ประกาศอพยพหนีตาย

ภายใต้ชายคาบ้านรองแห่งตระกูลเสิ่น บรรยากาศที่เคยตึงเครียดจากการเผชิญหน้า บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่น่าอึดอัดยิ่งกว่า ซูฮุ่ยเหนียงมองบุตรสาวด้วยแววตาซับซ้อน ส่วนเสิ่นต้าซานได้แต่ถอนหายใจยาว ควันแค้นของหวังชุยผิงยังไม่ทันจางหาย คลื่นลมระลอกใหม่ก็ดูเหมือนจะก่อตัวขึ้นแล้ว

เสิ่นหว่านเจียวกลับหาได้ใส่ใจไม่ นางประคองบุตรทั้งสองที่ยังคงขวัญเสียเล็กน้อยเข้าไปในห้องพักอันซอมซ่อของตนเอง นางทราบดีว่าคำพูดเมื่อครู่ของนางอาจจุดชนวนความขัดแย้งให้ลุกลาม แต่หากเทียบกับการต้องทนดูบุตรของตนหิวโซหรือถูกรังแกอย่างอยุติธรรมแล้ว ความขัดแย้งเพียงเล็กน้อยนี้จะเป็นไรไป

ขณะที่ความตึงเครียดภายในครอบครัวยังคงคุกรุ่นอยู่นั้นเอง...

“ตึง! ตึง! ตึง!”

เสียงเคาะระฆังเหล็กจากลานกลางหมู่บ้านพลันดังขึ้นอย่างเร่งร้อนและสิ้นหวัง เสียงนั้นแหบแห้งและแฝงไว้ด้วยความตื่นตระหนก ไม่เหมือนเสียงเรียกประชุมตามปกติ ตามมาด้วยเสียงตะโกนอันแหบโหยของหลิวซาน ผู้เป็นบุตรชายของผู้ใหญ่บ้าน

"พี่น้องทุกท่าน! เรื่องใหญ่แล้ว! บ่อน้ำ... บ่อน้ำบ่อสุดท้ายของหมู่บ้านเราแห้งขอดแล้ว! ท่านผู้ใหญ่บ้านให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานหน้าศาลบรรพชนด่วน!"

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอันเย็นเยียบ ราวกับค้อนหนักทุบลงบนหัวใจของชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านหลิวคู่ คำว่า "บ่อน้ำแห้งขอด" เป็นดั่งคำพิพากษาแห่งความตายที่มิอาจหลีกเลี่ยง

ใบหน้าของเสิ่นต้าซานและซูฮุ่ยเหนียงซีดเผือดในบัดดล พวกเขาสบตากันด้วยความหวาดหวั่น บ่อน้ำบ่อสุดท้ายคือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตเส้นสุดท้ายของคนทั้งหมู่บ้าน บัดนี้เมื่อมันเหือดแห้งไปแล้ว... อนาคตก็พลันมืดมนลงในทันที

"ไปกันเถอะ" เสิ่นต้าซานกล่าวเสียงเครือ เขาหันไปมองเสิ่นหว่านเจียวและหลานๆ แววตาที่เคยขัดแย้งเมื่อครู่ บัดนี้เหลือเพียงความกังวลในฐานะหัวหน้าครอบครัว

ณ ลานหน้าศาลบรรพชน ชาวบ้านหลายร้อยชีวิตมารวมตัวกัน ทุกคนมีใบหน้าซูบผอม ดวงตาเหม่อลอย แผ่นดินใต้เท้าแตกระแหงเป็นร่องลึกราวกับใยแมงมุม ท้องฟ้าไร้เมฆแม้แต่เพียงกลุ่มก้อนเล็กๆ มีเพียงดวงอาทิตย์ที่แผดเผาอย่างไม่ปรานี

ผู้ใหญ่บ้านหลิว ชายชราผมขาวโพลนยืนอยู่บนขั้นบันไดศาลด้วยร่างที่สั่นเทา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความทุกข์ยาก เขากวาดตามองชาวบ้านที่เปรียบเสมือนลูกหลานด้วยแววตาอันเจ็บปวด ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักอึ้งดุจภูผา

"พี่น้องทั้งหลาย... ข้าไม่มีข่าวดีมาแจ้งพวกท่าน" เขากล่าวเปิดประเด็น "สวรรค์ไม่เมตตาเราแล้ว บ่อน้ำแห่งสุดท้ายได้ตายลงแล้ว หากเรายังอยู่ที่นี่... ก็มีแต่ต้องรอความตายเท่านั้น"

ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกคนกลั้นหายใจรอฟังคำพูดต่อไป

"ข้าได้ปรึกษากับผู้อาวุโสในหมู่บ้านแล้ว หนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของเรา คือการละทิ้งบ้านเกิด... อพยพลงใต้! ไปยังเมืองเจียหลิงที่ร่ำลือกันว่ายังมีแม่น้ำและแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์!"

คำว่า "อพยพ" ทำให้ฝูงชนแตกตื่น เสียงฮือฮาดังขึ้นระงม เส้นทางลงใต้นั้นยาวไกลและเต็มไปด้วยอันตราย ทั้งโจรป่า สัตว์ร้าย และกลุ่มผู้อพยพอื่นๆ ที่พร้อมจะฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงอาหารและน้ำเพียงน้อยนิด แต่เมื่อเทียบกับการต้องนั่งรอความตายอยู่ที่นี่อย่างสิ้นหวัง การอพยพก็ยังนับเป็นความหวังริบหรี่เพียงหนึ่งเดียว

เสิ่นหว่านเจียวยืนนิ่งอยู่ในกลุ่มคน นางกำมือบุตรชายและบุตรสาวไว้แน่น ในใจกลับไม่ได้ตื่นตระหนกเท่าใดนัก ในฐานะคนที่มาจากยุคอนาคต นางย่อมเข้าใจดีว่าภัยแล้งระดับนี้ การอพยพคือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด สิ่งที่นางกังวลหาใช่การเดินทาง แต่เป็น "คน" ที่จะร่วมเดินทางไปด้วยต่างหาก

และราวกับจะยืนยันความคิดของนาง หลังจากผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ทุกคนกลับไปเตรียมตัวและจะออกเดินทางในรุ่งสางของอีกสองวันข้างหน้า ตระกูลเสิ่นก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นทันที

เสิ่นต้ากุ้ย ซึ่งเพิ่งกลับมาจากการปรึกษาหารือกับเหล่าผู้อาวุโสในหมู่บ้าน เดินนำหน้าหวังชุยผิงกลับมายังเรือนตระกูลด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและวางอำนาจ เขายืนอยู่กลางลานบ้าน จ้องมองมายังบ้านรองของเสิ่นต้าซานด้วยสายตาเย็นชา

"ต้าซาน น้องสาม ออกมานี่สิ!" เขาตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงของผู้เป็นพี่ใหญ่

เสิ่นต้าซานรีบพาครอบครัวออกมาเผชิญหน้า เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อยตามธรรมเนียม "พี่ใหญ่มีอะไรหรือ"

เสิ่นต้ากุ้ยกอดอก เชิดหน้าขึ้น กล่าววาจาอย่างที่เตรียมมา "สถานการณ์ตอนนี้เจ้าก็เห็นแล้ว เราต้องอพยพเพื่อเอาชีวิตรอด ในฐานะพี่ใหญ่ของตระกูล ข้าจะเป็นผู้นำพาครอบครัวเสิ่นของเราผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้!"

หวังชุยผิงรีบกล่าวเสริมสามีอย่างเข้าขา "ใช่แล้ว! การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตราย เราต้องสามัคคีกัน! ของทุกอย่าง ทรัพย์สินทุกชิ้น เสบียงทุกเมล็ด ต้องนำมารวมกันเป็นกองกลาง ให้พี่ใหญ่เป็นผู้จัดสรรอย่างเท่าเทียม!"

เสิ่นหว่านเจียวแค่นยิ้มในใจ "จัดสรรอย่างเท่าเทียม" ของหวังชุยผิงน่ะหรือ มีแต่จะเท่าเทียมเข้ากระเพาะของครอบครัวบ้านใหญ่เท่านั้นกระมัง

เสิ่นต้ากุ้ยหันไปจ้องหน้าเสิ่นต้าซาน กดดันด้วยสายตา "ต้าซาน ในยามคับขันเช่นนี้ สายเลือดสำคัญกว่าสิ่งใด เจ้าเป็นน้องข้า หน้าที่ของเจ้าคือต้องเชื่อฟังและสนับสนุนพี่ใหญ่ เพื่อให้ตระกูลของเราอยู่รอด นำเสบียงทั้งหมดที่เจ้ามีออกมา ข้าจะนำไปรวมกับของบ้านใหญ่และบ้านสาม แล้วเราจะฝ่าฟันไปด้วยกัน"

คำพูดที่อ้างถึงความกตัญญูและสายใยพี่น้องทำให้เสิ่นต้าซานหน้าลำบากใจ เขามองไปยังภรรยาและบุตรสาวที่เพิ่งถูกหวังชุยผิงรังแกไปหมาดๆ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ถูกปลูกฝังให้เคารพเชื่อฟังพี่ชายมาทั้งชีวิต

"แต่ว่า... เสบียงของบ้านข้าก็มีเพียงน้อยนิด..." เสิ่นต้าซานพยายามต่อรองเสียงอ่อย

"น้อยนิดก็ต้องเอาออกมา!" หวังชุยผิงตวาดแหว "หรือพวกเจ้าคิดจะกักตุนไว้กินกันเอง ปล่อยให้พี่น้องอดตายรึ! ช่างอกตัญญูสิ้นดี!"

เสิ่นหว่านเจียวที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบข้างหูบิดาด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "ท่านพ่อ อย่าให้ทั้งหมดไปเด็ดขาด"

จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้น เผชิญหน้ากับเสิ่นต้ากุ้ยโดยตรง แต่คำพูดกลับหันไปทางบิดา "ท่านพ่อ ท่านลุงใหญ่พูดถูกแล้วค่ะ ในยามนี้เราต้องพึ่งพาท่านลุง ว่าแต่... เสบียงของบ้านเราก็เหลือเพียงปลายข้าวผสมรำข้าวที่พอจะประทังชีวิตไปได้อีกไม่กี่มื้อเท่านั้น ท่านแม่เจ้าคะ รบกวนท่านนำ 'เสบียงทั้งหมด' ของเราออกมาให้ท่านลุงใหญ่ดูเถิดค่ะ"

นางจงใจเน้นคำว่า "เสบียงทั้งหมด" ดวงตาฉายแววบางอย่างที่ทำให้ซูฮุ่ยเหนียงซึ่งกำลังจะคัดค้านชะงักไป นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของบุตรสาว และเห็นความเด็ดเดี่ยวที่ทำให้นางตัดสินใจเชื่อใจในที่สุด

ซูฮุ่ยเหนียงเดินกลับเข้าไปในบ้าน และกลับออกมาพร้อมถุงผ้าใบเล็กที่เบาหวิว ภายในมีเพียงเศษข้าวสารปนรำข้าวและมันเทศเหี่ยวๆ ไม่กี่หัว

หวังชุยผิงเบ้ปากอย่างดูแคลน แต่เสิ่นต้ากุ้ยกลับพยักหน้าอย่างพึงพอใจที่สามารถกดหัวน้องชายได้สำเร็จ "ดีมากที่พวกเจ้ารู้ความ เอาเสบียงไปรวมไว้ที่บ้านข้า แล้วพรุ่งนี้เช้าเตรียมเก็บของให้พร้อม!"

หลังจากครอบครัวบ้านใหญ่จากไปพร้อมกับ "เสบียงทั้งหมด" ของบ้านรอง เสิ่นต้าซานก็ทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้เก่าๆ อย่างหมดแรง "จบสิ้นแล้ว... เราจะเอาอะไรกินกันระหว่างทางเล่า"

เสิ่นหว่านเจียวเดินเข้าไปในห้องของนาง ก่อนจะออกมาพร้อมกับถุงผ้าใบใหญ่อีกใบที่ซ่อนไว้ใต้เตียงอย่างดี เมื่อเปิดออก ภายในคือเมล็ดธัญพืชสีเหลืองทองที่ยังสมบูรณ์ดี แม้จะมีปริมาณไม่มากนัก แต่ก็มากกว่าที่ให้ไปหลายเท่าตัว

"ท่านพ่อ ท่านแม่ นี่ต่างหากคือเสบียงของเรา" นางกล่าวเสียงเรียบ

ซูฮุ่ยเหนียงและเสิ่นต้าซานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "หว่านเจียว! นี่เจ้า..."

"หากเรามอบทุกอย่างให้พวกเขาไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการมอบชีวิตให้พวกเขาเป็นผู้กำหนด" เสิ่นหว่านเจียวกล่าวอย่างเย็นชา "ลูกเชื่อใจท่านพ่อท่านแม่ แต่ลูกไม่เชื่อใจพวกเขา"

นางก้มลงจัดข้าวของในถุงให้เข้าที่ คืนนี้... นางจะต้องหาโอกาสย้ายเสบียงส่วนใหญ่เข้าไปเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด ที่ที่จะไม่มีใครค้นเจอได้... มิติของนาง

ขณะที่ความคิดของนางกำลังแล่นอยู่นั้นเอง เสียงระฆังเหล็กก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครานี้มาพร้อมกับเสียงตะโกนของผู้ใหญ่บ้านหลิวที่ก้องกังวานไปทั่วทั้งหมู่บ้านในยามค่ำคืน

"ประกาศฉุกเฉิน! มีข่าวว่ากลุ่มโจรป่ากำลังมุ่งหน้ามาทางหมู่บ้านเรา! เราจะรอถึงสองวันไม่ได้แล้ว! ทุกคนจงเก็บของให้เสร็จภายในคืนนี้! ก่อนไก่โห่... เราจะออกเดินทางทันที!"

เสียงประกาศนั้นเป็นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจของทุกคนในตระกูลเสิ่น เวลาแห่งการเตรียมตัวถูกตัดให้สั้นลงอย่างกะทันหัน ความตายจากการขาดแคลนยังอยู่เบื้องหน้า ภยันตรายจากโจรป่ากลับไล่หลังมาติดๆ เส้นทางอพยพหนีตายที่ยังไม่ทันได้เริ่ม... บัดนี้กลับถูกผลักดันให้ก้าวสู่ความมืดมิดที่ไม่อาจคาดเดาได้เร็วยิ่งขึ้น