ตอนที่ 19
**บทที่ 19 ฝันไปเถอะว่าอยากซดซุปเนื้อแพะ**
ขาแพะท่อนใหญ่นั้นหนักอึ้ง ซูเหมยถือเดินไปได้ไม่กี่ลี้ก็เริ่มเมื่อยมือ พวกบัณฑิตหนุ่มหลายคนเห็นเข้าก็มีน้ำใจเข้ามาช่วยถือขาแพะให้ เธอเองก็ยินดีที่จะสบายขึ้น จึงเอ่ยว่า “พรุ่งนี้ฉันจะทำซุปเนื้อแพะเลี้ยงพวกคุณนะคะ”
“ไม่ต้อง ไม่ต้องหรอก” ทุกคนปฏิเสธ ตอนนี้เนื้อเป็นของหายาก พวกเขาไม่อาจเอาเปรียบสตรีอย่างซูเหมยได้
ซูเหมยไม่ได้เกรงใจอะไรอีก ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะเคี่ยวเสร็จแล้วค่อยเอาไปให้พวกบัณฑิตหนุ่มเหล่านั้นก็แล้วกัน ตอนนี้ทุกคนขาดแคลนน้ำมัน เธอซื้อมาตั้งสิบกว่าชั่ง น่าจะพอกินกัน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ซูเหมยก็เริ่มเคี่ยวเนื้อแพะ หั่นไปครึ่งหนึ่งได้ห้าหกชั่ง หั่นเป็นชิ้นๆ เอาไปลวกในน้ำก่อนรอบหนึ่ง แล้วค่อยใส่ลงในหม้อเติมน้ำเคี่ยว ตอนนี้เนื้อแพะสดและนุ่มมาก ไม่ต้องใส่เครื่องปรุงก็อร่อย ซูเหมยใส่แค่ขิงสองสามแผ่น ไม่นานน้ำในหม้อก็เดือดปุดๆ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนพวกบัณฑิตคนอื่นๆ พากันมาด้อมๆ มองๆ ด้วยสายตาอิจฉาริษยา
พวกเขาไม่กล้าใช้เงินมากมายขนาดนี้ซื้อเนื้อแพะกิน ชั่งละหนึ่งหยวนห้า ใครจะกินไหวกัน!
เคี่ยวไปได้ชั่วโมงกว่า ก็ใส่หัวไชเท้าที่หั่นเป็นชิ้นๆ ลงไป เคี่ยวต่ออีกครึ่งชั่วโมง น้ำซุปก็กลายเป็นสีขาวนวลข้นคลั่ก เนื้อเปื่อยนุ่ม หัวไชเท้าใสและนิ่ม กลิ่นหอมยั่วยวนเกินไป คนในหอพักต่างกลืนน้ำลายเอื๊อก
ซูเหมยคีบเนื้อแพะขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เป่าๆ สองสามทีก็รีบกินอย่างอดใจไม่ไหว หอมอร่อยจนเธอไม่สนใจว่ามันจะร้อน เคี้ยวลวกๆ สองสามคำก็กลืนลงไป สูดหายใจอย่างพึงพอใจ
ไม่เคยรู้สึกว่าเนื้ออร่อยขนาดนี้ อร่อยเหลือเกิน อร่อยจนเธออยากร้องไห้
อวี๋ม่านลี่และคนอื่นๆ ก็ถูกยั่วยวนจนทนไม่ไหว สุดท้ายก็หันหน้าหนี ไม่มองมันเสีย แต่ถึงตาจะมองไม่เห็น กลิ่นหอมก็ยังพยายามแทรกเข้ามาในรูจมูก ยั่วยวนให้ท้องของพวกเธอที่ไม่ได้หิวอยู่แล้วร้องโครกคราก
“มากินกันเร็ว!” ซูเหมยชวนเพื่อนร่วมห้องกิน แม้ว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมห้องจะไม่ค่อยราบรื่นนัก แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งอะไรกันมากมาย อีกอย่างเธอก็กำลังจะกลับเข้าเมืองแล้ว เนื้อแพะมื้อหนึ่งยังเลี้ยงไหว
พวกเธอหลายคนมองหน้ากันด้วยความตกใจ จ้องซูเหมยตาไม่กระพริบ ไม่กล้าเชื่อ นี่มันเนื้อนะ ปกติเดือนหนึ่งยังไม่ได้กินเนื้อสักครั้ง จะใจดีเลี้ยงพวกเธอกินจริงๆ หรือ
“ยังต้องให้ฉันยกเกี้ยวแปดหามมาเชิญพวกเธออีกหรือไง รีบๆ กินเข้า ไม่กินเดี๋ยวหมดนะ” ซูเหมยค้อนให้ทีหนึ่ง แล้วตักเนื้ออีกสองสามชิ้น ทั้งหัวไชเท้าและน้ำซุป นั่งลงข้างเตาผิงซดน้ำซุปเสียงดัง คนอื่นๆ ถึงได้รู้สึกตัวว่าซูเหมยเชิญพวกเธอกินเนื้อจริงๆ ก็โห่ร้องด้วยความดีใจ คว้าชามมาล้อมวงกัน
“ไม่ได้กินเนื้อนานแล้ว หอมเหลือเกิน… เมื่อก่อนฉันไม่กินเนื้อแพะ รู้สึกว่ามันเหม็นสาบ ตอนนี้ฉันอยากจะแทะกระดูกให้หมดเลย” อวี๋ม่านลี่กินเนื้อไปชิ้นหนึ่ง น้ำตาก็คลอเบ้า มาอยู่ที่นี่สี่ปี จำนวนครั้งที่ได้กินเนื้อนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว แถมแต่ละครั้งยังได้แบ่งแค่ชิ้นสองชิ้น ไม่มีทางได้กินจนอิ่มเหมือนตอนอยู่ที่บ้าน เธอรู้สึกว่าถ้าไม่ได้กลับเข้าเมืองอีก อาจจะลืมรสชาติของเนื้อไปเลยก็ได้
“ยัยคนสิ้นเปลือง กระดูกก็ต้องแทะสิ แทะไรไม่ได้ก็เก็บไว้ ตอนเย็นเอาไปต้มโจ๊กข้าวโพด จะได้น้ำซุปกระดูกมาเพิ่มความอร่อย โจ๊กข้าวโพดจะต้องอร่อยแน่ๆ” บัณฑิตหญิงอีกคนหนึ่งขยันประหยัดเป็นพิเศษ ไม่พอใจกับการกระทำที่สิ้นเปลืองของอวี๋ม่านลี่
ซูเหมยอดหัวเราะไม่ได้ “ฉันไม่อยากกินน้ำลายของพวกเธอหรอก เก็บไว้ต้มโจ๊กเองเถอะ”
“ฉันก็ไม่เอา” อวี๋ม่านลี่แสดงท่าทีรังเกียจ
เธอยอมกินโจ๊กข้าวโพดเปล่าๆ ดีกว่ากินกระดูกที่คนอื่นแทะแล้ว มันน่าขยะแขยงเกินไป
“ฉันไม่รังเกียจ พวกเธอเก็บกระดูกไว้ให้หมดนะ ล้างให้สะอาดแล้วเอาไปต้มได้อีกหลายครั้งเลย”
“ฉันด้วย กระดูกเป็นของดี มีคุณค่าทางอาหาร แถมยังช่วยบำรุงกระดูก ทิ้งไปน่าเสียดาย” บัณฑิตหญิงคนอื่นๆ ต่างเห็นพ้องกัน เก็บกระดูกที่แทะแล้วอย่างระมัดระวัง จริงๆ แล้วก็มีกระดูกไม่มาก พวกเธอต่างรู้ความ ตักเนื้อแค่สองสามชิ้น ที่เหลือเป็นหัวไชเท้าแค่นี้พวกเธอก็พอใจแล้ว
ซูเหมยซดน้ำซุปไปชามใหญ่ ร่างกายอบอุ่นไปหมด ความอยากที่อัดอั้นมาครึ่งเดือน ในที่สุดก็หายไป เธอหาระกอบขนาดใหญ่สองใบ ตักซุปเนื้อใส่ไปเกือบเต็มใบ เนื้อก็เยอะ หัวไชเท้าก็มีน้ำซุปด้วย แล้วพูดกับอวี๋ม่านลี่ว่า “ม่านลี่ เธอช่วยเอาไปให้ผู้กองฉางหน่อยนะ คราวก่อนถ้าไม่ได้เขา ฉันคงซวยไปแล้ว ส่วนฉันจะเอาไปให้หวังหมิงกับพวกนั้น เมื่อวานต้องขอบคุณพวกเขาที่ช่วยฉันถือของ”
“ได้เลย” อวี๋ม่านลี่วางชามข้าวลง ยกชามซุปเนื้อออกไป แต่ในใจก็คิดว่าจะขอบคุณฉางจงสืออย่างไรดี ซูเหมยยังต้มซุปเนื้อไปขอบคุณเลย เธอจะไม่มีอะไรแสดงออกเลยก็ไม่ได้ เธอคิดแล้วคิดอีก ก็กลับไปที่หอพัก เอาบะหมี่ผัดที่แม่ส่งมาให้ แบ่งออกมาครึ่งหนึ่ง น่าจะมีมากกว่าครึ่งกิโลกรัม
“ฉันก็อยากขอบคุณผู้กองฉางเหมือนกัน” อวี๋ม่านลี่ยิ้ม ยกบะหมี่ผัดกับซุปเนื้อออกไป
ซูเหมยก็ยกกะละมังเนื้อแพะใบใหญ่ออกมา พูดกับคนอื่นๆ ว่า “ไม่ต้องเกรงใจ กินกันเยอะๆ นะ เดี๋ยวฉันกลับมา” อากาศดี ถนนหนทางก็ดี หอพักชายใช้เวลาแค่ห้าหกนาทีก็ถึง ได้กลิ่นอาหารแต่ไกล ขนมปังข้าวโพด มันฝรั่งตุ๋นผักกาดขาว หรือไม่ก็หัวไชเท้า ไม่พ้นแค่นี้ ไม่มีทางมีอะไรพิเศษไปกว่านี้ได้
มีบัณฑิตหนุ่มหลายคนนั่งยองๆ กินข้าวอยู่ในลานบ้าน หานเจี้ยนหมิงก็อยู่ด้วย ทุกคนถือชามใบใหญ่ พอเห็นซูเหมยก็ตาเป็นประกาย แล้วก็พากันส่งสายตาให้หานเจี้ยนหมิง
“เจี้ยนหมิง ซูเหมยเอาของกินมาให้หรือเปล่า” มีคนถาม
เมื่อก่อนซูเหมยทำของอร่อยๆ ก็จะเอามาให้หานเจี้ยนหมิงเสมอ ตัวเองยังไม่กล้ากิน หานเจี้ยนหมิงมองไปยังสาวสวยที่เดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก็อดภูมิใจไม่ได้ เขารู้ว่าซูเหมยรักเขาอย่างลึกซึ้ง หานจิ่งชวนเสียแรงเปล่า
“พวกนายเสียงเบาหน่อยสิ เดี๋ยวเสี่ยวเหมยก็เขินแย่” หานเจี้ยนหมิงพูดติดตลก บนใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่า เขามั่นใจแล้วว่าซูเหมยมาหาเขา
ได้ยินว่าเมื่อวานซูเหมยขึ้นไปซื้อเนื้อแพะมาเยอะแยะ ในกะละมังนั่นต้องเป็นซุปเนื้อแพะแน่ๆ นี่มันของดี เขาช่วงนี้ร่างกายอ่อนแอมาก ได้บำรุงหน่อยก็ดี
“เจี้ยนหมิงนายโชคดีจัง ซูเหมยเมื่อวานซื้อขาแพะมาข้างหนึ่ง ชั่งละหยวนห้าเลยนะ เธอใจป้ำจริงๆ คงได้ยินว่านายร่างกายไม่ดี ตั้งใจซื้อมาบำรุงให้นายแน่ๆ”
“เจี้ยนหมิงนายโชคดีจริงๆ พวกเราสิ ขนาดน้ำแกงผักกาดขาวยังไม่ได้ซดเลย” หานเจี้ยนหมิงยิ้มอย่างพึงพอใจ แต่ปากก็พูดอย่างถ่อมตัวว่า “ที่ไหนกัน ผมกับเสี่ยวเหมยรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ ครอบครัวเราสองคนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา”
“นั่นมันเนื้อคู่ตั้งแต่เด็กๆ เลยนี่นา ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย!” มีคนพูดอย่างประชดประชัน
หานเจี้ยนหมิงไม่ได้พูดอะไรอีก แต่สีหน้าภูมิใจก็ทำให้ทุกคนอิจฉา พวกเขาก็อยากมีเนื้อคู่แบบซูเหมยบ้าง ซูเหมยเป็นบัณฑิตหญิงที่สวยที่สุดในทั้งกองร้อย ไม่สิ ต้องบอกว่าสวยที่สุดในทั้งกรม แต่ในใจของซูเหมยมีแต่หานเจี้ยนหมิง ไม่สนใจผู้ชายคนอื่นๆ เลย พวกเขาไม่มีโอกาสเลยสักนิด
“อย่าพูดอะไรให้มันเต็มปากนักเลย ฉันว่าซุปเนื้อแพะของซูเหมยไม่ได้เอามาให้หานเจี้ยนหมิงหรอก ไม่เชื่อมาพนันกันไหม” หยางเหว่ยรู้สึกขุ่นเคืองใจ ตะโกนเสียงดังขึ้น
ซูเหมยที่เดินเข้ามาในลานบ้านแล้วได้ยิน ก็มองไปยังหานเจี้ยนหมิงที่กำลังยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แล้วหัวเราะเยาะในใจ ไอ้สารเลวนี่คงคิดว่าซุปเนื้อแพะของเธอเอามาให้มันกินใช่ไหม
เหอะ… คิดไปได้!