ผลผลิตแรกจากมิติ

รากฝอยของต้นผู่กงอิงที่เพิ่งหยั่งลงดินพลันสั่นไหวราวกับมีชีวิต มันชอนไชลงสู่ผืนดินสีนิลด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หลินหว่านชิวเบิกตากว้าง จ้องมองภาพอันน่าอัศจรรย์นั้นอย่างไม่ยอมกะพริบ หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก

นี่มิใช่ภาพลวงตา!

เพียงชั่วพริบตา เถาของหัวมันเทศป่าที่นางวางไว้ก็เริ่มแตกหน่ออ่อนสีเขียวสด หน่ออ่อนนั้นยืดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับภาพในม้วนฟิล์มที่ถูกเร่งความเร็ว ใบเล็กๆ ค่อยๆ คลี่ออก เติบโต และแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในขณะเดียวกัน ต้นผู่กงอิงก็ไม่น้อยหน้า ใบสีเขียวหยักศกของมันผลิบานออกมาจากใจกลางต้นทีละใบ ทีละใบ จนกลายเป็นกอสมบูรณ์แน่นขนัด

หลินหว่านชิวยืนนิ่งงันราวกับถูกสะกด นางเป็นนักวิจัยพืชสมุนไพรชั้นแนวหน้าในโลกเดิม ได้เห็นการทดลองเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการเร่งการเจริญเติบโตด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีสิ่งใดจะเทียบเท่ากับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติตรงหน้านี้ได้เลยแม้แต่น้อย นี่คือพลังแห่งชีวิตที่แท้จริง พลังที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งปวง!

เวลาในมิติแห่งนี้ดูราวกับจะเดินเร็วกว่าโลกภายนอกอย่างเทียบกันไม่ได้ หรือบางทีอาจเป็นเพราะพลังอันบริสุทธิ์ของน้ำพุวิเศษและผืนดินสีนิลที่ร่วมกันสร้างปาฏิหาริย์นี้ขึ้นมา หลินหว่านชิวเฝ้ามองการเจริญเติบโตนั้นอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจออกจากมิติไปก่อน แม้นางจะตื่นเต้นเพียงใด แต่ร่างกายนี้ยังคงอ่อนเพลียและต้องการการพักผ่อน อีกทั้งเสี่ยวซู่ยังนอนหลับอยู่เพียงลำพัง นางไม่อาจทิ้งเขาไปนานเกินไปได้

ค่ำคืนนั้น หลินหว่านชิวนอนกอดร่างเล็กๆ ของบุตรชายไว้แนบอก แม้จะข่มตาให้หลับ แต่นางก็ยังคงตื่นเต้นจนแทบนอนไม่หลับ ในหัวเต็มไปด้วยภาพของพืชพรรณที่เติบโตอย่างน่าอัศจรรย์ ความหวังริบหรี่ที่เคยมอดดับไปแล้ว บัดนี้ได้ถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งอย่างเจิดจ้ากว่าเดิม

...

รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงสีทองที่สาดส่องผ่านรอยแตกของผนังกระท่อม หลินหว่านชิวลืมตาขึ้นเป็นคนแรก นางขยับตัวอย่างแผ่วเบาที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับของเสี่ยวซู่ จากนั้นจึงรีบลุกขึ้นและเพ่งสมาธิไปยังสัญลักษณ์รูปใบไม้บนแขนในทันที

วูบ!

เพียงพริบตาเดียว ทิวทัศน์รอบกายนางก็เปลี่ยนเป็นผืนดินสีดำสนิทอีกครั้ง แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาในครั้งนี้ทำให้นางถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง

แปลงเพาะปลูกทดลองเล็กๆ ที่นางทำไว้เมื่อคืน บัดนี้ได้กลายเป็นดงพืชเขียวขจีไปแล้ว!

เถามันเทศป่าที่เคยมีเพียงไม่กี่เส้น บัดนี้เลื้อยพันกันเป็นร่างแหหนาทึบ แผ่ขยายปกคลุมพื้นที่ไปเกือบครึ่งหนึ่งของแปลง ใบรูปหัวใจสีเขียวสดซ้อนทับกันแน่นขนัดจนมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ พื้นดินบริเวณโคนเถานั้นนูนขึ้นมาเป็นเนินเล็กๆ หลายแห่ง บ่งบอกถึงผลผลิตขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน ส่วนต้นผู่กงอิงนั้นก็เติบโตเต็มที่จนออกดอกสีเหลืองสดบานสะพรั่ง ราวกับดวงตะวันดวงน้อยๆ ที่ผุดขึ้นมาจากผืนดิน

นี่มัน...เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

หลินหว่านชิวรีบก้าวเข้าไปใกล้ นางทรุดตัวลงนั่งยองๆ พลางใช้มือเปล่าค่อยๆ คุ้ยดินรอบๆ โคนเถามันเทศอย่างระมัดระวัง เพียงไม่นานปลายนิ้วของนางก็สัมผัสกับผิวของบางสิ่งที่แข็งและใหญ่โต นางจึงค่อยๆ คุ้ยดินออกอย่างใจเย็น จนกระทั่งสิ่งที่ซ่อนอยู่ปรากฏแก่สายตา

มันคือหัวมันเทศ! หัวมันเทศป่าที่มีขนาดใหญ่กว่าศีรษะของเด็กทารกเสียอีก! ผิวของมันเรียบเนียน สีม่วงอมแดงสดใส มีไอดินหอมกรุ่นติดอยู่จางๆ ช่างแตกต่างจากหัวมันเทศป่าที่ผอมแห้งและเต็มไปด้วยเส้นใยที่นางเคยขุดเจอในป่าราวฟ้ากับเหว

นี่คือผลผลิตแรกจากมิติของนาง!

หลินหว่านชิวรู้สึกราวกับมีกระแสความร้อนสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วร่าง ความปีติยินดีเอ่อล้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่ลำคอ ดวงตาของนางร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางรอดแล้ว... นางกับเสี่ยวซู่รอดแล้ว!

นางไม่รอช้า รีบเก็บเกี่ยวมันเทศหัวอวบอ้วนขึ้นมาสองหัว แม้จะเพียงสองหัว แต่น้ำหนักของมันก็มากพอที่จะทำให้แขนของนางรู้สึกหนักอึ้ง จากนั้นนางจึงนำมันออกมาจากมิติอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ กระท่อมอย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น นางจึงรีบนำมันเทศเข้าไปในกระท่อมทันที

กลิ่นหอมหวานเริ่มลอยอบอวลไปทั่วกระท่อมซอมซ่อ เมื่อหลินหว่านชิวนำมันเทศหัวยักษ์ไปล้างทำความสะอาดและใส่ลงในหม้อดินที่ตั้งบนเตาไฟชั่วคราว กลิ่นหอมนั้นปลุกให้ร่างเล็กๆ ที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงค่อยๆ ขยับตัวตื่นขึ้น

เสิ่นเสี่ยวซู่ขยี้ตาพลางยันตัวลุกขึ้นนั่ง จมูกเล็กๆ ของเขาสูดฟุดฟิดไปมา "ท่านแม่... กลิ่นอันใดหรือขอรับ? หอมเหลือเกิน"

หลินหว่านชิวยิ้มอย่างอ่อนโยน "มันเทศต้มอย่างไรเล่า วันนี้พวกเราจะได้กินกันให้อิ่มท้อง"

ไม่นานนักมันเทศก็สุกได้ที่ หลินหว่านชิวใช้เศษผ้าหนาๆ จับหม้อดินยกลงจากเตา นางเป่ามันเทศชิ้นหนึ่งจนอุ่นแล้วจึงส่งให้บุตรชาย "กินเถิดเสี่ยวซู่ ค่อยๆ กินนะ มันยังร้อนอยู่"

เสิ่นเสี่ยวซู่รับมันเทศมาถือไว้ในมือสองข้างอย่างทะนุถนอม ไออุ่นจากมันเทศซึมผ่านฝ่ามือเล็กๆ ของเขาทำให้รู้สึกสบายอย่างประหลาด เด็กชายก้มลงกัดคำโต เนื้อในของมันเทศเป็นสีเหลืองทองอร่าม นุ่มละมุนลิ้นราวกับก้อนเมฆ และมีความหวานฉ่ำที่แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปากทันทีที่สัมผัส

"หวาน... หวานมากขอรับท่านแม่!" เด็กชายอุทานออกมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเป็นประกาย "อร่อยกว่าน้ำตาลที่ข้าเคยแอบชิมที่บ้านท่านย่าเสียอีก!"

นับตั้งแต่จำความได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นเสี่ยวซู่ได้กินอาหารที่อร่อยและอิ่มท้องถึงเพียงนี้ เขาไม่เคยรู้เลยว่ามันเทศธรรมดาๆ จะมีรสชาติราวกับของวิเศษเช่นนี้ได้ เด็กชายก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย แก้มทั้งสองข้างพองตุ่ยราวกับกระรอกน้อยที่กำลังเก็บตุนอาหารไว้ในกระพุ้งแก้ม

หลินหว่านชิวเฝ้ามองภาพนั้นด้วยหัวใจที่พองโต นางหยิบมันเทศอีกชิ้นขึ้นมากินบ้าง รสชาติหวานละมุนและเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มนั้นทำให้นางประหลาดใจไม่น้อย ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อนางกินมันเทศเข้าไปได้ครึ่งหัว นางก็รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งที่ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ขับไล่ความหนาวเย็นและความอ่อนล้าที่สะสมมานานหลายวันให้จางหายไป นี่ไม่ใช่แค่อาหารประทังชีวิตธรรมดาๆ แต่มันยังช่วยบำรุงร่างกายได้อีกด้วย!

ขณะที่มองดูเสี่ยวซู่กินมันเทศหัวที่สองจนหมดเกลี้ยง พลางลูบท้องน้อยๆ ของตนเองด้วยความพึงพอใจนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นมาในหัวของหลินหว่านชิว

หากมิติแห่งนี้สามารถเปลี่ยนมันเทศป่าธรรมดาให้กลายเป็นอาหารรสเลิศที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกายได้ถึงเพียงนี้... แล้วถ้าหากนางนำพืชที่มีมูลค่าสูงกว่านี้เข้าไปปลูกเล่า?

สมุนไพรล้ำค่าอย่างโสมป่า ซานชี หรือแม้กระทั่งเห็ดหลินจือ หากนำไปเพาะปลูกในผืนดินสีนิลและรดด้วยน้ำพุวิเศษ มันจะเติบโตขึ้นมามีคุณภาพดีเยี่ยมเพียงใด? และจะมีมูลค่ามหาศาลแค่ไหน?

ความคิดนี้ทำให้นัยน์ตาของหลินหว่านชิวทอประกายวาบขึ้นมาในทันที นี่คือหนทางที่จะพลิกชะตาชีวิตของนางได้อย่างแท้จริง! ไม่ใช่แค่การมีชีวิตรอดไปวันๆ แต่คือการสร้างฐานะ สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับนางและเสี่ยวซู่

ทว่า... ปัญหาก็ตามมาในทันที

การจะนำของดีเช่นนี้ออกไปขายในยุคสมัยที่ทุกอย่างขาดแคลนและถูกควบคุมอย่างเข้มงวดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แค่มันเทศหัวใหญ่มหึมาผิดปกติเช่นนี้ หากมีคนเห็นเข้าก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้แล้ว แล้วถ้าหากนางนำโสมป่าอายุหลายสิบปีที่เติบโตในคืนเดียวออกไปขายเล่า? ผู้คนจะไม่สงสัยจนกลายเป็นภัยมาถึงตัวหรอกหรือ?

นางจะอธิบายที่มาของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร? จะทำอย่างไรจึงจะสามารถเปลี่ยนของวิเศษในมือให้กลายเป็นเงินทองและปัจจัยสี่ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ถูกผู้ใดจับตามอง?

หลินหว่านชิวกำลังครุ่นคิดถึงหนทางอย่างจริงจัง สมองของนักวิจัยเริ่มวางแผนการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทันใดนั้นเอง หูของนางพลันได้ยินเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งนอกกระท่อมดังขึ้น!

เสียงนั้นกำลังตรงมายังกระท่อมของนาง!

หัวใจของหลินหว่านชิวพลันกระตุกวูบ ใครกันที่มายังสถานที่รกร้างเช่นนี้แต่เช้าตรู่? หรือจะเป็นคนจากตระกูลเสิ่น?

นางรีบส่งสัญญาณให้เสี่ยวซู่อยู่นิ่งๆ พลางคว้ามันเทศที่เหลืออีกครึ่งหัวซุกซ่อนไว้ใต้กองฟางเก่าๆ ที่มุมห้องอย่างรวดเร็ว เงาดำทะมึนของใครบางคนทาบทับลงมาบดบังแสงสว่างที่หน้าประตูไม้ผุพัง... ก่อนที่เสียงเคาะประตูอันหนักหน่วงจะดังขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

"หลินหว่านชิว! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ข้างใน!"