางตั้งใจแวะมาดูลาดเลาแต่เช้าตรู่ ด้วยหวังว่าจะได้เห็นภาพสองแม่ลูกนอนซมด้วยความหิวโหยหรือนั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างน่าสมเพช เพื่อที่นางจะได้นำเรื่องกลับไปเล่าเยาะเย้ยให้คนในบ้านฟังอย่างสนุกปาก แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้นางต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ หลินหว่านชิวไม่เพียงไม่สิ้นหวัง แต่ยังลุกขึ้นมาซ่อมแซมกระท่อมผุพังนี่อย่างกระตือรือร้นราวกับมดงาน

“นึกว่าจะมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือมาจากไหน ที่แท้ก็เอามาใช้กับเรื่องไร้สาระเช่นนี้นี่เอง” จ้าวจวี๋ฟางกอดอกเชิดหน้ากล่าวต่อ “ซ่อมไปจะทำอะไรได้ กระท่อมผีสิงนี่ต่อให้ซ่อมดีแค่ไหนก็ยังเป็นกระท่อมผีสิงอยู่วันยังค่ำ เปลืองแรงเปล่าๆ สู้เก็บแรงไว้ไปขอทานในเมืองไม่ดีกว่ารึ”

เสิ่นเสี่ยวซู่ได้ยินวาจาดูแคลนก็รีบวิ่งไปหลบอยู่หลังมารดา สองมือน้อยๆ กำชายเสื้อของหลินหว่านชิวไว้แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและชิงชัง

หลินหว่านชิวค่อยๆ ปีนลงมาจากตั่งไม้ นางปาดเหงื่อบนหน้าผากที่ทิ้งรอยดินโคลนไว้เป็นทาง ดวงตาของนางเย็นเยียบราวกับน้ำในบ่อน้ำพุฤดูหนาว จ้องมองไปยังจ้าวจวี๋ฟางอย่างไม่เกรงกลัว

“พี่สะใภ้ใหญ่มีเวลาว่างมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงได้อุตส่าห์เดินมาไกลถึงตีนเขาเพื่อกล่าววาจาไร้ประโยชน์”

จ้าวจวี๋ฟางชะงักไปเล็กน้อยกับสายตาและน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของหลินหว่านชิว แต่ไม่ช้านางก็กลับมาทำท่าทีเย่อหยิ่งดังเดิม “ข้าก็แค่เป็นห่วง กลัวว่าเจ้ากับหลานชายจะอดตายอยู่ที่นี่เสียก่อน ข้าอุตส่าห์มีน้ำใจมาเยี่ยมเยียน เจ้ายังจะมาทำปากดีอีก!”

หลินหว่านชิวแค่นหัวเราะในลำคอ นางก้มลงหยิบถังไม้ที่ใส่น้ำขุ่นคลั่กจากการล้างมือขึ้นมา “น้ำใจของพี่สะใภ้ใหญ่ ข้าซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล แต่บ้านของข้าตอนนี้ทั้งเล็กทั้งสกปรก คงไม่เหมาะจะต้อนรับแขกสูงศักดิ์เช่นท่านนัก”

สิ้นคำพูด นางก็สาดน้ำในถังออกไปที่พื้นดินเบื้องหน้าอย่างแรง!

ซ่า!

น้ำโคลนกระเซ็นสาดกระเด็นไปทั่วบริเวณ แม้จะไม่โดนตัวจ้าวจวี๋ฟางโดยตรง แต่ก็เปรอะเปื้อนรองเท้าผ้าคู่ใหม่และชายกางเกงของนางจนเป็นด่างดวง

“กรี๊ด! เจ้า! เจ้ามันนางจิ้งจอกสารเลว! กล้าดียังไงมาสาดน้ำสกปรกใส่ข้า!” จ้าวจวี๋ฟางกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธจนหน้าเขียว นางไม่เคยถูกหลินหว่านชิวที่เคยอ่อนแอและเอาแต่ก้มหน้าก้มตาตอบโต้เช่นนี้มาก่อน

หลินหว่านชิววางถังไม้ลงเสียงดังปัง ดวงตาฉายแววเย็นชาและดุดันขึ้นอีกหลายส่วน “ข้าเพียงแค่ล้างพื้นหน้าบ้านของข้าเท่านั้น ที่นี่มันรกและสกปรก หากพี่สะใภ้ใหญ่กลัวจะเปรอะเปื้อน ก็ไม่ควรย่างกรายเข้ามาในที่อโคจรเช่นนี้ตั้งแต่แรก!”

นางก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงของจ้าวจวี๋ฟาง “อีกอย่าง...บ้านของข้าแม้จะซอมซ่อ แต่ก็ยังสะอาดกว่าจิตใจที่โสโครกและวาจาที่เน่าเหม็นของคนบางคน ต่อไปหากไม่มีธุระอันใด ก็อย่าได้มาเหยียบที่นี่อีก เพราะข้าไม่รับประกันว่าคราวหน้าจะเป็นแค่น้ำล้างพื้น!”

วาจาอันคมกริบและสายตาที่พร้อมจะเอาเรื่องของหลินหว่านชิว ทำให้จ้าวจวี๋ฟางตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธระคนกับความหวาดหวั่น นางอ้าปากพะงาบๆ หมายจะด่าทอสวนกลับไป แต่เมื่อสบกับแววตาอำมหิตที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของน้องสะใภ้ คำพูดทั้งหมดก็พลันติดอยู่ที่ลำคอ สุดท้ายนางทำได้เพียงชี้หน้าคาดโทษ แล้วหันหลังวิ่งหนีกลับไปทางหมู่บ้านอย่างหัวซุกหัวซุน

เมื่อร่างของจ้าวจวี๋ฟางลับสายตาไปแล้ว หลินหว่านชิวจึงถอนหายใจยาว พลังที่ใช้ในการต่อกรเมื่อครู่เหือดหายไปจนเกือบหมดสิ้น นางหันกลับมามองบุตรชายที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างหลัง

เสิ่นเสี่ยวซู่เงยหน้าขึ้นมองมารดา ดวงตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งตกใจ ทั้งประหลาดใจ และ...ชื่นชมบูชา

“ท่านแม่...สุดยอดไปเลยขอรับ”

คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้หลินหว่านชิวยิ้มออกมาได้ในที่สุด นางย่อตัวลงลูบแก้มเล็กๆ ของเขา “จำไว้นะเสี่ยวซู่ เราไม่ได้รังแกใครก่อน แต่หากมีใครมารังแกเรา เราก็ไม่ต้องยอม”

สองแม่ลูกมองหน้ากันแล้วกลับไปทำงานต่ออย่างเงียบๆ จนกระทั่งตะวันคล้อยบ่าย หลังคาและผนังของกระท่อมก็ได้รับการปะชุนจนทั่ว แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะยังคงดูน่าเกลียดด้วยรอยดินเหนียวแปะปะไปทั่ว แต่รอยรั่วและรูโหว่ทั้งหมดก็ถูกอุดจนสนิท ลมหนาวที่เคยพัดเข้ามาอย่างอิสระ บัดนี้ไม่อาจเล็ดลอดเข้ามาได้อีกต่อไป กระท่อมซอมซ่อหลังนี้ ได้กลายเป็นที่กำบังอันมั่นคงพอให้หลบไอเย็นของฤดูหนาวได้แล้ว

เมื่อเสร็จสิ้นงานหนักตลอดทั้งวัน ท้องของทั้งสองก็เริ่มส่งเสียงร้องประท้วง หลินหว่านชิวเดินเข้าไปยังมุมหนึ่งของกระท่อมเพื่อเตรียมอาหารเย็น นางเปิดปากถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุข้าวฟ่างหยาบๆ ซึ่งเป็นเสบียงทั้งหมดที่ตระกูลเสิ่นมอบให้มา

พลันนั้น สีหน้าของนางก็เคร่งเครียดลงในทันที ข้าวฟ่างในถุงเหลืออยู่เพียงแค่ก้นถุงเท่านั้น...มันพอสำหรับอาหารอีกแค่มื้อเดียว! วันพรุ่งนี้...พวกนางจะเอาอะไรกิน?