ตอนที่ 42

บทที่ 42: ตัดหนทางทำกิน เปรียบดังฆ่าบิดามารดา

ทางด้านคนในตระกูลหลินได้พูดคุยกับฉินเจี้ยนเย่เสร็จสิ้นแล้ว จึงเดินกลับบ้าน

ระหว่างทาง เสิ่นเหวินฟางยังคงรำพึงรำพัน

“ไอ้ลูกคนที่สองของบ้านฉินนี่ก็ดีกับหร่านเอ๋อร์ไม่น้อย จำได้ว่าตอนเด็กๆ ก็เอาแต่ตามใจให้หร่านเอ๋อร์ซุกซนอยู่ทุกวี่วัน”

พอพูดถึงเรื่องนี้ หลินเหล่าซานก็อดหมั่นไส้ไม่ได้

“จะไม่ดีได้อย่างไร? ตอนเด็กๆ หร่านเอ๋อร์เอาแต่ตามหาพี่ชายฉินสองตลอดเวลา จนลืมไปแล้วว่าใครเป็นพี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง”

หลินหร่านอดไม่ได้ที่จะโต้แย้ง

“พี่สาม มั่นใจนะว่าไม่ใช่เพราะพี่ก็ตัวเล็กเท่าเม็ดถั่วเหมือนกันกับหนู เลยเรียกพี่ไปก็ไม่มีประโยชน์?”

“อะไรเม็ดถั่ว ฉันก็สูงกว่าเธอไม่ใช่รึไง?”

“……”

คนในครอบครัวก็หยอกล้อกันไปมาเช่นนี้จนถึงบ้าน

พอทานอาหารกลางวันเสร็จ หลินหร่านก็กลับเข้าห้องแล้วคลุมโปงนอน

ช่วงนี้เธออดหลับอดนอนอ่านหนังสือมาตลอด ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพออย่างมาก ตอนนี้สอบเสร็จแล้ว เธอต้องชดเชยการนอนหลับให้เต็มอิ่มเสียหน่อย

การนอนหลับครั้งนี้ยาวนานไปจนถึงเวลาอาหารเย็น

หลินหร่านนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า มองดูโจ๊กมันเทศก็รู้สึกเจริญอาหารขึ้นมา

บนโต๊ะอาหาร เสิ่นเหวินฟางก็พลันนึกขึ้นมาได้

“ไม่น่าล่ะ วันนั้นถึงบอกว่าช่วงนี้ยุ่ง ไม่มีเวลาเชิญสหายปัญญาชนสือมารับประทานอาหารด้วยกัน ที่แท้ก็จงใจหลีกเลี่ยงข้อครหาใช่ไหม?”

หลินเว่ยกั๋วทำท่าทางเหมือนผู้เฒ่ามากประสบการณ์

“แน่นอนอยู่แล้ว โชคดีที่ฉันมีญาณทัศนะ”

“มิเช่นนั้นหากก่อนหน้านี้เราเชิญสหายปัญญาชนสือไปแล้ว วันนี้พอผลสอบของหร่านเอ๋อร์ออกมาดีเช่นนี้ คงต้องมีคนยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด กล่าวหาว่าผลสอบของหร่านเอ๋อร์ไม่เป็นความจริง”

พอเสิ่นเหวินฟางคิดดูก็เห็นด้วย เพราะแม้แต่พวกตนที่เป็นพ่อแม่ก็ยังคาดไม่ถึงว่าหร่านเอ๋อร์จะสอบได้ดีถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับคนอื่นๆ

หลินเหล่าซานที่นั่งอยู่ข้างๆ พอได้ยินเช่นนั้นก็รีบดีใจ

“ให้ตายสิ โชคดีที่พี่เยี่ยนปฏิเสธผม ไม่งั้นจะไม่เป็นการทำร้ายน้องเล็กของผมหรอกหรือ?”

“ปฏิเสธเรื่องอะไร? ทำร้ายน้องเล็กของเธอเรื่องอะไร บอกฉันมาให้ชัดเจน”

เสิ่นเหวินฟางจับประเด็นได้ก็เริ่มสอบถามอย่างละเอียด

เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาพิฆาตของเสิ่นเหวินฟาง หลินเหล่าซานจึงจำใจต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ

ผลปรากฏว่าพอเล่าจบ ก็โดนตะเกียบเคาะเข้าให้

“แม่ ผมบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมแม่ยังตีผมอีก!”

หลินเหล่าซานกุมหน้าผาก โอดครวญอย่างน้อยใจ

“ฉันก็ตีแกนั่นแหละ หร่านเอ๋อร์ถามเรื่องการบ้าน แกทำไมไม่ดูให้? ยังคิดจะโยนเรื่องของหร่านเอ๋อร์ให้คนอื่นอีก แกยังมีสภาพของความเป็นพี่ชายอยู่รึเปล่า?”

หลินเหล่าซานร้องโอดโอยว่าตนเองถูกใส่ร้าย

“แม่ แม่ก็รู้ว่าผลการเรียนของผมแย่ขนาดไหน ผมจะไปดูโจทย์พวกนั้นออกได้อย่างไร? เป็นพี่ชายก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ต่อให้ท้าวมหาพรหมลงมา ผมก็ทำไม่ได้อยู่ดี!”

“แปะ!”

คราวนี้เป็นหลินเว่ยกั๋วที่เคาะด้วยตะเกียบ

หลินเหล่าซานกุมหน้าผาก งงเป็นไก่ตาแตก

“พ่อ พ่อจะมาร่วมวงอะไรด้วยเนี่ย?”

หลินเว่ยกั๋วแค่นเสียงเย็น

“แกมาพูดจาพ่อๆ ลูกๆ กับใครตรงนี้? พูดจาให้มันดีๆ หน่อย!”

หลินเหล่าซานแทบจะร้องไห้ออกมา

“สรุปแล้วผมเป็นลูกแท้ๆ ของพ่อกับแม่รึเปล่าเนี่ย?”

เสิ่นเหวินฟางไม่สะทกสะท้าน ถามกลับไปตรงๆ

“แล้วแกคิดว่าลูกชายสามคนกับลูกสาวสุดที่รัก อย่างไหนหายากกว่ากัน?”

หลินเหล่าซาน: “……”

ไม่ต้องเติมคำว่า "สุดที่รัก" เข้าไป ฉันก็รู้ว่าอย่างไหนหายากกว่ากัน

เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องตลกของแม่ลูก แต่คนอื่นๆ ฟังแล้วกลับหัวเราะกันคิกคัก มีแต่หวังเจาตี้ที่ฟังแล้วรู้สึกไม่พอใจ

พ่อแม่สามีช่างลำเอียงเสียจริง!

เอาแต่ตามใจหลินหร่าน เด็กผู้หญิงตัวแค่นี้จะมีประโยชน์อะไร?

ไม่ได้การ เธอต้องหาโอกาสทำเงินต่อไป พ่อแม่สามีคงพึ่งพาอะไรไม่ได้แล้ว พวกเขาไม่ยกบ้านให้หลินหร่านก็ดีเท่าไหร่แล้ว

ดังนั้นในเมื่อหลินหร่านยังไม่ออกเรือน และสมบัติในบ้านก็ยังไม่ถูกขนไปหมด เธอจะคว้ามาได้เท่าไหร่ก็ต้องพยายามคว้ามาให้ได้มากที่สุด

ทางด้านเสิ่นเหวินฟางก็ยังคงกำชับหลินเหล่าซาน

“ในเมื่อสหายปัญญาชนสือผู้นั้นหลีกเลี่ยงข้อครหาถึงขนาดนี้ ต่อไปบ้านเรานอกจากเรื่องตอบแทนบุญคุณแล้ว พยายามอย่าไปข้องเกี่ยวอะไรกับเขามากนักเลย จะได้ไม่ให้เขาเข้าใจผิดว่าเราหวังผลประโยชน์อะไรจากเขา”

เรื่องผักป่าคราวก่อนก็ทำให้เสิ่นเหวินฟางไม่พอใจเล็กน้อยแล้ว คราวนี้แค่ขอให้เขาช่วยติวหนังสือให้หน่อยก็ยังบ่ายเบี่ยงต่างๆ นานา

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น บ้านพวกเขาก็ไม่ใช่พวกที่วิ่งเข้าหาคนอื่นเสียหน่อย ไม่ได้คิดจะปีนป่ายคนอื่นให้สูงขึ้นเสียเมื่อไหร่ ควรจะขอบคุณเขาก็ขอบคุณเขาไปก็เท่านั้น

หลินเหล่าซานก็ไม่คิดว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ แต่สือเยี่ยนไม่ใช่คนแบบนั้นเสียหน่อย

หลินเว่ยกั๋วกลับพูดจาอย่างเป็นธรรม

“การที่เขาไม่สนใจหร่านเอ๋อร์ของพวกเราก็ดีแล้ว เธอน่ะไม่ได้เห็นว่าเมื่อคราวก่อนเด็กสาวสองคนนั้นทะเลาะกันเรื่องสหายปัญญาชนสือเป็นอย่างไร จนถึงตอนนี้บนหน้าก็ยังมีรอยเขียวช้ำอยู่เลย”

พอเสิ่นเหวินฟางได้ยินเช่นนั้นก็รีบร้อนขึ้นมาทันที รีบกำชับว่า

“หร่านเอ๋อร์ ต่อไปลูกต้องจำไว้ว่าให้หลีกเลี่ยงพวกเขาให้ไกลๆ อย่าให้วันใดวันหนึ่งพวกเขาเกิดหึงหวงกันขึ้นมาแล้วทำร้ายลูกไปด้วย”

หลินหร่านก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนหน้านี้เธออาจจะโกรธอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ลืมไปหมดแล้ว เธอไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับสือเยี่ยนอยู่แล้ว เขาจะช่วยเธอด้วยเหตุผลอะไรกัน?

ส่วนเรื่องหลีกเลี่ยงข้อครหานั้น ก็เป็นเรื่องของเขา เธอเองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

หลังจากผ่านเรื่องนี้ไป หลินเว่ยกั๋วก็กลับมาพูดถึงเรื่องเชิญสือเยี่ยนมารับประทานอาหารอีกครั้ง

หวังเจาตี้ฉวยโอกาสรีบพูดขึ้น

“พ่อแม่คะ เห็ดที่น้องเล็กเก็บมาเมื่อคราวก่อนใกล้จะหมดแล้ว พรุ่งนี้ให้หนูขึ้นเขาไปเก็บมาเพิ่มหน่อยดีไหมคะ? ไม่งั้นเชิญคนมารับประทานอาหารก็ไม่มีกับข้าวนะคะ”

เธอคิดมานานแล้ว สิ่งที่สามารถทำเงินได้ในตอนนี้ก็มีแค่ผักป่าและเห็ดเหล่านั้น ดังนั้นเมื่อสบโอกาสก็อยากจะลองดู

เสิ่นเหวินฟางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะตอบตกลง หลินหร่านก็รีบพูดขึ้น

“แม่คะ ให้หนูไปเถอะค่ะ ยังไงหนูก็จะเริ่มทำงานอีกทีก็วันมะรืนนี้ พรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว แถมหนูก็รู้ว่าตรงไหนมีเห็ดด้วย”

ถ้าหวังเจาตี้ไม่พูดถึงเรื่องเก็บเห็ด เธอก็คงยังไม่นึกขึ้นมาได้

ก่อนหน้านี้มัวแต่ยุ่งกับการสอบ เลยชะลอแผนการนำเงินทองออกมาเพื่อปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัว

ตอนนี้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว เธอต้องรีบลงมือทำเสียที

พรุ่งนี้ก็เป็นโอกาสดี

เมื่อได้ยินหลินหร่านพูดเช่นนี้ เสิ่นเหวินฟางก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล

ทำให้หวังเจาตี้โกรธแทบคลั่ง

โอกาสที่เธอหามาได้แทบตาย เห็นอยู่รอมร่อว่าเสิ่นเหวินฟางกำลังจะพยักหน้าตกลงอยู่แล้ว แต่กลับถูกหลินหร่านขัดจังหวะเสียก่อน เธอจะไม่โกรธได้อย่างไร?

ที่สำคัญคือเธอไม่มีที่ให้ระบายความโกรธได้เลย ทำได้เพียงอดกลั้นความโกรธที่กำลังจะปะทุออกมาเอาไว้ พยายามทำเป็นพูดเล่นๆ

“น้องเล็กเปลี่ยนไปเป็นคนขยันขันแข็งตั้งแต่เมื่อไหร่? แม้แต่เรื่องเก็บเห็ดก็ยังมาแย่งกับพี่สะใภ้สอง?”

หลินหร่านพูดไม่ออก

“มันจะมีอะไรให้แย่งกัน ไม่ว่าพี่สะใภ้สองอยากจะไปเก็บก็ไปเก็บเองสิคะ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเจาตี้ก็รีบหันไปมองเสิ่นเหวินฟาง

“แม่คะ นี่ไง น้องเล็กพูดแบบนี้แล้ว งั้นให้หนูไปเก็บนะคะ”

เสิ่นเหวินฟางเหลือบมองเธอ

“อยากขี้เกียจก็พูดออกมาตรงๆ อย่าเอาแต่ยกเรื่องเก็บเห็ดมาเป็นข้ออ้างอยู่ทุกวี่วัน แค่เก็บเห็ดจำเป็นต้องใช้คนสองคนด้วยรึไง? แกจะไปสู้หมาป่ารึไง!”

หวังเจาตี้แทบจะร้องไห้ออกมา เธอถูกห้ามไม่ให้ไปเก็บเห็ดอยู่ทุกวัน เธอจะต้องพลาดเงินไปอีกเท่าไหร่กัน?

ดังนั้นแม้จะเห็นว่าเสิ่นเหวินฟางไม่พอใจแล้ว เธอก็ยังอยากจะพยายามต่อไป

“แม่คะ หนูไม่ได้อยากขี้เกียจ หนูแค่อยากจะช่วย…”

แต่ก็ถูกเสิ่นเหวินฟางขัดจังหวะอย่างไม่สบอารมณ์

“พอๆๆๆ เลิกพูดจาไร้สาระพวกนี้ได้แล้ว ถ้าแกอยากจะช่วยจริงๆ ก็รีบไปเก็บกวาดชามตะเกียบซะ แล้วต่อไปก็ตั้งใจทำงานให้ดีก็พอ”

ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยอีกครั้ง คราวนี้หวังเจาตี้เกลียดหลินหร่านเข้ากระดูกดำแล้ว

ก็เพราะเธอคนเดียว ที่เอาแต่ขัดขวางเธออยู่ทุกวี่วัน!

ก่อนหน้านี้แม่สามีกำลังจะตกลงอยู่แล้ว แต่ก็ถูกหลินหร่านขัดขวางไป

ตัดหนทางทำกิน เปรียบดังฆ่าบิดามารดา!

เธออยากให้หลินหร่านไปฆ่าพ่อแม่ของเธอเสียยังดีกว่าต้องพลาดโอกาสในการทำเงินครั้งนี้!