บ้านใหม่ที่ตีนเขาอวิ๋นอู้
สองแม่ลูกย่ำเท้าฝ่าความมืดมิดที่เริ่มโรยตัวปกคลุมไปตามเส้นทางขรุขระ มุ่งหน้าสู่เงาทะมึนของภูเขาอวิ๋นอู้ สายลมหนาวต้นฤดูพัดกรีดผ่านเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่บางเฉียบ ทว่าไม่อาจดับไฟแห่งความมุ่งมั่นในดวงตาของหลินหว่านหรูได้แม้แต่น้อย มือเรียวที่กร้านงานของนางกอบกุมมือเล็กจ้อยของซูเสี่ยวเป่าเอาไว้แน่น ถ่ายทอดไออุ่นและปณิธานอันแรงกล้าไปสู่บุตรชาย
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ห่างไกลจากเขตชุมชนของหมู่บ้านชิงซีมากเท่าใด สองข้างทางก็ยิ่งรกร้างมากขึ้นเท่านั้น มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรและเสียงกิ่งไม้แห้งเสียดสีกันยามต้องลม นำทางพวกเขาไปสู่จุดหมาย ท้ายที่สุด เมื่อแสงจันทร์เสี้ยวเริ่มสาดส่องลอดหมู่เมฆเบื้องบน ปรากฏเป็นภาพเงาของสิ่งปลูกสร้างซอมซ่อหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่ตีนเขา
มันคือกระท่อมดินอัดที่ถูกทิ้งร้างมานานปี สภาพของมันดูราวกับชายชราหลังค่อมที่พร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ หลังคามุงแฝกหลุดรุ่ยจนเห็นโครงไม้ผุพัง บานประตูไม้บานเดี่ยวเอียงกระเท่เร่ติดอยู่กับบานพับที่ขึ้นสนิม รอบด้านเต็มไปด้วยวัชพืชสูงท่วมเข่าและเศษหินระเกะระกะ สมกับคำร่ำลือที่ว่าเป็นที่ดินตาบอดอันไร้ค่าของหมู่บ้าน
หลินหว่านหรูออกแรงผลักบานประตูที่ฝืดเคือง เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังสะท้อนความเงียบสงัด ฝุ่นผงและหยากไย่ร่วงกราวลงมาจากขื่อคา นางยกแขนเสื้อขึ้นปัดป้องฝุ่นให้บุตรชาย ทอดสายตามองเข้าไปในตัวบ้านที่มืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องลอดรอยรั่วบนหลังคาลงมาเป็นหย่อมๆ เผยให้เห็นกองเศษไม้และเศษดินที่ร่วงหล่นอยู่เต็มพื้น
หากเป็นสตรีอื่นในยุคสมัยนี้ เมื่อต้องเผชิญกับสภาพที่อยู่อาศัยอันเลวร้ายเช่นนี้ คงไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความรันทดใจไว้ได้ ทว่าสำหรับอดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าอย่างหลินหว่านหรู ริมฝีปากอิ่มกลับยกยิ้มขึ้นบางๆ อย่างพึงพอใจ
ในห้วงความคิดของนาง หน้าจอโปร่งแสงของระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ 'เสี่ยวจี้' สว่างวาบขึ้นมาเงียบๆ แผนผังจำลองภูมิประเทศแบบสามมิติปรากฏซ้อนทับกับภาพความรกร้างเบื้องหน้า เส้นสายสีทองสว่างไสวถูกขีดโยงผ่านที่ดินผืนนี้ไปจรดกับแนวเขา บ่งบอกถึงเส้นทางสัญจรสายหลักที่ทางการจะเริ่มตัดผ่านในอีกสองปีข้างหน้า
ที่ดินผืนนี้ไม่ใช่เศษดินไร้ค่า แต่มันคือ 'ทำเลทองคำ' ที่เตรียมจะกลายเป็นศูนย์กลางการค้าแห่งใหม่! มันคือโฉนดที่ดินทำเลทองผืนแรกที่นางได้ครอบครองอย่างสมบูรณ์ในโลกใบนี้ การเริ่มต้นจากศูนย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว สำหรับคนที่รู้อนาคตล่วงหน้าอย่างนาง นี่คือโอกาสทองในการสร้างรากฐานอาณาจักรที่ไม่มีผู้ใดมาฉกฉวยไปได้อีก
"ท่านแม่..." เสียงเล็กๆ ของซูเสี่ยวเป่าดึงนางออกจากห้วงความคิด หลินหว่านหรูก้มลงมองบุตรชาย คาดคิดว่าเด็กน้อยคงจะหวาดกลัวหรือร้องไห้งอแงกับสภาพบ้านที่น่าเวทนานี้
ทว่าสิ่งที่ปรากฏในครรลองสายตา กลับทำให้นางต้องนิ่งอึ้ง ซูเสี่ยวเป่าไม่ได้ร้องไห้ เด็กน้อยผละมือออกจากมารดา เดินเตาะแตะไปที่มุมห้อง คว้ากิ่งไม้แห้งและเศษหญ้าที่มัดรวมกันคล้ายไม้กวาดเก่าๆ ที่ถูกทิ้งไว้ ก่อนจะเริ่มลงมือกวาดเศษดินและหยากไย่บนพื้นอย่างขะมักเขม้น
"บ้านของเราสกปรกไปหน่อย แต่เสี่ยวเป่าจะช่วยท่านแม่ทำความสะอาดเองขอรับ! ปัดฝุ่นออกเสียหน่อย พวกเราก็มีที่นอนอุ่นๆ แล้ว ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะขอรับ เสี่ยวเป่าแข็งแรงมาก!" เด็กน้อยกล่าวเจื้อยแจ้ว แม้ฝุ่นคลุ้งจนต้องจามออกมาติดๆ กันสองสามครั้ง แต่สองมือเล็กๆ นั้นกลับไม่ยอมหยุดกวาด
ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลอาบชโลมหัวใจที่เคยแข็งแกร่งดุจกำแพงน้ำแข็งของหลินหว่านหรู ความกตัญญูและรู้ความของเด็กชายตัวน้อยในวัยเพียงเท่านี้ ทำให้นางยิ่งรู้สึกเอ็นดูและรักใคร่บุตรชายคนนี้จากใจจริง
"เด็กดีของแม่..." หลินหว่านหรูยิ้มกว้าง เดินเข้าไปย่อตัวลงตรงหน้าบุตรชาย ลูบศีรษะเล็กๆ นั้นอย่างแผ่วเบา "เจ้าพูดถูกแล้ว นี่คือบ้านของเรา บ้านที่ไม่มีใครจะมาไล่เราไปไหนได้อีก ต่อจากนี้ไป แม่จะทำให้เจ้าได้กินอิ่ม นอนหลับสบาย และเป็นคุณชายน้อยที่กุมความมั่งคั่งที่สุดในแผ่นดินให้จงได้!"
สองแม่ลูกช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูพื้นที่มุมหนึ่งของกระท่อมจนพอใช้หลับนอนได้ หลินหว่านหรูนำหญ้าแห้งที่พอจะหาได้บริเวณนั้นมาปูทับด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ จากห่อผ้า สร้างเป็นที่นอนชั่วคราวเพื่อป้องกันความหนาวเย็นจากพื้นดิน นางจัดแจงให้ซูเสี่ยวเป่านั่งพักบนที่นอนนุ่มฟูชั่วคราวนั้น ก่อนจะหันไปจัดการกับข้าวของเล็กๆ น้อยๆ ที่นำติดตัวมา
ขณะที่หลินหว่านหรูกำลังเอื้อมมือไปดึงเถาวัลย์หนามที่เลื้อยพันเข้ามาทางหน้าต่าง เพื่อหวังจะปิดช่องลมไม่ให้ความหนาวเหน็บพัดเข้ามาทำร้ายบุตรชาย ความมืดสลัวทำให้นางกะระยะพลาด ปลายหนามแหลมคมของเถาวัลย์ตวัดบาดเข้าที่ปลายนิ้วชี้ของนางอย่างจัง
ความเจ็บแปลบแล่นปลาบขึ้นมาทันที หยาดโลหิตสีแดงสดซึมทะลักออกจากบาดแผล ทว่าก่อนที่นางจะทันได้ยกมือขึ้นห้ามเลือด หยดเลือดนั้นกลับร่วงหล่นลงมา หยดแหมะลงบน 'กำไลหยก' สีหม่นหมองที่สวมติดข้อมือซ้ายมาตั้งแต่ตอนที่ทะลุมิติเข้ามาในร่างนี้
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อก็บังเกิดขึ้น!
โลหิตหยดนั้นมิได้ไหลเปื้อนพื้นผิวหยก ทว่ากลับถูกสูบกลืนหายเข้าไปในเนื้อหยกอย่างรวดเร็วราวกับฟองน้ำดูดซับน้ำ กำไลที่เคยหม่นหมองไร้ราคากลับเปล่งประกายแสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าขึ้นมาวูบหนึ่ง แสงนั้นสว่างวาบเพียงชั่วพริบตาเดียวจนซูเสี่ยวเป่าที่นั่งอยู่ด้านหลังไม่ทันสังเกตเห็น
ทว่าสำหรับหลินหว่านหรู นางกลับสัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนขุมหนึ่งที่ไหลทะลักจากกำไลหยกพุ่งตรงเข้าสู่ชีพจร ภาพเบื้องหน้าของนางบิดเบี้ยวและพร่ามัวไปชั่วขณะ ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะถูกดึงดูดเข้าไปในห้วงมิติอันลี้ลับ กลิ่นอายความสดชื่นของไอดินและเสียงน้ำไหลรินดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทอย่างชัดเจน!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: มิติลับ 'สวนเสี้ยวธารา']**