ก้าวแรกบนเส้นทางนรก

สุรเสียงอันเย็นชาและเด็ดขาดของเสิ่นต้ากุ้ยดังก้องสะท้อนในความเงียบงันของรุ่งอรุณ ประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าลงกลางใจของครอบครัวบ้านรองทุกคน ดรรชนีที่ชี้ตรงมายังเสิ่นต้าซานและเสิ่นจื้อรุ่ยนั้นแข็งทื่อและไร้ซึ่งความปรานีใดๆ

เสิ่นหว่านเจียวกวาดสายตาไปยังเกวียนเล่มดังกล่าว หัวใจของนางพลันเย็นเยียบลงหลายส่วน มันเป็นเกวียนเทียมวัวที่ใหญ่และมั่นคงที่สุดในบรรดาเกวียนทั้งหมดของตระกูลเสิ่น ทว่าบัดนี้ไร้ซึ่งวัวเทียม มีเพียงเชือกป่านเส้นหนาสองเส้นผูกติดกับคานลากด้านหน้า บนตัวเกวียนนั้นอัดแน่นไปด้วยหีบไม้ใบใหญ่หลายใบ ถุงผ้าที่บรรจุสิ่งของจนตุงแน่น และเครื่องเรือนบางชิ้นที่ดูมีราคา ทั้งหมดถูกคลุมทับด้วยผ้าใบผืนหนาอย่างแน่นหนา น้ำหนักของมันมหาศาลจนแทบจะกดให้ล้อเกวียนจมลงไปในผืนดินที่แห้งผาก

ขณะที่เกวียนของบ้านรองและบ้านสามนั้นมีเพียงสัมภาระที่จำเป็นไม่กี่ชิ้น แต่เกวียนเล่มนี้กลับบรรทุกทรัพย์สมบัติเกือบทั้งหมดของบ้านใหญ่เอาไว้

เบื้องหลังเกวียนนั้น หวังชุยผิงและบุตรชายบุตรสาวของนางยืนตัวปลิวอยู่ข้างๆ บนใบหน้าปราศจากร่องรอยของความเหนื่อยล้าหรือความกังวลใดๆ มีเพียงแววตาที่มองมายังครอบครัวของนางด้วยความสมเพชและเยาะหยัน

"ยังจะยืนนิ่งอยู่ไย!" เสิ่นต้ากุ้ยตวาดเสียงกร้าว "หรือพวกเจ้าคิดจะถ่วงเวลาให้ทุกคนต้องเดินทางกลางแดดเปรี้ยงกัน!"

เสิ่นต้าซานเม้มริมฝีปากแน่น ก้มหน้าลงอย่างจำยอม เขารู้ดีว่านี่คือการกลั่นแกล้งอย่างโจ่งแจ้ง แต่ด้วยศักดิ์ของความเป็นน้องชายและการที่อีกฝ่ายเป็นหัวหน้าครอบครัวในยามนี้ ทำให้เขาได้แต่กัดฟันยอมรับชะตากรรม

"ขอรับ พี่ใหญ่" เขากล่าวเสียงแผ่ว ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้บุตรชาย

ทว่าก่อนที่สองพ่อลูกจะได้ก้าวเท้าออกไป เสียงใสดุจน้ำแข็งของเสิ่นหว่านเจียวก็ดังแทรกขึ้นมา

"ช้าก่อนเจ้าค่ะ!"

ทุกสายตาพลันจับจ้องมาที่นางเป็นจุดเดียว เสิ่นหว่านเจียวก้าวออกมาเบื้องหน้า ยืนประจันกับเสิ่นต้ากุ้ยอย่างไม่เกรงกลัว "ท่านลุงใหญ่ เหตุใดจึงต้องเป็นท่านพ่อและน้องชายของข้าเพียงสองคน ที่ต้องรับภาระลากเกวียนที่หนักที่สุดนี้เล่าเจ้าคะ?"

นางผายมือไปยังเกวียนเล่มนั้น "สัมภาระบนเกวียนล้วนเป็นของบ้านใหญ่ เหตุใดบุตรชายของท่านลุงจึงไม่ต้องออกแรงช่วยแม้แต่น้อย? การเดินทางหนีภัยครั้งนี้เป็นเรื่องของทุกคนในตระกูลเสิ่นมิใช่หรือ? การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันลากเกวียนทุกเล่มอย่างเท่าเทียมจึงจะถูกต้อง"

คำพูดของนางเฉียบคมและเต็มไปด้วยเหตุผล ชาวบ้านคนอื่นๆ ในขบวนที่ได้ยินต่างก็เริ่มพยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ

ใบหน้าของเสิ่นต้ากุ้ยพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ "เสิ่นหว่านเจียว! นี่เจ้ากำลังสอนข้าหรือ? ข้าเป็นผู้ใหญ่ เป็นพี่ชายคนโตของพ่อเจ้า! ต้าซานเป็นน้องชาย การช่วยเหลือพี่ชายเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว! จื้อรุ่ยเป็นหลานชาย การออกแรงเพื่อตระกูลก็เป็นหน้าที่! เจ้าเป็นเพียงสตรีม่ายที่กลับมาพึ่งใบบุญตระกูล มีสิทธิ์อันใดมาตั้งคำถาม!"

"สิทธิ์ของคนที่จะไม่ยอมทนดูบิดาและน้องชายของตนเองถูกใช้งานเยี่ยงทาสอย่างไรเล่าเจ้าคะ!" เสิ่นหว่านเจียวสวนกลับทันควัน ดวงตาของนางวาวโรจน์ "ท่านพ่อกับน้องรองเพิ่งจะฟื้นจากความอดอยาก ร่างกายยังไม่แข็งแรงดี หากให้พวกเขาลากเกวียนหนักเพียงลำพัง ไม่นานก็คงล้มป่วยลงกลางทาง ถึงเวลานั้น... ไม่เพียงแต่จะเป็นภาระของทุกคน แต่ยังทำให้ขบวนเดินทางช้าลงอีกด้วย ท่านลุงใหญ่แน่ใจหรือว่านั่นคือสิ่งที่ท่านต้องการ?"

หวังชุยผิงรีบแผดเสียงขึ้นมาทันที "นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาต่อปากต่อคำกับผู้นำตระกูล! พวกเจ้าบ้านรองได้อาศัยเสบียงของพวกเราประทังชีวิต แค่ออกแรงลากเกวียนก็นับเป็นบุญคุณเท่าใดแล้ว!"

"เสบียงหรือ?" เสิ่นหว่านเจียวแค่นยิ้มหยัน "เสบียงที่ท่านป้าใหญ่พูดถึง คือส่วนที่ท่านพ่อหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง แล้วถูกพวกท่านบังคับริบเอาไปมิใช่หรือ?"

การโต้เถียงเริ่มดังขึ้นจนผู้คนหันมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ เสิ่นต้าซานเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาดึงแขนบุตรสาวไว้

"พอแล้ว หว่านเจียว... พอแล้ว" เขาส่ายหน้าช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและเจ็บปวด "อย่าทำให้เรื่องมันใหญ่โตไปเลย พ่อ... พ่อทำได้"

"แต่ท่านพ่อ!"

"ฟังพ่อนะ" เสิ่นต้าซานกระซิบเสียงสั่น "ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มเดินทาง การแตกหักกันในตระกูลตั้งแต่ก้าวแรกไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อย ทนอีกสักหน่อย... เพื่อทุกคนในครอบครัวของเรานะลูก"

คำพูดของผู้เป็นบิดาทำให้เสิ่นหว่านเจียวจำต้องสงบลง นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา และเห็นความปวดร้าวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความอดทน นางรู้ว่าบิดายอมแบกรับความไม่เป็นธรรมนี้ไว้เพียงเพื่อปกป้องครอบครัวไม่ให้ถูกขับไล่ออกจากขบวนไปเผชิญชะตากรรมตามลำพัง

นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ก่อนจะถอยกลับไปยืนข้างมารดาอย่างเงียบงัน แต่สายตาที่จับจ้องไปยังเสิ่นต้ากุ้ยและครอบครัวของเขานั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี

เมื่อเห็นว่าสามารถกดขี่บ้านรองได้สำเร็จ เสิ่นต้ากุ้ยก็แสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย "ดี! ในเมื่อเข้าใจหน้าที่ของตนเองแล้วก็รีบไปได้! ออกเดินทาง!"

สิ้นเสียงคำสั่ง เสิ่นต้าซานและเสิ่นจื้อรุ่ยในวัยสิบห้าหนาวก็จำต้องเดินเข้าไปจับเชือกลากเส้นหนาคนละเส้น ทั้งสองรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ย่อกายลงต่ำแล้วเริ่มออกแรงดึง

เอี๊ยด... อ๊าด...

เสียงล้อเกวียนที่หนักอึ้งบดเบียดกับเพลาไม้ดังโหยหวน คล้ายเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณที่กำลังทุกข์ทรมาน เกวียนขนาดมหึมาค่อยๆ ขยับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า เส้นเลือดบนหน้าผากและลำคอของสองพ่อลูกปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด หยาดเหงื่อเม็ดโป้งเริ่มผุดซึมออกมาแทบจะทันทีทั้งที่ดวงตะวันเพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า

ขบวนอพยพอันยาวเหยียดเริ่มเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านหลิวคู่ที่บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับสุสานร้าง ก้าวแรกบนเส้นทางที่ทุกคนหวังว่าจะเป็นหนทางรอดชีวิตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่สำหรับครอบครัวของเสิ่นหว่านเจียว มันคือก้าวแรกบนเส้นทางสู่นรกโดยแท้

ดวงตะวันค่อยๆ ลอยสูงขึ้น ความร้อนระอุเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วผืนปฐพีที่แตกระแหงไร้ซึ่งร่มเงาของแมกไม้ ฝุ่นดินสีเหลืองฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วทุกย่างก้าว บดบังทัศนวิสัยและแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของลมหายใจ

เสิ่นต้าซานและเสิ่นจื้อรุ่ยยังคงก้มหน้าก้มตาลากเกวียนต่อไปไม่หยุดหย่อน เชือกป่านที่หยาบกระด้างบาดลึกลงบนบ่าจนเสื้อผ้าบริเวณนั้นชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ทุกย่างก้าวต้องใช้พลังทั้งหมดของร่างกายเพื่อฉุดรั้งน้ำหนักอันมหาศาลให้เคลื่อนไปข้างหน้า

เสิ่นหว่านเจียว มารดา และลูกๆ เดินอยู่ข้างๆ เกวียนของตนเองที่เบากว่ามากนัก นางมองแผ่นหลังของบิดาและน้องชายที่งองุ้มลงทุกขณะด้วยหัวใจที่บีบรัดอย่างรุนแรง ภาพนั้นตอกย้ำความอัปยศและความโกรธแค้นให้ลุกโชนอยู่ในอก

"ท่านแม่เจ้าคะ ดูนั่นสิ" เสียงเล็กๆ ของหลินเสี่ยวหยาดังขึ้น พร้อมกับนิ้วป้อมๆ ที่ชี้ไปยังพงหญ้าแห้งข้างทาง "เหมือนรากไม้เลยเจ้าค่ะ"

เสิ่นหว่านเจียวมองตามไป เห็นรากของพืชบางชนิดที่แม้จะเหี่ยวเฉาไปแล้วแต่ยังพอมีขนาดอยู่บ้าง "เสี่ยวเป่า เสี่ยวหยา มาช่วยแม่เก็บฟืนกับรากไม้พวกนี้กันเถิด"

เด็กทั้งสองพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน หลินเสี่ยวเป่าผู้เป็นพี่ชายรีบวิ่งไปเก็บกิ่งไม้แห้งที่พอจะหาได้ ส่วนหลินเสี่ยวหยาก็พยายามใช้มือเล็กๆ ของตนขุดคุ้ยรากไม้เหล่านั้นขึ้นมา แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย แต่เด็กทั้งสองกลับทำอย่างขะมักเขม้น เพราะพวกเขารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือปัจจัยในการเอาชีวิตรอด

ภาพความกตัญญูและความเข้าใจในสถานการณ์ของบุตรทั้งสอง ทำให้หัวใจที่ร้อนรุ่มของเสิ่นหว่านเจียวพอจะมีความอบอุ่นแทรกซึมเข้ามาบ้าง นางคอยดูแลไม่ให้ลูกๆ เข้าใกล้เกวียนจนเกินไป ขณะที่สายตาก็คอยสอดส่องหาพืชสมุนไพรที่อาจทนแล้งได้ตามสัญชาตญาณของแพทย์

เวลาผ่านไปจนตะวันลอยอยู่เหนือศีรษะ ความร้อนแผดเผาราวกับจะหลอมละลายทุกชีวิตให้สิ้นซาก อากาศที่หายใจเข้าไปร้อนผ่าวจนแสบปอด ทุกคนในขบวนเริ่มอ่อนล้า ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย

ทันใดนั้นเอง! ร่างของเสิ่นจื้อรุ่ยที่กำลังก้าวเท้าอย่างโซเซก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง!

"อึก...!"

เด็กหนุ่มส่งเสียงร้องในลำคอ ดวงตาของเขาเริ่มพร่าเลือน ก่อนที่ขาจะหมดเรี่ยวแรงและทรุดลงไปกับพื้น!

การทรุดตัวลงอย่างกะทันหันทำให้เชือกที่เขาลากอยู่หย่อนลงทันที เกวียนที่หนักอึ้งเสียสมดุลและเริ่มเคลื่อนถอยหลังอย่างรวดเร็ว!

"จื้อรุ่ย!" เสิ่นต้าซานตะโกนลั่น เขาหันกลับไปมองด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะทุ่มสุดแรงกายต้านทานน้ำหนักทั้งหมดของเกวียนไว้เพียงลำพัง ร่างของเขาถูกแรงดึงมหาศาลกระชากจนแทบจะล้มคะมำ ใบหน้าแดงก่ำ เส้นเอ็นทั่วร่างตึงเครียดจนแทบจะปริแตก!

เสียงล้อเกวียนบดพื้นดินดังครืดคราดน่าหวาดเสียว มันกำลังจะลากร่างของบิดานางให้ล้มลงและบดขยี้ร่างของน้องชายที่นอนกองอยู่บนพื้น