สัญญาแยกบ้านที่รัดกุม
สิ้นคำกล่าวอันหนักแน่นของหลินหว่านหรู ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมลานบ้านตระกูลซูชั่วขณะ สายตาทุกคู่เบิกกว้างจับจ้องไปยังสตรีร่างผอมบางที่ยืนหยัดอย่างทะนงองอาจ ซูต้าเจียงผู้เป็นพี่ใหญ่ถึงกับแค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมา
"น้องสะใภ้รอง เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? สตรีที่วันๆ จับแต่จอบแต่เสียมอย่างเจ้า จะรู้หนังสือได้อย่างไร อย่ามาทำเป็นอวดเก่งต่อหน้าท่านผู้ใหญ่บ้านประเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องขบขันเปล่าๆ"
ทว่าจ้าวเถี่ยกลับยกมือขึ้นปรามซูต้าเจียง นัยน์ตาฝ้าฟางแต่มองโลกมามากของผู้ใหญ่บ้านเฒ่าหรี่ลงเล็กน้อย พินิจพิจารณาสตรีตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง "เจ้าเขียนหนังสือเป็นด้วยหรือ หว่านหรู?"
หลินหว่านหรูก้มศีรษะลงเล็กน้อย ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "บิดาผู้ล่วงลับของข้าเคยเป็นเสมียนในตัวอำเภอ ก่อนท่านสิ้นใจได้สั่งสอนตัวอักษรให้ข้าไว้บ้างเจ้าค่ะ แม้มิใช่นักปราชญ์ แต่การร่างหนังสือสักฉบับย่อมมิเกินกำลัง"
ข้ออ้างเรื่องบิดาที่ล่วงลับถือเป็นเกราะกำบังชั้นดีที่ไม่มีใครสามารถขุดคุ้ยได้ จ้าวเถี่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ดี! ในเมื่อเจ้ายืนยันเช่นนั้น ซูต้าเจียง ไปนำพู่กัน หมึก และกระดาษมา!"
ไม่นานนัก อุปกรณ์เครื่องเขียนหยาบๆ ก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่ากลางลานบ้าน หลินหว่านหรูขยับเข้าไปใกล้ นิ้วเรียวยกพู่กันขึ้นจรดหมึก ท่วงท่าการจับพู่กันของนางดูเป็นธรรมชาติและสง่างามจนจ้าวเถี่ยต้องลอบพยักหน้าชื่นชม ในใจของหลินหว่านหรูเวลานี้ ระบบปัญญาประดิษฐ์ 'เสี่ยวจี้' ได้เปิดใช้งานภาพนิมิตในห้วงคำนึง ข้อมูลภาพแผนที่ภูมิประเทศและพิกัดที่ดินรกร้างตีนเขาอวิ๋นอู้ปรากฏชัดเจน นางผสานความรู้ด้านกฎหมายอสังหาริมทรัพย์และการทำสัญญาครอบครองกรรมสิทธิ์จากยุคปัจจุบัน เข้ากับถ้อยคำสำนวนที่ใช้ในยุคสมัยนี้อย่างแยบยล
ปลายพู่กันตวัดพลิ้วไหวราวกับมังกรท่องคลื่น ตัวอักษรที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและทรงพลังปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่า ทุกถ้อยคำถูกกลั่นกรองมาอย่างรัดกุม ไร้ซึ่งช่องโหว่ใดๆ ให้พลิกลิ้นได้ในภายภาคหน้า
ในขณะที่หลินหว่านหรูกำลังจดจ่ออยู่กับการร่างสัญญา หวังชุ่ยฮวาผู้เป็นสะใภ้ใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ลอบกลืนน้ำลาย ความโลภและริษยาแล่นพล่านในอก เมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นปิ่นปักผมไม้เนื้อแข็งที่แกะสลักอย่างประณีตบนมวยผมของหลินหว่านหรู นั่นเป็นของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายที่มารดาของหลินหว่านหรูทิ้งไว้ให้ แม้จะเป็นเพียงไม้แต่ก็ดูมีราคา
'นังตัวดีกำลังเผลอ หากข้าดึงมาเก็บไว้ มันคงไม่กล้าโวยวายต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านแน่' หวังชุ่ยฮวาคิดแผนการสกปรกในใจ นางค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ มือหยาบกร้านยื่นออกไปหมายจะฉกฉวยปิ่นไม้นั้นอย่างเงียบเชียบ
"หวังชุ่ยฮวา! เจ้าคิดจะทำเรื่องน่ารังเกียจอันใดต่อหน้าข้า!"
เสียงตวาดกร้าวของจ้าวเถี่ยดังสนั่นราวกับฟ้าผ่ากลางลานบ้าน หวังชุ่ยฮวาสะดุ้งสุดตัว มือที่ยื่นออกไปหดกลับแทบไม่ทัน นางหน้าซีดเผือด รีบถอยกรูดไปหลบหลังแม่สามีพลางก้มหน้าหนีสายตาตำหนิอย่างรุนแรงของผู้ใหญ่บ้าน
"ขะ... ข้าเปล่าเจ้าค่ะ ข้าแค่จะช่วยปัดแมลงที่เกาะอยู่บนผมน้องสะใภ้เท่านั้น..." นางแก้ตัวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
"หึ! สันดานหัวขโมยมิเคยเปลี่ยน หากเจ้ากล้ายื่นมือสกปรกนั่นออกไปอีก ข้าจะสั่งให้คนตีมือเจ้าให้หัก!" จ้าวเถี่ยประกาศกร้าว ทำเอาคนบ้านใหญ่ตระกูลซูถึงกับหน้าม้าน ไม่กล้าแม้แต่จะปริปาก
หลินหว่านหรูเพียงปรายหางตามองหวังชุ่ยฮวาด้วยแววตาเยาะหยัน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา ก่อนจะหันกลับไปตวัดพู่กันอักษรตัวสุดท้ายลงบนกระดาษ แล้ววางพู่กันลงอย่างสง่างาม
"เสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ รบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านช่วยตรวจสอบ" นางเลื่อนกระดาษสามแผ่นที่มีเนื้อหาเหมือนกันทุกประการไปตรงหน้าจ้าวเถี่ย
ผู้ใหญ่บ้านหยิบกระดาษขึ้นมาอ่านทวนทีละบรรทัด ยิ่งอ่าน คิ้วที่ย่นอยู่แล้วของเขาก็ยิ่งเลิกสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจและทึ่งในสติปัญญาของสตรีตรงหน้า เนื้อหาในสัญญามิใช่เพียงการบอกเล่าแบบชาวบ้านทั่วไป แต่กลับถูกแบ่งเป็นข้อกำหนดที่ชัดเจนและเฉียบขาดยิ่งกว่าหนังสือสัญญาของพ่อค้าหน้าเลือดในตัวอำเภอเสียอีก!
"ข้อที่หนึ่ง..." จ้าวเถี่ยเริ่มอ่านออกเสียงให้ทุกคนได้ยิน "นับแต่นี้เป็นต้นไป สะใภ้รองหลินหว่านหรู และบุตรชายซูเสี่ยวเป่า ขอตัดขาดจากผังตระกูลซู แยกสำมะโนครัวออกเป็นเอกเทศ ไร้ซึ่งพันธะผูกพันทางสายเลือดและภาระหนี้สินใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าในภายภาคหน้าตระกูลซูจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำ หลินหว่านหรูและบุตรชายจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และทางตระกูลซูมิอาจเรียกร้องความกตัญญูหรือทรัพย์สินใดๆ จากทั้งสองได้อีก"
หม่าซิ่วอิงแค่นเสียงขึ้นจมูก "หึ! คิดว่าข้าอยากจะพึ่งพานังตัวซวยกับเด็กไร้ประโยชน์อย่างพวกเจ้าหรือ? เขียนไว้เช่นนี้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเปลืองข้าวสุกเลี้ยงดู!"
จ้าวเถี่ยไม่สนใจเสียงค่อนขอด เขาอ่านข้อต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น "ข้อที่สอง... ตระกูลซูยินยอมมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินรกร้างตีนเขาอวิ๋นอู้ นับจากแนวหินก้อนใหญ่ทิศใต้ จรดแนวป่าทึบทิศตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดให้แก่หลินหว่านหรูแต่เพียงผู้เดียว โดยถือเป็นการชดเชยการสละสิทธิ์ในนาขั้นบันไดและทรัพย์สินอื่นของตระกูลซู หากในอนาคตที่ดินผืนนี้สามารถสร้างผลกำไร หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตระกูลซูไม่มีสิทธิ์ทวงคืน แย่งชิง หรืออ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ในทุกกรณี!"
เมื่อได้ยินข้อนี้ ซูต้าเจียงก็หัวเราะลั่น "น้องสะใภ้รอง เจ้าช่างรอบคอบเสียจริง กลัวพวกข้าจะไปแย่งที่ดินปลูกหญ้าไม่ขึ้นนั่นหรือ? วางใจเถิด ต่อให้ที่ตรงนั้นกลายเป็นทองคำ ข้าก็ไม่ชายตามอง!"
หลินหว่านหรูลอบยิ้มในใจ 'จำคำพูดของเจ้าไว้ให้ดีเถิด ซูต้าเจียง อีกสองปีข้างหน้า เมื่อทางการตัดถนนสายหลักผ่านที่ดินผืนนี้ ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าจะหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดอย่างไร'
"และข้อที่สาม... ซึ่งสำคัญที่สุด" จ้าวเถี่ยเน้นเสียงหนัก "สิทธิ์ขาดในการอบรมเลี้ยงดูซูเสี่ยวเป่า ตกเป็นของมารดาแต่เพียงผู้เดียว ตระกูลซูมิอาจก้าวก่าย อ้างสิทธิ์ความเป็นสายเลือด หรือลักพาตัวไปเร่ขายขัดดอก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากฝ่าฝืน ยินยอมให้ทางการจับกุมส่งเข้าคุกหลวงโดยไม่มีข้อแก้ตัว!"
สิ้นเสียงอ่าน ทุกคนในลานบ้านต่างเงียบกริบ ไม่มีใครคาดคิดว่าสตรีชาวนาผู้หนึ่งจะสามารถร่างสัญญาดักทางและปิดตายทุกช่องโหว่ได้อย่างสมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้ จ้าวเถี่ยถอนหายใจยาว เขามองหลินหว่านหรูด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความเวทนาอีกต่อไป แต่เป็นความนับถือในความเด็ดเดี่ยวและสติปัญญาอันเฉียบแหลม
"สัญญานี้รัดกุมยิ่งนัก ไม่มีที่ติแม้แต่น้อย" จ้าวเถี่ยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า "หากพวกเจ้าตระกูลซูไม่มีข้อโต้แย้ง ก็จงประทับตราฝ่ามือลงไปเสียเถิด"
หม่าซิ่วอิงและซูต้าเจียงรีบก้าวออกมากดนิ้วชี้ลงบนตลับหมึกแดงและประทับตราลงบนสัญญาทั้งสามฉบับอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าหลินหว่านหรูจะเปลี่ยนใจกลับมาทวงสิทธิ์ในนาขั้นบันได หลินหว่านหรูเองก็ประทับตราฝ่ามือลงไปเช่นกัน พร้อมกับให้ซูเสี่ยวเป่าประทับรอยนิ้วมือเล็กๆ ของเขาลงไปเป็นพยาน
สุดท้าย จ้าวเถี่ยได้ล้วงเอาตราประทับประจำตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านออกมา ประทับตราสีแดงชาดลงบนสัญญาทุกฉบับ เพื่อยืนยันว่าหนังสือแยกบ้านฉบับนี้มีผลผูกพันทางกฎหมายหมู่บ้านอย่างสมบูรณ์!
"ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุหมู่บ้าน ฉบับหนึ่งตระกูลซูเก็บไว้ และฉบับนี้... เป็นของเจ้า" จ้าวเถี่ยยื่นกระดาษที่มีกลิ่นหมึกจางๆ ให้แก่หลินหว่านหรู
มือเรียวรับสัญญาแยกบ้านมาพับเก็บซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง ในหัวของนาง เสียงแจ้งเตือนจากระบบ 'เสี่ยวจี้' ดังสอดประสานกับจังหวะหัวใจ *[เป้าหมายสำเร็จ: ได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินทำเลทองตีนเขาอวิ๋นอู้โดยสมบูรณ์]*
"เอาล่ะ ในเมื่อเซ็นสัญญาตัดขาดกันแล้ว พวกเจ้าก็ไสหัวออกไปจากบ้านของข้าได้แล้ว! อย่ามาเกะกะสายตาข้าอีก!" หม่าซิ่วอิงออกปากไล่ตะเพิดทันทีที่ได้สิ่งที่ต้องการ
หลินหว่านหรูไม่ได้สนใจท่าทีเกรี้ยวกราดนั้น นางก้มลงคว้าห่อผ้าใบเล็กๆ ที่มีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ชุด ซึ่งเป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวที่นางได้รับอนุญาตให้นำติดตัวมาได้ ก่อนจะจูงมือเล็กๆ ของซูเสี่ยวเป่าที่กำลังกำแน่นด้วยความหวาดกลัว
สองแม่ลูกหันหลังเดินออกจากลานบ้านตระกูลซู ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันของคนบ้านใหญ่ บานประตูไม้บานใหญ่ถูกกระแทกปิดไล่หลังเสียงดังสนั่น ตัดขาดพวกเขาจากโลกใบเดิมอย่างสิ้นเชิง
ยามนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ลมหนาวต้นฤดูพัดโชยมาปะทะร่างจนซูเสี่ยวเป่าต้องตัวสั่นเทา เด็กน้อยเงยหน้ามองมารดาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น "ท่านแม่... คืนนี้พวกเราจะไปนอนที่ใดกันขอรับ?"
หลินหว่านหรูกระชับมือเล็กๆ นั้นไว้แน่น ส่งผ่านไออุ่นและความมั่นคงทั้งหมดที่นางมี นางทอดสายตามองฝ่าความมืดมิดที่เริ่มโรยตัวลงมา มุ่งหน้าไปยังเงาทะมึนของภูเขาอวิ๋นอู้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป แม้เบื้องหน้าจะเป็นเพียงกระท่อมผุพังและดินแดนรกร้างอันหนาวเหน็บ แต่นัยน์ตาของอดีตนักธุรกิจสาวกลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความหวังและแผนการอันยิ่งใหญ่
"ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวเป่า..." นางกระซิบเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจที่ไม่อาจประเมินได้ "เรากำลังจะไปสร้างอาณาจักรของเรากัน..."
สายลมหนาวพัดกรรโชกแรงขึ้น ราวกับกำลังทดสอบเจตจำนงของสองแม่ลูก ทว่าก้าวเดินของหลินหว่านหรูกลับมั่นคงยิ่งกว่าหินผา มุ่งตรงสู่ดินแดนแห่งความลับและการเริ่มต้นใหม่ที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บ้านใหม่ที่ตีนเขาอวิ๋นอู้]**