ตอนที่ 17

## ตอนที่17 : ห้วงความคิดในเรือนสกุลหยุนที่สอง

เมื่อเฉินซื่อได้ยินดังนั้น นางก็กลอกตาขึ้นฟ้าพลางกล่าวว่า "เมื่อกาลก่อน แม่สามีรับสินสอดทองหมั้นไว้ก็จริง ทว่าค่ากินอยู่ของคนทั้งครอบครัวก็มิใช่น้อย ไหนจะค่าหยูกยาเมื่อท่านพ่อบ้านล้มป่วยหนักถึงสองปีเล่า จะให้ข้าหาเงินทองมากมายมาจากไหนได้? อีกอย่าง ก่อนแยกบ้าน พวกเจ้ากล้าพูดรึว่าไม่เคยแตะต้องเงินทองเหล่านั้น? บัดนี้จะมาขอถอนหมั้น เหตุใดจึงต้องให้แม่สามีเป็นผู้ควักกระเป๋า? ว่าไปแล้ว เมื่อแยกบ้านก็คือคนละเรือนกัน สิ่งที่ควรให้พวกเจ้าก็ให้ไปหมดแล้ว คิดจะให้แม่สามีควักเงินอีกรึ? ไม่มีทางเสียหรอก!"

เหอซื่อได้ฟังก็โกรธจนหน้าเปลี่ยนสี "ก่อนแยกบ้าน งานในไร่นา มิใช่ท่านสามกับข้าเป็นคนทำหรอกรึ? พืชผลที่เก็บเกี่ยวได้ก็พวกท่านเอาไปขาย ปีหนึ่งๆ ก็เหลือเก็บมิใช่น้อย แล้วจะใช้เงินทองเหล่านั้นไปได้อย่างไร?"

เฉินซื่อหัวเราะเยาะ "น้องสะใภ้เอ๋ย ไม่เป็นแม่บ้านย่อมไม่รู้ค่าฟืนค่าน้ำ ข้าบอกว่าเงินทองหมดแล้วก็คือหมด น้องสะใภ้ไม่เชื่อข้าก็จนใจ สรุปว่าเรื่องสินสอดทองหมั้น น้องสะใภ้คงต้องหาทางออกด้วยตนเองแล้ว อย่าหวังจะให้เรือนข้าออกเงินทองส่วนนี้"

กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อ หันหน้าหนีไปเสีย มิยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก

หยุนเหล่าเอ้อร์เองก็แสดงสีหน้าเห็นพ้องต้องกัน ราวกับเป็นเรื่องจริงดังว่า หยุนสี่เหนียงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เลิกคิ้วยิ้มเยาะ ราวกับกำลังชมการแสดงก็มิปาน

เจ้าหนุ่มร่างผอมแห้งอย่างหยุนชิว ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังผู้คนอย่างน่าสมเพช คอยยืดคอออกมาหัวเราะเป็นระยะๆ

มารดาของเขากล่าวไว้ว่า หากพี่สาวได้แต่งงานกับบัณฑิตซิ่วไฉ ในภายหน้าก็จะได้เป็นฮูหยินของบัณฑิต

เมื่อบัณฑิตได้เป็นขุนนาง พี่สาวก็จะกลายเป็นฮูหยินขุนนาง เขาผู้นี้ก็จะกลายเป็นน้องชายของฮูหยินขุนนาง

เงินทองและสาวงามก็จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เขาจะได้กินปลาเนื้ออย่างเต็มที่ ดื่มกินข้าวขาวเม็ดสวย ราวกับพวกคุณชายในเมืองหลวง

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหยุนเหมยเหนียงขวางทางสุขของเขา เพียงแค่บัณฑิตถอนหมั้นกับหยุนเหมยเหนียง ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลายเป็นของเขา! โธ่เอ๋ย! ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก!

เหอซื่อมองเห็นสีหน้าของคนในเรือนสกุลหยุนที่สอง ก็โกรธจนตัวสั่นเทา หยุนเหล่าซานยืนอยู่ข้างๆ คอยประคอง

หยุนเหล่าซานหวนนึกถึงเรื่องราวที่ถูกพี่ชายคนที่สองข่มเหงมาตลอดหลายปี สีหน้าก็มิสู้ดีนัก มือใหญ่หยาบกร้านกำแน่นเป็นหมัด

เขาเป็นคนซื่อตรงจนดูเหมือนคนขี้ขลาด แต่ดินเหนียวก็ยังมีธาตุแท้ของดินอยู่บ้าง การอดทนมาตลอดก็เพื่อความสงบสุขของครอบครัว

ทว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้เขาต้องหวนคิดทบทวน ว่าการอดทนอดกลั้นมากเกินไป ทำให้พี่ชายคนที่สองกำเริบเสิบสาน จนเป็นเหตุให้บุตรสาวพลาดโอกาสอันดีงามไป

หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาควรจะยืนหยัดขึ้นมาเพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่บุตรสาวหรือไม่?

เหอซื่อสงบจิตใจลงได้ นางหัวเราะออกมาด้วยความโกรธ กล่าวกับมารดาของบัณฑิตว่า "ในเมื่อพี่สะใภ้สองของข้ากล่าวเช่นนี้ เรื่องสินสอดทองหมั้นพวกเราก็จะหาทางออกด้วยตนเอง เพียงแต่สภาพความเป็นอยู่ของเรือนข้าเป็นเช่นนี้ คงจะหาเงินทองมากมายมาให้ในทันทีมิได้ หากมีเงินทองเมื่อใด จะค่อยๆ ทยอยคืนให้ท่านก็แล้วกัน ท่านจงวางใจได้ เรือนข้าจะไม่บิดพลิ้วหนี้สินอย่างแน่นอน"

"ก็ใช่สิ เรือนท่านสามมีข้าวมีของ มีปัญญาซื้อวัวได้ แล้วจะขาดเงินทองห้าตำลึงได้อย่างไร?" เฉินซื่อกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

มารดาของบัณฑิตถอนหายใจในใจ บุตรชายของนางร่ำเรียนหนังสือมาเสียเปล่า สมองกลับเลอะเลือนไปหมดแล้ว เหตุใดจึงไปยุ่งเกี่ยวกับคนไร้ยางอายเช่นสกุลหยุนที่สองได้? เพื่อไม่ให้ถูกสะใภ้ข่มเหงในภายหน้า นางจึงไม่อาจปล่อยให้หยุนสี่เหนียงเข้ามาในเรือนได้

คิดได้ดังนั้น สีหน้าของนางจึงยังคงเป็นมิตร กล่าวกับเหอซื่อด้วยรอยยิ้ม "ท่านญาติ เรื่องสินสอดทองหมั้นพวกท่านอย่าเก็บมาใส่ใจเลย หากในภายหน้าเหมยเหนียงกับสุ่ยเซิงมิได้ลงเอยกัน ก็เป็นความผิดของสุ่ยเซิงแต่เพียงผู้เดียว สินสอดทองหมั้นก็ถือเสียว่ายกให้ไป รอให้ทุกคนใจเย็นลงแล้วค่อยว่ากันใหม่จะดีหรือไม่?"

"โอ้โฮ นั่นมันเงินห้าตำลึงเชียวนะ จะบอกว่ายกให้ก็ยกให้ได้ง่ายๆ เช่นนั้นรึ? ข้าบอกท่านนะท่านฮูหยินบัณฑิต เรือนท่านสามมิได้ขัดสนเงินทองขนาดนั้น ท่านอย่าได้หลงกลถูกพวกเขาแสร้งทำเป็นน่าสงสารหลอกเอาได้"