ทดลองปลูกพืชป่า

ความจริงอันโหดร้ายที่ปรากฏตรงหน้า ทำให้บรรยากาศภายในกระท่อมพลันหนักอึ้งลงถนัดตา ข้าวฟ่างหยาบเพียงหยิบมือที่ก้นถุงนั้นราวกับกำลังเยาะเย้ยความพยายามตลอดทั้งวันของสองแม่ลูก แสงสุดท้ายของดวงตะวันที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา สาดกระทบร่างของหลินหว่านชิวและเสิ่นเสี่ยวซู่ ก่อเกิดเป็นเงาทอดยาวที่ดูอ้างว้างและโดดเดี่ยว

ความหิวโหยที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ เริ่มแผลงฤทธิ์อีกครั้ง แต่สำหรับหลินหว่านชิวแล้ว ความกังวลถึงวันพรุ่งนี้กลับรุนแรงยิ่งกว่า นางทอดสายตามองบุตรชายที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างกาย แม้เขาจะมิได้เอ่ยวาจาใด แต่แววตาที่สั่นระริกน้อยๆ นั้นบ่งบอกถึงความหวาดหวั่นที่ไม่อาจปิดบังได้

นางในฐานะมารดา จะปล่อยให้บุตรชายต้องทนหิวอีกไม่ได้เป็นอันขาด!

ในห้วงความคิดที่มืดมน พลันปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นมาดุจดาวตกพาดผ่านฟ้ายามราตรี...ภูเขาหินคราม!

แม้ผืนดินรอบกระท่อมจะแห้งแล้งจนน่าสิ้นหวัง แต่ป่าตีนเขาที่ทอดยาวออกไปนั้นยังคงเปี่ยมด้วยชีวิต ในยุคสมัยที่ขาดแคลนเช่นนี้ ภูเขาคือคลังเสบียงตามธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้คนที่ขัดสน หลินหว่านชิวในฐานะนักวิจัยพฤกษศาสตร์ย่อมรู้ดีกว่าใคร ว่าในความรกเรื้อของพงไพร่ ย่อมมีของป่าที่สามารถประทังชีวิตซุกซ่อนอยู่เสมอ

นางตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว “เสี่ยวซู่ คืนนี้เรากินข้าวต้มกันนะ ส่วนพรุ่งนี้...แม่จะพาเจ้าขึ้นเขาไปหาของอร่อย”

เสิ่นเสี่ยวซู่เงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยแววตาเป็นประกาย ความเชื่อมั่นในตัวมารดาที่เพิ่งก่อตัวขึ้น ทำให้เขาพยักหน้ารับอย่างแข็งขันโดยปราศจากความลังเล “ขอรับท่านแม่! ข้าจะช่วยท่านแม่หาของป่าเอง!”

รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินหว่านชิว นางลูบศีรษะเล็กๆ ของเขาเบาๆ ก่อนจะหันไปจัดการกับข้าวฟ่างมื้อสุดท้ายอย่างประหยัดที่สุด นางต้มมันจนกลายเป็นข้าวต้มเหลวใสแทบจะไร้เนื้อเพื่อให้พอกินกันสองคน แม้จะไม่อิ่มท้อง แต่ความอุ่นร้อนของมันก็ช่วยขับไล่ความหนาวเย็นและความหิวโหยไปได้ชั่วขณะ

รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับไอหมอกจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดเขาหินคราม หลินหว่านชิวปลุกเสิ่นเสี่ยวซู่แต่เช้าตรู่ สองแม่ลูกเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งสำคัญ นางหยิบจอบเก่าคร่ำคร่าที่พิงอยู่ข้างผนังขึ้นมาสะพายหลัง แม้ด้ามไม้จะผุกร่อนไปบ้าง แต่มันยังคงเป็นเครื่องมือเพียงชิ้นเดียวที่พอจะใช้ขุดดินได้

นางพาลูกชายมุ่งหน้าไปยังป่าบริเวณตีนเขาซึ่งยังไม่ลึกจนเกินไปนักเพื่อความปลอดภัย พื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยหินน้อยใหญ่ระเกะระกะ สลับกับพงหญ้าและวัชพืชที่ขึ้นอย่างกระจัดกระจาย คนในหมู่บ้านชิงสือต่างรู้กันดีว่าดินบริเวณนี้เป็นดินที่ไม่ดีนัก มีสภาพเป็นกรดและเต็มไปด้วยกรวดหิน จึงไม่มีใครเสียเวลามาทำการเพาะปลูกในแถบนี้

ทว่าสำหรับหลินหว่านชิวแล้ว ที่นี่กลับไม่ต่างจากขุมทรัพย์ที่รอการค้นพบ!

ขณะที่นางกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณก็ทำงานอย่างเต็มที่ นางสังเกตเห็นพืชใบกว้างบางชนิดที่เจริญงอกงามผิดปกติในบริเวณนี้ได้ในทันที สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว...ดินกรดปนทรายที่มีแร่ธาตุจากหินผาเช่นนี้ แม้จะไม่เหมาะกับการปลูกธัญพืชจำพวกข้าวโพดหรือข้าวฟ่าง แต่กลับเป็นสภาวะแวดล้อมชั้นเลิศสำหรับสมุนไพรล้ำค่าบางตระกูล! โดยเฉพาะสมุนไพรที่ต้องการการระบายน้ำที่ดีและแร่ธาตุเฉพาะตัว

ความตื่นเต้นแล่นปราดขึ้นมาในใจของนาง หากการคาดการณ์ของนางเป็นจริง ผืนดินต้องสาปในสายตาผู้อื่นแห่งนี้ อาจกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองที่จะพลิกชีวิตของนางและลูกชายในอนาคต!

แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการหาอาหารเพื่อประทังชีวิต

“เสี่ยวซู่ มองหาเถาไม้ที่มีใบคล้ายรูปหัวใจนะลูก หากเจอลองขุดดินใต้เถานั้นดู อาจจะมีหัวมันซ่อนอยู่” นางสอนบุตรชายพลางสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง

สองแม่ลูกช่วยกันเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ใช้เวลาเกือบตลอดช่วงเช้า ในที่สุดความพยายามก็เป็นผล เมื่อหลินหว่านชิวสังเกตเห็นเถาไม้แห้งๆ เลื้อยพันอยู่กับกอหญ้า นางไม่รอช้า รีบใช้จอบเก่าขุดลงไปในดินที่ค่อนข้างแข็งอย่างระมัดระวัง ไม่นานนัก ปลายจอบก็กระทบเข้ากับบางสิ่งที่อยู่ใต้ดิน

นางค่อยๆ ใช้มือโกยดินออก เผยให้เห็นหัวมันเทศป่าสีม่วงคล้ำ แม้ขนาดของมันจะค่อนข้างเล็กและมีรูปทรงบิดเบี้ยวไปบ้าง แต่ในยามนี้ มันกลับดูงดงามราวกับทองคำในสายตาของสองแม่ลูก

“เจอแล้ว! ท่านแม่ เราเจอแล้ว!” เสิ่นเสี่ยวซู่ร้องออกมาอย่างดีใจ

หลินหว่านชิวขุดมันขึ้นมาทั้งหมด ได้มาเกือบสิบหัวเล็กๆ จากนั้นนางยังเดินสำรวจต่อและขุดพบสมุนไพรพื้นบ้านอีกสองสามชนิดที่นางรู้จักดี ทั้งต้นเชอเฉียนจื่อ (Plantain Lily) ซึ่งเป็นยาขับปัสสาวะและแก้ร้อนใน และผู่กงอิง (Dandelion) ที่สามารถนำไปต้มเป็นชาหรือกินเป็นผักได้

เมื่อเห็นว่าตะกร้าที่สานขึ้นอย่างง่ายๆ เริ่มมีน้ำหนักพอสมควร และดวงตะวันก็ลอยสูงขึ้นแล้ว นางจึงตัดสินใจพาลูกชายกลับกระท่อม

หลังจากกลับมาถึงที่พักอันคุ้นเคย หลินหว่านชิวทำการแบ่งของป่าที่หามาได้อย่างรวดเร็ว นางเลือกหัวมันเทศที่เล็กและมีตำหนิที่สุดออกมาสามสี่หัวเพื่อนำไปนึ่งเป็นอาหารกลางวัน ส่วนหัวที่สมบูรณ์ที่สุดอีกสี่ห้าหัว พร้อมด้วยต้นอ่อนของสมุนไพรที่ขุดมาได้ทั้งราก นางนำไปเก็บแยกไว้อีกทางหนึ่งอย่างหวงแหน

“ท่านแม่ เหตุใดเราไม่กินให้หมดเล่าขอรับ” เสิ่นเสี่ยวซู่ถามด้วยความสงสัย

หลินหว่านชิวส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขา “เพราะเราจะนำส่วนนี้ไปปลูก เพื่อให้เรามีกินตลอดไปอย่างไรล่ะ”

นางรอจนกระทั่งเสิ่นเสี่ยวซู่กินมันนึ่งรสหวานจนอิ่มหนำและผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย จากนั้นจึงเป็นเวลาสำหรับแผนการที่แท้จริงของนาง หลินหว่านชิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมสมาธิ เพ่งจิตไปยังสัญลักษณ์รูปใบไม้สีเขียวที่ต้นแขน

วูบ!

ทิวทัศน์รอบกายพลันเปลี่ยนไปในพริบตา นางกลับมายืนอยู่กลางผืนดินสีดำสนิทอันอุดมสมบูรณ์ในมิติส่วนตัวอีกครั้ง บ่อน้ำพุวิเศษตรงกลางยังคงส่งไอพลังชีวิตออกมาอย่างสม่ำเสมอ

นี่คือการทดลองครั้งแรกของนาง!

หลินหว่านชิวบรรจงวางหัวมันเทศป่าและต้นสมุนไพรลงบนพื้นดินอย่างเบามือ จากนั้นนางก็เดินไปยังบ่อน้ำพุ ตักน้ำขึ้นมาจนเต็มกระบวยไม้ไผ่ที่ปรากฏขึ้นในมิติ แต่นางยังไม่ได้รดมันลงไปในทันที ด้วยสัญชาตญาณของนักวิจัย นางรู้ดีว่าพลังงานที่เข้มข้นเกินไปอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีได้ นางจึงเดินกลับออกมาจากมิติ ตักน้ำสะอาดจากโอ่งดินนอกกระท่อมเข้ามาผสมกับน้ำพุวิเศษในอัตราส่วนที่เจือจางอย่างยิ่ง

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว นางจึงค่อยๆ รดน้ำที่เจือจางแล้วลงบนแปลงเพาะปลูกทดลองแห่งแรกของนางอย่างระมัดระวังที่สุด สายน้ำที่ดูธรรมดาสามัญค่อยๆ ซึมซาบลงสู่ผืนดินสีนิล

หลินหว่านชิวจ้องมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความคาดหวังและประหวั่นพรั่นพรึงในเวลาเดียวกัน มันจะได้ผลหรือไม่? ผืนดินและน้ำพุนี้จะสามารถพลิกชะตาชีวิตของนางได้จริงหรือ?

และแล้วในวินาทีนั้นเอง เหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นต่อหน้านาง!

ทันทีที่หยดน้ำสุดท้ายซึมหายไปในดิน ดินสีดำสนิทรอบๆ หัวมันเทศและรากสมุนไพรพลันส่องประกายเรืองรองจางๆ ขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนที่รากฝอยเล็กๆ ของต้นอ่อนผู่กงอิงที่นางเพิ่งปลูกลงไป จะพลันสั่นไหวและเริ่มชอนไชลงสู่ผืนดินวิเศษด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า