ตอนที่ 45

## ตอนที่ 45 : เพื่อนบ้าน

ยามเมื่อสตรีแซ่เหอเยื้องย่างเข้าเรือนไปแล้ว ท่านผู้เฒ่าหยุนซานก็ยังมิวายเอ่ยกระเซ้าหยุนเหมยเหนียงอีกสองสามคำ ก่อนจะยกมือไพล่หลังเดินเข้าเรือนตามไป ทิ้งให้เหมยเหนียงแลบลิ้นปลิ้นตาอยู่เพียงลำพัง ก่อนจะรีบสาวเท้ากลับไปยังห้องหับของตนเอง

"โธ่เอ๋ย! เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยเศษหญ้าและดินโคลนเช่นนี้ คงต้องผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสียหน่อยแล้วกระมัง" นางรำพึงรำพัน ก่อนจะนึกถึงวัวที่อยู่ในมิติ "อีกทั้งเจ้าวัวในมิตินั่นก็คงจะหิวโหยเต็มทีแล้ว"

ยามเมื่อวัวตัวนั้นถูกนำเข้าไปในมิติใหม่ๆ มันก็แสดงท่าทีประหลาดใจอยู่บ้าง เหมยเหนียงมิได้มีเวลาปลอบประโลมมัน นางจึงออกจากมิติไปก่อน ครั้นเมื่อกลับเข้ามาอีกครา วัวตัวนั้นกลับสงบลง มันค่อยๆ ดึงทึ้งใบข้าวโพดอ่อนมากินอย่างเอร็ดอร่อย พืชผลอื่นๆ ก็ถูกมันกินไปมิใช่น้อย

เหมยเหนียงยกมือขึ้นกุมขมับ "อนิจจา! ต้นข้าวโพดอ่อนที่เพิ่งจะงอกงามได้เพียงไม่กี่วัน กลับกลายเป็นอาหารของเจ้าวัวไปเสียแล้ว ฤดูกาลนี้คงมิอาจหวังผลอันใดได้อีก"

ยังดีที่วัวตัวนั้นมิได้สนใจต้นกล้าที่นางนำเข้าไปปลูกก่อนหน้านี้ มิเช่นนั้นแล้วช่วงบ่ายของนางคงสูญเปล่าเป็นแน่ ดูท่าว่าหากมีเวลาว่าง นางคงต้องสร้างคอกขังวัวเสียแล้ว

"ช่างเถิด กินไปแล้วก็แล้วกัน" เหมยเหนียงปล่อยเลยตามเลยให้มันกินต่อไป

หลังจากออกจากมิติไปได้ครู่หนึ่ง อาหารและผักต่างๆ ก็ปรุงเสร็จเรียบร้อย สตรีแซ่เหอร้องเรียกเหมยเหนียงให้ออกไปช่วยจัดสำรับ

เหมยเหนียงตักข้าวต้มข้าวโพดสามชาม แล้วจัดวางขนมปังแผ่นใหญ่ให้เรียบร้อย ทว่ากลับมิเห็นเงาของท่านผู้เฒ่าหยุนซาน ปลาย่างในจานก็หายไปเสียส่วนใหญ่ โดยเฉพาะส่วนหัวปลาที่อ้วนพีที่สุด

ยังมิทันที่เหมยเหนียงจะได้เอ่ยถาม สตรีแซ่เหอก็รีบอธิบายว่า "วันนี้ท่านลุงเจียงทางทิศตะวันออกกับบุตรชายของเขากลับมา เรือนยังมิได้ทำความสะอาด ท่านพ่อของเจ้ารู้ว่าพวกเขายังมิมีสิ่งใดกิน จึงส่งขนมปังแผ่นใหญ่และปลาย่างไปให้"

ในห้วงความคิดของเหมยเหนียงพลันปรากฏภาพใบหน้าหล่อเหลาขึ้นมา "จะเป็นเขาผู้นั้นหรือไม่?"

สตรีแซ่เหอเพิ่งจะกล่าวจบ ท่านผู้เฒ่าหยุนซานก็เดินเข้ามาในเรือน ใบหน้าซื่อๆ ของเขาเปี่ยมไปด้วยความยินดี "ฮ่าๆๆ โชคดีที่ส่งอาหารให้พวกเขาสองพ่อลูก มิเช่นนั้นยามค่ำคืนพวกเขาคงต้องทนหิวโหยเป็นแน่"

สตรีแซ่เหอยิ้มแย้มเชิญให้กินข้าว ท่านผู้เฒ่าหยุนซานกลับเปิดฉากสนทนาอย่างยากจะพบเห็น ริมฝีปากของเขาเผยรอยยิ้มกว้าง "พวกเจ้าหารู้ไม่ พี่จ้วงกับข้าเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็ก ครอบครัวของเขายากลำบากกว่าพวกเราเสียอีก บิดาของพี่จ้วงจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก พออายุได้สิบหกปี มารดาของเขาก็จากไปอีกคน ต่อมาเขาก็ไปเป็นทหาร ผ่านไปสามสิบกว่าปี มิมีข่าวคราวใดๆ ผู้คนต่างคิดว่าเขาคงสิ้นชีพไปแล้ว ใครจะรู้ว่าวันนี้เขากลับมาแล้ว น่าเสียดายที่ร่างกายเต็มไปด้วยโรคร้าย เฮ้อ... ยังดีที่พาบุตรชายกลับมาด้วย พวกเจ้ามิได้เห็นบุตรชายของเขา ฮึๆๆ... ดีจริงๆ!"

ใบหน้าของท่านผู้เฒ่าหยุนซานเปี่ยมไปด้วยความสุข ราวกับว่าสิ่งที่เขากำลังกล่าวถึงมิใช่บุตรชายของผู้อื่น แต่เป็นบุตรชายของตนเองเสียเอง

เมื่อได้ฟังคำกล่าวของเขา เหมยเหนียงก็ยิ่งมั่นใจว่าบุตรชายของท่านลุงเจียงเพื่อนบ้านก็คือชายผู้นั้นที่พบนนเขา หากเป็นเขาจริงๆ นางก็เข้าใจได้ว่าเหตุใดท่านผู้เฒ่าหยุนซานจึงตื่นเต้นเช่นนี้ เมื่อพิจารณาจากทุกๆ ด้านแล้ว ชายผู้นั้นมิได้มีท่าทีเหมือนคนธรรมดาสามัญ ชายเช่นนั้นสมควรได้รับการยกย่องจากบิดาของนาง

สตรีแซ่เหอก็ยิ้มตาม ท่านผู้เฒ่าหยุนซานเป็นคนเงียบขรึมและเรียบง่ายยิ่งนัก นอกจากคราที่เหมยเหนียงหมั้นหมายกับบัณฑิต เขามิเคยแสดงความยินดีเช่นนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางเห็นเขายิ้มจนหุบมิลง

"จริงสิ วันนี้สี่เสี่ยวไปปล่อยวัวที่ริมแม่น้ำ มิรู้ว่าเหตุใดวัวจึงหายไป กำลังตามหาทั่วทั้งหมู่บ้านเลย"

สตรีแซ่เหอถือชามข้าวเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน สายตาของนางจับจ้องไปที่ใบหน้าของเหมยเหนียง เหมยเหนียงเพิ่งจะกัดขนมปังเข้าไปคำหนึ่ง มิได้ทันระวังว่าสตรีแซ่เหอจะกล่าวถึงเรื่องนี้ นางจึงสำลัก

สตรีแซ่เหอลูบหลังให้นางพร้อมกับตำหนิ "โตป่านนี้แล้ว กินขนมปังยังสำลักได้ รีบดื่มข้าวต้มเสีย"

เหมยเหนียงพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ สตรีแซ่เหอมองนางอย่างจริงจัง "เรื่องนี้... เจ้ารู้เรื่องหรือไม่? สี่เสี่ยวบอกว่าก่อนที่วัวจะหายไป เขาเห็นเพียงเจ้าคนเดียวที่ริมแม่น้ำ"

เหมยเหนียงย่อมมิยอมรับอยู่แล้ว ในเมื่อมิมีหลักฐานว่านางขโมยวัวไป นางจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า

"ท่านแม่ นางบอกว่าเห็นลูกสาวของท่าน แล้วลูกสาวของท่านต้องรู้เรื่องหรือ? ข้ายังบอกว่านางทำวัวหายเองแล้วมาใส่ร้ายคนอื่นเสียอีก อีกอย่าง ท่านก็ลองคิดดู นางไปปล่อยวัว วัวตัวใหญ่อย่างนั้นหายไป นางจะไม่เห็นได้อย่างไร? หากจะให้ข้าพูด ก็คงเป็นครอบครัวของนางขายวัวไปแล้วมาใส่ร้ายคนอื่น"