ตอนที่ 14

## ตอนที่ 14 : เมล็ดข้าวโพดก็คือเมล็ดพันธุ์

ยามนั้นเอง ใบหน้าของนางก็พลันถมึงทึงลง กล่าวตักเตือนหยุนเหมยเหนียงเสียยกใหญ่ แล้วยังให้หยุนเหมยเหนียงจัดข้าวโพดใส่ถุงให้ครึ่งกระสอบ ก่อนจะค้ำยันไม้เท้า โขยกเขยกเท้าเล็กกลับเรือนไป

แลเห็นท่วงท่าเดินโอนเอนของนาง หยุนเหมยเหนียงก็บังเกิดความปิติในใจยิ่งนัก ที่บิดามารดาของนางเปิดกว้าง มิได้บังคับให้นางต้องรัดเท้าเช่นสตรีอื่น มิเช่นนั้นแล้ว มิพักต้องกล่าวถึงการทำงาน แม้แต่การเดินเหินก็ยังยากลำบาก

เหล่าชาวบ้านที่มามุงดู เมื่อเห็นว่ามิมีสิ่งใดให้ชมแล้ว ก็ทยอยกันแยกย้ายไป ส่วนผู้ที่สนิทสนมกับครอบครัวหยุนเหล่าซานอยู่บ้าง ก็เข้ามาปลอบประโลมเหมยเหนียง นางก็กล่าวขอบคุณไปทีละคน

เมื่อส่งผู้คนไปหมดสิ้นแล้ว หยุนเหมยเหนียงจึงนึกถึงข้าวโพดครึ่งกระสอบนั้นขึ้นมา พลางตบศีรษะตนเองเบาๆ “โธ่เอ๋ย! ช่างโง่เขลาเสียจริง นั่นมันก็คือเมล็ดพันธุ์มิใช่หรือ!”

ครั้นเมื่อสบโอกาสที่มิมีผู้ใดสังเกต นางก็หยิบฝักข้าวโพดแห้งสองสามฝัก โยนเข้าไปในมิติภพ จากนั้นก็รอคอยจนกระทั่งยามราตรี เมื่อหยุนเหล่าซานและฮือซื่อหลับใหลแล้ว นางจึงค่อยนำข้าวโพดเหล่านั้นไปเพาะปลูกในมิติ

เมื่อกลับเข้าเรือน ฮือซื่อก็แย้มยิ้มให้นาง แต่ความขุ่นเคืองในแววตาก็มิอาจรอดพ้นสายตาของหยุนเหมยเหนียงไปได้

ก็สมควรอยู่ ที่ฮือซื่อต้องมาเผชิญกับแม่สามีใจแคบที่ลำเอียงจนออกนอกหน้า ทั้งยังมีสามีที่โง่งมเชื่อฟังมารดาอย่างไม่ลืมหูลืมตา มิเพียงต้องปรนนิบัติเลี้ยงดู หากแต่ยังต้องอดทนกล้ำกลืนความขมขื่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เมื่อคิดได้ดังนั้น หยุนเหมยเหนียงก็บังเกิดความผิดหวังในตัวหยุนเหล่าซานอยู่บ้าง หากนางต้องมาเผชิญกับสามีเช่นนี้ นางคงจะเตะโด่งไปนานแล้ว แต่ในเมื่อหยุนเหล่าซานคือบิดาของร่างนี้ นางก็ทำได้เพียงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงนิสัยของหยุนเหล่าซานไปทีละน้อย หวังเพียงให้ทั้งสองได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ยามที่หยุนเหล่าซานกลับมา คิ้วของเขาก็ขมวดเป็นปม ตามหลังมาด้วยฮิ่วไฉเหนียงที่ใบหน้ายิ้มแย้มราวกับดอกไม้บาน

ทันทีที่ก้าวเข้าประตูมา ฮิ่วไฉเหนียงก็ปรี่เข้ามาจับมือเหมยเหนียง กล่าวเรียกขานด้วยถ้อยคำหวานหู "ดวงใจของแม่" "ลูกรักของแม่" มิขาดปาก

เหมยเหนียงลอบสบตากับฮือซื่อ ฮือซื่อก็มีสีหน้าจนใจ มิพักต้องคิด ก็คงเป็นเพราะฮิ่วไฉเหนียงไม่ยินยอมที่จะถอนหมั้น

เป็นดังคาด ฮิ่วไฉเหนียงจับมือเหมยเหนียง สาบานตนยืนยันถึงความจริงใจของฮิ่วไฉที่มีต่อเหมยเหนียง ข่าวลือก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ผู้อื่นกุขึ้นมา

หากมิได้เห็นด้วยตาตนเอง หยุนเหมยเหนียงอาจจะเชื่อคำกล่าวอ้างที่เต็มไปด้วยน้ำตาของฮิ่วไฉเหนียงไปแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มิเพียงแต่หยุนเหมยเหนียงได้เห็นกับตา หากแต่นางยังเป็นผู้ที่ทำให้ฮิ่วไฉและหยุนสี่เหนียงต้องอับอายขายหน้า แม้ว่าฮิ่วไฉเหนียงจะกล่าวออกมาอย่างไร นางก็มิมีวันเชื่อในความบริสุทธิ์ของฮิ่วไฉ

ฮิ่วไฉเหนียงกล่าวออกมาเสียยืดยาว หยุนเหล่าซานก็นั่งยองๆ สูบไปป์อยู่บนพื้น ฮือซื่อก้มหน้าเย็บปักถักร้อย

ในที่สุด เมื่อฮิ่วไฉเหนียงกล่าวจนคอแห้งผาก ฮือซื่อจึงเงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "พี่สะใภ้ ฮิ่วไฉบ้านท่านดีเกินไปแล้ว อยากจะปีนป่ายหาลูกสาวที่มีฐานะสูงส่งกว่า พวกเรามิขอร่วมสนุกด้วยแล้ว หมั้นหมายก็ถอนเสียเถิด"

ฮิ่วไฉเหนียงชะงักงันไป หยุนเหมยเหนียงฉวยโอกาสชักมือออกมา รินน้ำให้ฮิ่วไฉเหนียงหนึ่งจอก "ท่านป้า ฟ้าใกล้ค่ำแล้ว ข้าขอไปทำอาหารก่อน"

น้ำตาของฮิ่วไฉเหนียงก็ไหลรินลงมาทันที นางรู้ดีว่าครานี้กล่าวสิ่งใดไปก็ไร้ประโยชน์ เหมยเหนียงเป็นคนดีจริงๆ นางไม่อยากเสียคนดีเช่นนี้ไป แล้วกลับไปรับสี่เหนียงที่ไร้ค่าเข้ามาในบ้าน

คงต้องโทษที่จื่อเซิงของตนเองมิเอาไหน ไม่มีวาสนาเช่นนั้น ต่อไปคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

นางมิได้ดื่มน้ำ กล่าวคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินออกไป

ฮือซื่อก็รู้สึกมิใคร่ดีนัก ไม่ว่าฮิ่วไฉจะเป็นเช่นไร ฮิ่วไฉเหนียงก็เป็นคนดีจริงๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวก็ดีมาตลอดหลายปี แม้จะมิได้เป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว นางก็มิอยากให้ความสัมพันธ์ต้องขาดสะบั้น

เมื่อถอนหมั้นแล้ว ฮิ่วไฉคงจะแต่งสี่เหนียงเข้ามาในบ้าน ถึงอย่างไรก็ยังเป็นญาติกัน

ดังนั้น ฮือซื่อจึงลุกขึ้นไปส่ง พร้อมทั้งเรียกเหมยเหนียงให้ออกมาส่งด้วยกัน