ตอนที่ 21

**บทที่ 21 กำลังจะได้กลับเมือง**

หานเจี้ยนหมิงมีสีหน้าถมึงทึง พลางหวนนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ท่าทีของซูเหมยที่เปลี่ยนไป เริ่มต้นตั้งแต่วันที่เขาหลอกล่อเธอขึ้นไปบนเขา หรือว่าในวันนั้นซูเหมยจะถูกหยางเหว่ยทำสำเร็จไปแล้ว?

ไม่ถูกต้อง ถ้าหยางเหว่ยทำสำเร็จไปแล้ว คงไม่มาใส่ร้ายเขาด้วยการเอาถุงปุ๋ยคลุมหัว ยิ่งไปกว่านั้น โควตางานก็อยู่ในมือเขาแล้ว หานเจี้ยนหมิงจึงปฏิเสธข้อสันนิษฐานนี้ น่าจะเป็นปัญหาของหานจิ่งชวนมากกว่า ไอ้บ้านั่นต้องพูดอะไรบางอย่างกับซูเหมยแน่ๆ

ให้ตายสิ!

ใกล้จะหมดเขตโควตางานแล้ว เขาต้องเร่งมือให้เร็วกว่านี้ ถ้าไม่ได้จริงๆ คงต้องโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากที่บ้าน แต่คุณปู่เป็นคนเที่ยงธรรมมาตลอด คงไม่เล่นพรรคเล่นพวกให้เขาแน่

หานเจี้ยนหมิงยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว ในสมองตีกันวุ่นวาย ถ้าครั้งนี้เขาไม่ได้โควตางานมา การได้กลับเมืองก็คงเป็นไปได้ยาก เขาไม่อยากอยู่ที่นี่แม้แต่วันเดียว

ถ้าไม่ได้จริงๆ คงต้องใช้วิธีสุดท้าย แต่ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ เขาไม่อยากทำร้ายตัวเอง มันไม่คุ้ม

ลมพัดมาวูบหนึ่ง พัดลอดเข้าไปในคอเสื้อ พอโดนลมเย็น เขาก็ไออย่างรุนแรง ไอไปสิบกว่าครั้ง จนเหมือนปอดจะฉีกขาด ลำคอเจ็บแปลบๆ เหมือนโดนไฟเผา

สูดหายใจเข้าลึกๆ หานเจี้ยนหมิงก็ฝืนยิ้มออกมาอีกครั้ง เพียงแต่แววตาดูอำมหิตมากขึ้น เขาก็เดินถือกะละมังกลับหอพัก เงินห้าสิบหยวนที่ยืมมาจากซูเหมยใกล้จะหมดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่หายไอ แถมยังไม่มีเงินซื้ออาหารบำรุงอีก ชีวิตเฮงซวยแบบนี้เมื่อไหร่จะจบสิ้นเสียที?

ในช่วงเวลาต่อมา ซูเหมยขลุกตัวอยู่แต่ในหอพัก ไม่นอนก็อ่านหนังสือ ไม่ยอมออกไปไหนเลย เฝ้ารอการประกาศรายชื่อผู้ได้รับโควตางาน ส่วนครอบครัวซูในเมืองหลูเฉิงในขณะนี้กลับไม่สงบสุข

ซูเยว่นอนซมอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเผือด ไอแห้งๆ ไปสิบกว่าครั้ง เซี่ยเยี่ยนชิวคอยลูบหลังให้เธออย่างห่วงใย แต่ในใจกลับคิดว่าซูเหมย ไอ้เด็กเหลือขอนั่นทำไมยังไม่ส่งเงินกลับมา จดหมายส่งไปตั้งเดือนหนึ่งแล้ว ถึงจะใช้เวลาครึ่งเดือนบนถนน ไปกลับก็คงพอแล้ว

แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับใบแจ้งการโอนเงิน เธออุตส่าห์ไปถามที่ห้องสื่อสารหลายครั้งแล้ว ก็ไม่มีใบแจ้งการโอนเงินของบ้านเธอ

“เสี่ยวเยว่ ดื่มน้ำเชื่อมลูกแพรหน่อยเร็ว” เซี่ยเยี่ยนชิวยกน้ำเชื่อมลูกแพรที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ ตักมาช้อนหนึ่ง เป่าสองสามที แล้วป้อนให้ซูเยว่

ซูเยว่เบือนหน้าหนีอย่างรังเกียจ “ไม่กินแล้ว กินทุกวันจนแสบท้องไปหมด กินไปก็เท่านั้น”

“ถ้าไม่กินก็จะไอยิ่งกว่าเดิม เสี่ยวเยว่เชื่อฟังหน่อยนะ รอให้น้องสาวส่งเงินกลับมา แม่จะซื้อยาชวนเป่ยอย่างดีให้ลูก ยานี้แก้ไอดีมาก รอให้ลูกหายป่วยแล้วค่อยซื้อโสมมาตุ๋นไก่ หมอบอกว่าลูกอ่อนแอเกินไป ต้องบำรุงเยอะๆ” เซี่ยเยี่ยนชิวปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ในดวงตาเต็มไปด้วยความสงสาร อยากจะป่วยแทนลูกสาวเสียด้วยซ้ำ

“ทำไมซูเหมยยังไม่ส่งเงินกลับมา จดหมายของพี่เจี้ยนหมิงมาถึงแล้วนะ ตอนนั้นส่งไปพร้อมกันนะ แม่ ซูเหมยไม่อยากส่งเงินมาหรือเปล่า?” ซูเยว่ดื่มน้ำเชื่อมลูกแพรไปคำหนึ่ง สีหน้าดูเศร้าสร้อย

เซี่ยเยี่ยนชิวตักน้ำเชื่อมป้อนอีกช้อน พร้อมกับแค่นเสียง “กล้าเหรอ? คำพูดของฉันเธอไม่กล้าขัดขืนหรอก อาจจะติดขัดระหว่างทาง เสี่ยวเยว่ไม่ต้องไปสนใจเรื่องพวกนี้ ดื่มให้หมดแล้วไปนอนซะ!”

“อืม…แค่กๆ…” ซูเยว่ไอออกมาอีกครั้ง ใบหน้าซีดเผือดปรากฏสีแดงระเรื่อ ทำให้ใบหน้าจืดชืดของเธอดูมีเสน่ห์ขึ้นมาเล็กน้อย เซี่ยเยี่ยนชิวมีรูปร่างหน้าตาสะสวย รูปร่างอวบอิ่ม ซึ่งไม่เหมือนกับซูเยว่

แต่ดวงตาและคิ้วของซูเยว่กลับคล้ายกับซูจื้อหย่งผู้เป็นพ่ออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คล้ายกันมากนัก อีกทั้งยังไม่สวยเท่าซูเหมยผู้เป็นน้องสาว อย่างมากก็แค่สวยแบบเรียบๆ เท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความรักใคร่ที่ซูจื้อหย่งและเซี่ยเยี่ยนชิวมีต่อเธอ

เซี่ยเยี่ยนชิวป้อนน้ำเชื่อมลูกแพรจนหมด พอเห็นซูเยว่หลับไปแล้ว จึงออกจากห้อง พอมาถึงห้องโถง ใบหน้าสวยของเธอก็กลับกลายเป็นถมึงทึง ซูเหมย ไอ้เด็กเหลือขอนั่นกล้าขัดคำสั่งของเธอ?

ปล่อยไปสองปีปีกกล้าขาแข็งแล้วเหรอ หึ เด็กเหลือขอนั่นอย่าหวังว่าจะหนีพ้นมือเธอไปได้

เซี่ยเยี่ยนชิวกัดฟัน ตัดสินใจว่าจะให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ กับซูเหมยก่อน ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เธอประมาทเลินเล่อเกินไป ไม่ได้ส่งอะไรไปให้เลย ไอ้เด็กเหลือขอนั่นอาจจะมีความคับแค้นใจอยู่ในใจ เลยจงใจไม่ส่งเงินมาให้

พริบตาเดียวก็เข้าเดือนพฤศจิกายน ที่ซานหลี่ถุนที่ซูเหมยอยู่ก็มีหิมะตกอีกครั้ง อากาศยิ่งหนาวเหน็บมากยิ่งขึ้น แต่จิตใจของเหล่าบัณฑิตหนุ่มสาวกลับยิ่งกระวนกระวายมากขึ้น ทุกคนได้ยินเรื่องการรับสมัครงานกลับเมือง ต่างก็พยายามวิ่งเต้นกันอย่างหัวซุกหัวซุน อยากจะเกาะกระแสลมนี้ กลับเมืองไปให้ได้

แต่ซูเหมยกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กินอะไรก็กิน ดื่มอะไรก็ดื่ม แสดงออกอย่างใจเย็นมาก ระหว่างนั้นยังไปบรรยายที่หน่วยงานของบัณฑิตหนุ่มสาวที่อยู่ข้างๆ ตามคำสั่งของส่วนกลาง เพราะเธอเป็นวีรสตรีที่เสียสละช่วยชีวิตคนนี่นา

ตอนนี้เธอแค่รอการประกาศรายชื่อผู้ได้รับโควตางานเท่านั้น แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายของเธอคือ เซี่ยเยี่ยนชิวกลับส่งของมาให้เธอ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แถมยังมีจดหมายอีกฉบับด้วย

ในจดหมาย เซี่ยเยี่ยนชิวแสดงความห่วงใยอย่างเสแสร้งสองสามคำ แล้วก็พูดถึงอาการป่วยของซูเยว่ บอกว่าอาการหนักขึ้น ถ้าไม่ใช่ชาติก่อนที่ซูเยว่มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายมาตลอด เธอคงคิดว่ายัยสารเลวนี่ใกล้จะตายแล้ว

วางจดหมายไว้ข้างๆ อย่างไม่ใส่ใจ เปิดห่อผ้าออกมา ข้างในเป็นถุงเท้าขนสัตว์สองคู่ และขนมปังกรอบที่ขึ้นราแล้วหนึ่งห่อ ไม่รู้ว่าเซี่ยเยี่ยนชิวเก็บไว้ในกล่องนานแค่ไหนแล้ว และบะหมี่ผัดอีกหนึ่งห่อ อย่างมากก็ครึ่งกิโลกรัม

นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก

พัสดุที่ไม่จริงใจเอาเสียเลย เห็นได้ชัดว่าต้องการใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเหยื่อล่อให้เธอส่งเงินสามร้อยหยวนไปให้ เธอไม่มีวันหลงกลหรอก

ของพวกนี้เธอก็กินได้อย่างสบายใจ เซี่ยเยี่ยนชิวติดหนี้ชีวิตเธอ ชีวิตหนึ่ง สิ่งของแค่นี้ยังไม่นับเป็นดอกเบี้ยเลยด้วยซ้ำ

วันรุ่งขึ้นหลังจากได้รับพัสดุ ก็มีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับโควตางาน ที่ส่วนกลางติดกระดาษแดงแผ่นใหญ่ เขียนรายชื่อบัณฑิตหนุ่มสาวที่ได้รับการอนุมัติให้รับสมัครงานกลับเมือง ซูเหมยมีชื่ออยู่ในนั้น รวมถึงหยางเหว่ยด้วย

คนในหน่วยงานของพวกเขาหกคน เป็นหกคนที่หยางเหว่ยบอกกับเธอในวันนั้น ไม่มีขาดตกบกพร่อง

เหล่าบัณฑิตหนุ่มสาวที่เบียดเสียดกันอยู่ใต้ประกาศรายชื่อ ต่างก็มีคนที่ยินดีน้อย คนที่กังวลมาก และคนที่แสร้งทำเป็นใจกว้างแสดงความยินดีกับคนอื่น หานเจี้ยนหมิงก็เป็นหนึ่งในนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาดูน่าเกลียดกว่าการร้องไห้ เขามองซูเหมยอย่างอาฆาต

เขาคิดไม่ถึงเลยว่าโควตางานจะตกเป็นของซูเหมย แต่เขาก็คิดออกได้อย่างรวดเร็ว ซูเหมยช่วยศาสตราจารย์จงไว้ โควตางานก็เลยตกเป็นของเธอ

เกียรติยศนี้ควรจะเป็นของเขา ซูเหมย ไอ้สารเลวขโมยเกียรติยศของเขาไป ขโมยโควตากลับเมืองของเขาไป ไอ้สารเลวที่น่าตาย!

หานเจี้ยนหมิงก้าวเข้ามาด้วยท่าทางฮึกเหิม ยิ้มอย่างน่าขนลุก จงใจพูดว่า “ยินดีด้วยนะ ในที่สุดก็ได้กลับเมืองแล้ว”

“จริงๆ แล้วการกลับเมืองกับการอยู่ที่นี่ก็ไม่ต่างกัน เป็นการทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติเหมือนกัน ฉันยังรู้สึกเสียดายที่จะต้องจากไปเลย” ซูเหมยยิ้ม ความสามารถในการโอ้อวดของเธอสูงส่งมาก พอเห็นสีหน้าเขียวคล้ำของหานเจี้ยนหมิง เธอก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น

มีคนเข้ามาแสดงความยินดีกับซูเหมย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ เธอก็ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอจะได้กลับเมืองแล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างศัตรูอีกต่อไป ทุกอย่างพูดคุยกันได้

ส่วนหานเจี้ยนหมิง จริงๆ แล้วปีหน้าเขาก็จะได้กลับเมืองแล้ว ปีหน้าข้างบนจะออกนโยบายใหม่ บัณฑิตหนุ่มสาวที่ซานหลี่ถุนทุกคนจะได้กลับเมือง ชาติก่อนเธอก็กลับเมืองมาแบบนี้ แต่หานเจี้ยนหมิงไม่รู้

ดังนั้นเธอจึงคาดเดาว่า หานเจี้ยนหมิงที่ใจจดใจจ่อกับการกลับเมือง จะต้องใช้วิธีที่โง่ที่สุดในการกลับเมือง

ทำใบรับรองทุพพลภาพ หรือป่วยหนัก ก็จะสามารถทำเรื่องขอยกเว้นเนื่องจากป่วยกลับเมืองได้

แต่วิธีนี้มันทำร้ายร่างกายเกินไป เมื่อก่อนมีบัณฑิตหนุ่มสาวบางคนเพื่อที่จะได้กลับเมือง ทำงานอย่างหนักจนแทบขาดใจ สุดท้ายก็ทำงานจนเป็นลมสำรอกเลือดออกมา ได้กลับเมืองก็จริง แต่ร่างกายก็ทรุดโทรม ได้ไม่คุ้มเสีย

แต่ซูเหมยยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นหานเจี้ยนหมิงสำรอกเลือดออกมา ถ้าสำรอกปอดออกมาได้ก็คงสะใจมาก!