เล่ห์เหลี่ยมการจัดสรร
เสียงประกาศก้องกังวานของผู้ใหญ่บ้านหลิวเปรียบดั่งอาณัติสวรรค์ที่ไม่อาจขัดขืน ความโกลาหลปะทุขึ้นในความมืดมิดของหมู่บ้านหลิวคู่อีกครั้ง แต่ครานี้ไม่ใช่ความแตกตื่นด้วยความกลัว หากแต่เป็นความเร่งรีบอย่างลนลานเพื่อเอาชีวิตรอด เสียงลากล้อเกวียนที่เสียดสีกับพื้นดินแห้งผาก เสียงข้าวของกระทบกัน และเสียงตะโกนสั่งการของแต่ละครอบครัวดังระงมไปทั่ว สลายความเงียบสงัดยามราตรีไปจนสิ้น
ภายในเรือนซอมซ่อของตระกูลเสิ่นบ้านรอง บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่า เสิ่นต้าซานและซูฮุ่ยเหนียงหน้าซีดเผือดกับข่าวที่ไม่คาดฝัน "โจรป่า! เหตุใดจึงมาเร็วนัก! เรายังเตรียมตัวไม่พร้อมเลยด้วยซ้ำ!"
เสิ่นหว่านเจียวกลับมีสีหน้าเรียบเฉยอย่างน่าประหลาด ดวงตาคู่กระจ่างของนางฉายแววเย็นเยียบและคำนวณอย่างรวดเร็ว นางกวาดตามองถุงธัญพืชที่ซ่อนไว้ ก่อนจะหันไปกล่าวกับบิดามารดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ท่านพ่อ ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย"
นางไม่รอให้ทั้งสองได้เอ่ยถาม คว้าถุงผ้าใบเล็กที่ว่างเปล่าใบหนึ่งขึ้นมา แล้วเดินไปยังมุมห้องที่มืดที่สุดซึ่งมีกระสอบรำข้าวเก่าๆ วางกองอยู่ นางใช้สองมือโกยรำข้าวและแกลบที่แทบไร้คุณค่าทางอาหารใส่ลงไปในถุงอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงหันไปทางถุงธัญพืชของจริงที่นางเพิ่งนำออกมา
"หว่านเจียว... เจ้าจะทำอะไร?" ซูฮุ่ยเหนียงถามด้วยความไม่เข้าใจ
"ทำให้มันดูสมจริง" เสิ่นหว่านเจียวตอบสั้นๆ นางเปิดปากถุงธัญพืช เทเมล็ดข้าวฟ่างสีเหลืองทองเพียงหยิบมือเล็กๆ ลงไปผสมกับรำข้าวในถุงผ้าใบเล็ก คลุกเคล้าให้เข้ากันจนมองเผินๆ คล้ายเป็นเสบียงคุณภาพต่ำที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
เสิ่นต้าซานมองการกระทำของบุตรสาวแล้วพลันเข้าใจในทันที "เจ้าคาดว่า... พวกบ้านใหญ่จะกลับมาอีกครั้ง"
"มิใช่คาดการณ์ แต่พวกเขาต้องมาแน่นอน" เสิ่นหว่านเจียวกล่าวขณะมัดปากถุงอย่างแน่นหนา "ท่านป้าใหญ่เป็นคนเช่นไร ท่านพ่อย่อมรู้ดีที่สุด นางย่อมไม่เชื่อว่าเราจะยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้โดยง่ายดาย ความโกลาหลนี้คือโอกาสอันดีที่สุดที่นางจะใช้เป็นข้ออ้างในการ 'ตรวจสอบ' เป็นครั้งสุดท้าย"
วาจาของนางยังไม่ทันขาดคำ ประตูห้องที่ผุพังก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง!
หวังชุยผิงยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าประตู หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแต่ดวงตายังคงวาวโรจน์ด้วยความละโมบ "น้องรอง! พี่ใหญ่ให้ข้ามาดูว่าพวกเจ้าเก็บของเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่! ในยามคับขันเช่นนี้ ทุกคนในตระกูลต้องช่วยเหลือกัน หากมีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ก็จงนำออกมารวมไว้ที่กองกลางเสีย!"
นางกวาดสายตามองไปทั่วห้องราวกับเหยี่ยวร้ายที่มองหาเหยื่อ สุดท้ายสายตาของนางก็หยุดลงที่ถุงผ้าใบเล็กซึ่งวางอยู่บนโต๊ะอย่างจงใจ
"นั่นอะไร?" นางชี้มือไปที่ถุงใบนั้นทันที
เสิ่นต้าซานกำลังจะเอ่ยปาก แต่เสิ่นหว่านเจียวกลับก้าวออกไปขวางหน้า พร้อมกับหยิบถุงใบนั้นขึ้นมาด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย "ท่านป้าใหญ่ นี่เป็นเพียงเศษข้าวฟ่างผสมรำข้าวที่ลูกสะใภ้เก็บซ่อนไว้ให้เด็กๆ ได้กินรองท้องบ้างเท่านั้น... มันมีเพียงน้อยนิด คงไม่พอให้ท่านต้องลำบากมาเก็บไปหรอกเจ้าค่ะ"
ยิ่งนางแสดงท่าทีหวงแหนมากเท่าใด หวังชุยผิงก็ยิ่งปรี่เข้ามาแย่งชิงเร็วขึ้นเท่านั้น "มีน้อยนิดก็ยังดีกว่าไม่มี! ในสถานการณ์เช่นนี้ทุกเมล็ดย่อมมีความหมาย!" นางกระชากถุงผ้ามาจากมือของเสิ่นหว่านเจียวอย่างแรง แล้วรีบเปิดปากถุงดู
เมื่อเห็นสภาพของสิ่งที่อยู่ภายใน แววตาคาดหวังของหวังชุยผิงก็แปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังและดูแคลนในทันที "เฮอะ! ข้าก็นึกว่ามีของดีอะไรซ่อนไว้ ที่แท้ก็แค่เศษรำข้าวเลี้ยงหมู! บ้านรองของพวกเจ้านี่มันไร้ประโยชน์สิ้นดีจริงๆ! มีปัญญาหาได้เพียงเท่านี้ คิดจะเป็นตัวถ่วงของตระกูลไปถึงเมื่อใดกัน!"
นางสบถด่าทออย่างไม่ไว้หน้า แต่กระนั้นมือก็ยังคงกำปากถุงไว้แน่น แม้จะเป็นเพียงเศษรำข้าว แต่นางก็ไม่มีความคิดที่จะคืนให้แม้แต่น้อย นางหันหลังกลับไปพร้อมกับถุงใบนั้น พลางบ่นพึมพำ "เอาไปรวมกับกองกลางก็ยังดีกว่าปล่อยให้พวกไร้ประโยชน์กินทิ้งกินขว้าง!"
เสิ่นต้าซานกำหมัดแน่นด้วยความอัปยศอดสู ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แต่ก็ถูกซูฮุ่ยเหนียงดึงแขนไว้เงียบๆ
เสิ่นหว่านเจียวมองตามหลังของหวังชุยผิงไปจนลับสายตา มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เมื่อหันกลับมา นางจึงรีบนำถุงเสบียงของจริงที่เหลือยัดเข้าไปในห่อสัมภาระของตนเองอย่างมิดชิดที่สุด "ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องรอง รีบจัดของเถิด เราไม่มีเวลาแล้ว"
ในมุมหนึ่งของลานบ้าน ซึ่งแสงจันทร์สาดส่องไม่ถึง เสิ่นต้าไฉ อาสามผู้เกียจคร้าน กำลังนั่งพิงกำแพงดินพลางทำท่าบิดเอวอย่างเจ็บปวด ข้างกายเขามีหลี่เจียวเจียว ภรรยาคู่คิด กำลังนวดเฟ้นไหล่ให้อย่างเอาใจ
สายตาของหลี่เจียวเจียวเหลือบมองไปยังบ้านรองที่เพิ่งเงียบเสียงลง นางกระซิบกับสามีด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก "ท่านพี่ ท่านดูเกวียนของบ้านรองสิแทบไม่มีของอะไรเลย เบาหวิวเสียขนาดนั้น"
เสิ่นต้าไฉพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้วน้องหญิง พวกเขามอบเสบียงให้บ้านใหญ่ไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือแต่ตัวเปล่าๆ"
หลี่เจียวเจียวหัวเราะคิกคัก "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงต้องให้พวกเขาเข็นเกวียนของตัวเองให้เหนื่อยเปล่าด้วยเล่า? เกวียนของบ้านเรากับบ้านใหญ่บรรทุกของจนหนักอึ้ง ท่านพี่เองก็ร่างกายไม่สู้ดี สู้ให้ต้าซานกับเจ้าเด็กจื้อรุ่ยมาช่วยพวกเราลากเกวียนไม่ดีกว่าหรือ? ถือว่าเป็นการทำประโยชน์ให้ตระกูลบ้างในฐานะที่ไม่มีเสบียงมาสมทบ"
ดวงตาของเสิ่นต้าไฉเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที "ความคิดของเจ้านี่ยอดเยี่ยมจริงๆ! พี่ใหญ่ต้องเห็นด้วยแน่! ในเมื่อพวกเขาไม่มีปัญญาหาอาหาร ก็ต้องออกแรงกายเป็นการตอบแทน!"
แผนการอันเห็นแก่ตัวได้ถูกวางขึ้นอย่างเงียบๆ ภายใต้เงามืด ขณะที่ครอบครัวบ้านรองยังคงไม่ล่วงรู้ถึงชะตากรรมอันหนักหน่วงที่กำลังจะมาเยือนในรุ่งสาง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ช่วงยามจื่อ* (*ประมาณ 23:00 - 01:00 น.) เสียงจอแจภายนอกเริ่มเบาบางลง ทุกคนต่างพยายามข่มตาหลับเพื่อเก็บแรงไว้สำหรับการเดินทางที่ไร้จุดหมาย เสิ่นหว่านเจียวรอจนแน่ใจว่ารอบด้านเงียบสนิทแล้วจริงๆ นางจึงค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาที่สุด
นางขยับไปปลุกเสิ่นต้าซาน ซูฮุ่ยเหนียง และเสิ่นจื้อรุ่ยที่นอนขดตัวอยู่ใกล้ๆ กัน พร้อมกับทำสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียง เด็กทั้งสองคน เสี่ยวเป่าและเสี่ยวหยา นอนหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลียอยู่บนตั่งไม้เก่าๆ
"หว่านเจียว มีอะไรรึ?" ซูฮุ่ยเหนียงกระซิบถามด้วยความกังวล
เสิ่นหว่านเจียวไม่ตอบ นางแสร้งทำเป็นรื้อค้นห่อสัมภาระของตนเอง แต่ในจังหวะที่มือของนางเข้าไปในห่อผ้า ร่างความคิดของนางก็ได้เข้าไปในมิติลับส่วนตัวแล้วเรียบร้อย นางหยิบข้าวปั้นที่เตรียมไว้ออกมาสี่ก้อน ข้าวเม็ดงามที่หุงจากน้ำพุวิเศษ ถูกปั้นเป็นก้อนกลมแน่นพอดีมือ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวใหม่ลอยโชยออกมาทันทีที่มันปรากฏขึ้นในโลกภายนอก
นางยื่นข้าวปั้นให้พ่อแม่และน้องชายคนละก้อน "กินเสียเจ้าค่ะ"
ทั้งสามเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เสิ่นต้าซานมองข้าวปั้นในมือสลับกับใบหน้าบุตรสาว "นี่... นี่เจ้าเอามาจากที่ใดกัน? เราไม่มีข้าวสารดีๆ เช่นนี้เหลือแล้วไม่ใช่หรือ?"
"ข้าแอบซ่อนไว้กับตัวต่างหากเจ้าค่ะ" เสิ่นหว่านเจียวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่เตรียมคำตอบไว้แล้ว "ข้ารู้ดีว่าการเดินทางจะต้องลำบากเพียงใด หากปราศจากเรี่ยวแรง เราก็ไม่ต่างอะไรกับซากศพที่เดินได้ รอวันล้มลงกลางทางเท่านั้น"
นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของทุกคน "ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องรอง... จำไว้ให้ดี หนทางข้างหน้า เราเชื่อใจผู้ใดไม่ได้นอกจากตัวเราเองเท่านั้น กินเถิด... กินเพื่อเติมพลังเอาไว้สู้กับวันพรุ่งนี้ และห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด"
คำพูดของนางหนักแน่นและทรงพลังจนทั้งสามไม่อาจปฏิเสธได้ พวกเขาค่อยๆ กัดกินข้าวปั้นในมืออย่างเงียบงัน รสชาติของข้าวที่ทั้งหอมหวานและนุ่มละมุนไหลผ่านลำคอที่แห้งผากลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า พลังงานและความอบอุ่นที่ไม่เคยได้สัมผัสมานานเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ขับไล่ความเหนื่อยล้าและความสิ้นหวังออกไปทีละน้อย
ขณะที่ก้อนสุดท้ายกำลังจะหมดลง แสงสีทองเรื่อๆ ของรุ่งอรุณก็เริ่มจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก...
ทันใดนั้นเอง เสียงเป่าเขาสัตว์ก็ดังกระหึ่มขึ้น เป็นสัญญาณให้ทุกคนมารวมตัวเพื่อออกเดินทาง!
เสิ่นหว่านเจียวรีบเก็บงำร่องรอยทุกอย่าง นางพยุงพ่อแม่และปลุกลูกๆ ให้ลุกขึ้น ทุกคนในครอบครัวบ้านรองก้าวเท้าออกจากประตูเรือนที่ใกล้จะพังเต็มที
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือขบวนเกวียนที่พร้อมออกเดินทางแล้ว และที่เบื้องหน้า... เสิ่นต้ากุ้ยยืนกอดอกอยู่ข้างเกวียนเล่มที่ใหญ่และบรรทุกสัมภาระหนักที่สุดของตระกูล สายตาเย็นชาของเขาตวัดมองมายังพวกเขา ก่อนจะชี้นิ้วไปยังบิดาและน้องชายของนางอย่างไม่ไยดี
"ต้าซาน! จื้อรุ่ย! พวกเจ้าสองคน... มาลากเกวียนเล่มนี้!"