ตอนที่ 39
## ตอนที่ 39 : ทั่วทั้งครัวเรือนร่วมแรงลงไร่นา
ยามนี้ทั้งสองสามีภรรยามิได้อยู่เคหสถาน นางจึงสามารถก่อไฟได้ตามใจมิใช่หรือ?
ครั้นหวนนึกถึงคราฤดูเหมันต์ที่ผ่านมา การผิงไฟให้ความอบอุ่นยังพอทน แต่หากล่วงเข้าสู่คิมหันตฤดูที่อากาศร้อนระอุ นางจักไปหาที่ใดก่อไฟได้เล่า?
ส่วนฟางข้าวเหล่านั้น บางคราหยุนเหมยเหนียงแอบนำไปทิ้งไว้ด้านนอก มิช้านานย่อมมีผู้คนมาขนกลับไป ทว่าทำเช่นนี้ร่ำไปก็มิใช่วิสัย
มูลเหตุทั้งปวงก็คือ มิติพิศวงนี้ไม่อาจก่อไฟได้ มิฉะนั้นเพียงจุดเพลิงเผาผลาญก็จักกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดิน
โชคดีที่ยามนี้เกิดทุพภิกขภัยร้ายแรง แม้แต่อาหารของปศุสัตว์ก็ยังขาดแคลน ฟางข้าวเหล่านั้นจึงนับเป็นของดี ผู้ใดเล่าจักปล่อยให้ทิ้งร้างเสียเปล่า
เมื่อเห็นว่าวันคล้อยบ่ายแล้ว เหมยเหนียงจึงหุงหาอาหารจนสุก ข้าวโพดบดหยาบต้มจนนุ่มเละ กึ่งข้นกึ่งเหลว ผัดมันฝรั่งอีกจาน ปิ้งแป้งสองแผ่น บรรจุน้ำลงในกระบอก ยกตะกร้าใส่สิ่งของทั้งหมดไปยังทุ่งนาเพื่อนำไปให้บิดามารดา
ที่ดินของบ้านสามสกุลหยุนก็เพิ่งไถพรวนเสร็จสิ้น เตรียมพร้อมที่จะลงมือเพาะปลูกในบ่ายนี้
เมื่อเหมยเหนียงเห็นดังนั้นในใจก็บังเกิดความยินดีเป็นล้นพ้น ภายหลังจากการทดลองอย่างไม่ย่อท้อในมิติ นางได้ยืนยันแล้วว่า เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาในมิติหลายครานั้น ดีกว่าเมล็ดพันธุ์ภายนอกมิใช่เพียงเล็กน้อย
หากบ่ายนี้ลงมือเพาะปลูก นางจักให้สองสามีภรรยาไปตักน้ำรดดิน ส่วนนางจักเป็นผู้หว่านเมล็ด โดยถือโอกาสหว่านเมล็ดข้าวโพดที่ผลิตจากมิติพิศวง หวังว่าจักเก็บเกี่ยวได้ดีกว่าเมล็ดพันธุ์ทั่วไป
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว นางจึงกล่าวถึงความคิดที่จะร่วมลงมือเพาะปลูกกับบิดามารดา
หยุนเหล่าซานและฮ่อซื่อเกรงว่านางจักเหนื่อยล้า เดิมทีจึงมิยินยอม ทว่าทานการออดอ้อนของนางมิได้ สุดท้ายทั้งสองสามีภรรยาก็เห็นว่าธิดาช่างกตัญญู รู้จักห่วงใยบิดาและมารดา
โชคดีที่การหว่านเมล็ดนั้นเบากว่าการหาบน้ำรดดินอยู่มาก ทั้งสองจึงมิได้ขัดขวางอีกต่อไป
ภายหลังรับประทานอาหารแล้ว คนทั้งครอบครัวก็เริ่มลงมือเพาะปลูก ฮ่อซื่อยืนอยู่ระหว่างสองแปลงนา ใช้จอบขุดหลุมเป็นระยะๆ ขุดหลุมทางซ้ายที ทางขวาที เดินไปตามทางก็จะได้สองแปลงนา
เหมยเหนียงก็ตามนางไปข้างหลัง โยนเมล็ดลงในหลุม ภายหลังจากโยนเมล็ดลงในหลุมแล้ว ก็ใช้เท้าย่ำดินข้างๆ กลบหลุม แล้วเหยียบเบาๆ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น
นางคาดผ้าผืนหนึ่งไว้ที่เอวทำเป็นผ้ากันเปื้อน ภายในมีเมล็ดพันธุ์อยู่เต็มกระเป๋า เดินไปตามแปลงนา หว่านไปตลอดทาง
อันที่จริง ขณะที่นิ้วมือนางเคลื่อนไหวอยู่นั้น ก็ได้ใช้จิตใจรวบรวมเมล็ดพันธุ์เดิมทั้งหมดเข้าไปในมิติพิศวงแล้ว และเมล็ดพันธุ์ที่โปรยลงในดินก็คือเมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่ผลิตจากมิติพิศวง
ส่วนหยุนเหล่าซานก็หาบถังน้ำสองใบ เดินไปมาระหว่างทุ่งนากับแม่น้ำตัวเป่า ตักน้ำกลับมารดดิน เหมยเหนียงก็อาศัยจังหวะที่ผู้อื่นมิได้สังเกต แอบสาดน้ำจากธารน้ำในมิติพิศวงลงไปข้างๆ ช่วยประหยัดแรงในการหาบน้ำให้หยุนเหล่าซานไปได้มาก
อาจกล่าวได้ว่าการทำงานร่วมกันของคนทั้งสามในครอบครัวนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ตรงกันข้ามกับบ้านสองสกุลหยุนที่ทำงานอยู่มิไกลกันนัก กลับดูขาดแรงจูงใจ
ที่ดินของทั้งสองบ้านอยู่ห่างกันมิไกลนัก เพียงเงยหน้าก็มองเห็น เหมยเหนียงมิได้เหลียวมองไปน้อยครั้ง ทุกคราที่เห็นวัวที่ทำงานอย่างเงียบๆ นั้น นางก็รู้สึกมิเป็นธรรมในใจ
หยุนเหล่าเอ้อตามหลังวัว คอยจับคันไถ ในมือถือแส้โบกสะบัด ทุกคราที่เห็นสายตาของเหมยเหนียงมองมา ก็ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจไปครึ่งวัน แส้เล็กๆ ในมือก็โบกสะบัดอย่างขยันขันแข็ง ราวกับกำลังโอ้อวดวัวของบ้านตน
เพียงแต่การทำงานที่อยู่ใต้ฝ่าเท้ากลับมิได้เป็นเช่นนั้น คันไถที่จับอยู่ก็มิได้ตั้งตรง แปลงนาที่ไถก็เบี้ยวไปเบี้ยวมา มองดูก็รู้ว่าเป็นคนที่ไม่รู้จักทำงาน
ใต้ร่มไม้ข้างแปลงนามีเฉินซื่อและซีเหนียงนั่งอยู่ สองแม่ลูกนั่งหัวชนกัน หัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา มิได้มีความคิดที่จะลงไปช่วยงานเลย บางทีพวกนางนั่งอยู่ที่นี่ก็เพื่อโอ้อวดวัวของบ้านตน
หยุนชิวก็วิ่งเล่นไปทั่วป่าเขากับพวกเด็กซน จะหวังพึ่งให้เขาช่วยทำนาคงเป็นไปมิได้
ส่วนหยุนเหล่าไท่ไท่ก็ถือตะกร้าใบหนึ่ง นั่งยองๆ อยู่บนพื้นดินเพื่อเก็บผักป่า ผักป่าในฤดูกาลนี้เพิ่งจะโผล่พ้นดินออกมา ช่างน่าสงสารที่นางซึ่งเป็นหญิงชราเท้าเล็กต้องขุดอย่างยากลำบาก