ตอนที่ 46
## ตอนที่ 46: ชะตาต้องกัน
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ฮ่อซื่อก็เห็นด้วยกับเหตุผลดังกล่าวขึ้นมาทันที ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าคนในตระกูลรองนั้นเป็นเช่นไร บางทีพวกเขาอาจจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้จริงๆ ก็ได้ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงขุ่นเคืองใจอยู่บ้างที่แม่สื่อเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วว่า เหมยเหนียง ขโมยวัว
แต่เมื่อคิดดูอีกที หากแม่สื่อมีหลักฐานว่า เหมยเหนียง ขโมยวัวจริง ป่านนี้คนทั้งตระกูลคงบุกมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว เหตุใดจึงยังคงเงียบเช่นนี้ได้? เห็นได้ชัดว่าในใจพวกเขานั้นย่อมรู้สึกผิด
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ฮ่อซื่อก็ขนผ้าห่มและที่นอนให้ หยุนเหล่าซาน นำไปส่งให้
สองพ่อลูกเดินทางกลับมาอย่างเร่งรีบ นอกจากม้าและเสื้อผ้าติดตัวเพียงเล็กน้อยแล้ว พวกเขาก็มิได้นำสิ่งใดมาด้วย
แม้ว่าในเวลานี้กลางวันจะร้อนระอุ แต่ยามค่ำคืนอากาศในฤดูใบไม้ผลิก็ยังคงหนาวเย็น หากไม่มีผ้าห่มย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงมิให้เป็นหวัด ยิ่งไปกว่านั้นจากคำพูดของ หยุนเหล่าซาน ดูเหมือนว่า เจียงต้าป๋อ จะยังมีโรคประจำตัวอีกด้วย
หยุนเหล่าซาน ไม่สามารถขนผ้าห่มสองชุดได้เพียงลำพัง จึงให้ เหมยเหนียง ติดตามไปด้วย
เมื่อนึกถึงสายตาของชายผู้นั้น เหมยเหนียง ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากบอก ฮ่อซื่อ เมื่อถูกเร่งเร้าถึงสองครั้งจึงจำต้องยอมจำนนและติดตาม หยุนเหล่าซาน ถือผ้าห่มไปส่ง
ถึงจะเรียกว่าเป็นเพื่อนบ้าน แต่บ้านทั้งสองก็ยังห่างกันเกือบร้อยเมตร ใครใช้ให้หมู่บ้านเป่าเหอมีพื้นที่กว้างใหญ่แต่ผู้คนเบาบางเล่า? ไม่จำเป็นต้องให้ทุกครัวเรือนเบียดเสียดกัน พื้นที่ลานบ้านจึงกว้างขวางขึ้นมาก ทำให้การอยู่อาศัยเป็นไปอย่างสะดวกสบาย
เรือนของตระกูลเจียงถูกทิ้งร้างมากว่าสามสิบปี เดิมทีก็มิใช่เรือนที่ดีและแข็งแรงอะไรนัก ปัจจุบันยิ่งทรุดโทรมจนแทบมิอาจทนดู ผนังที่ฉาบด้วยดินเหนียวแตกร้าวเป็นทางหลายสาย หลังคาก็รั่วเป็นแห่งๆ เรือนเช่นนี้จะอยู่อาศัยได้อย่างไร? อนิจจา!
เมื่อก้าวเข้าไปในลานบ้าน ก็เห็นชายคนที่พบเจอ ณ บนภูเขานั่งยองๆ อยู่ใต้ชายคา ถือพัดใบลานพัดเตาดินอย่างขะมักเขม้น บนเตาดินมีหม้อสำหรับต้มยาตั้งอยู่ ซึ่งกำลังส่งเสียงดัง "ปุดๆ" พร้อมกับไอร้อน
ทั่วทั้งลานอบอวลไปด้วยกลิ่นยาขม
ดอกไม้ชุนรื่อหงที่เก็บมาจากบนภูเขาถูกนำไปตากไว้บนเสื้อคลุมที่ปูไว้บนพื้น
ชายผู้นั้นยังคงแต่งกายเช่นเดียวกับที่พบเจอ ณ บนภูเขา สีหน้าเคร่งขรึมและตั้งใจ แต่ในทันทีที่สองพ่อลูกก้าวเข้ามาในลานบ้าน เขาก็หันขวับมา สายตาเย็นเยียบราวกับจะแช่แข็งผู้คนให้กลายเป็นน้ำแข็ง
เมื่อจำได้ว่าเป็น หยุนเหล่าซาน สีหน้าของเขาก็ผ่อนคลายลง "ท่านลุงมาแล้วหรือขอรับ"
เสียงทุ้มนุ่มชวนฟัง ทำให้หัวใจของ เหมยเหนียง ราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างข่วนเบาๆ จนรู้สึกคันยุบยิบ
กระนั้น หลังจากที่เขาเอ่ยจบ สายตาที่กวาดมองมาอย่างจงใจแต่ก็คล้ายกับมิได้ตั้งใจนั้น ทำให้ เหมยเหนียง ตัวสั่นเทา แทบจะหันหลังวิ่งหนีไป
สายตาคู่นั้น ช่าง...มีความหมายแฝงยิ่งนัก
หยุนเหล่าซาน กลับคล้ายมิได้รู้สึกถึงสิ่งใด ยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า "เกรงว่าสองพ่อลูกจะไม่มีผ้าห่มห่มในคืนนี้ จึงนำมาให้ใช้ก่อน"
ชายผู้นั้นกล่าวขอบคุณ แล้วใช้แขนข้างหนึ่งหนีบผ้าห่มจากมือของ หยุนเหล่าซาน จากนั้นก็มองมาที่ เหมยเหนียง เหมยเหนียง อึ้งไปครู่หนึ่งจึงเข้าใจว่า เขาต้องการให้ส่งผ้าห่มในมือให้เขาด้วย
ผ้าห่มของชาวนานั้นทำจากใยฝ้ายแท้ ทั้งหนาและหนักแน่น ผ้าห่มเพียงผืนเดียวก็หนักกว่าสิบกิโลกรัมแล้ว สองผืนรวมกันทั้งผ้าห่มและที่นอนยิ่งหนักและกินพื้นที่มาก หากมิใช่เพราะเหตุนี้คงไม่ให้ เหมยเหนียง ช่วยนำมาส่งด้วย แต่คาดไม่ถึงว่าชายผู้นั้นจะใช้แขนอีกข้างหนีบมันไว้อย่างง่ายดาย
ในเวลานั้นเอง หยุนเหล่าซาน จึงแนะนำคนทั้งสองให้รู้จักกัน "นี่คือลูกสาวของลุง เหมยเหนียง ลูกสาวของลุง"
จากนั้นก็ชี้ไปที่ชายผู้นั้น "นี่คือลูกชายของ เจียงต้าป๋อ ชื่อว่า ฉู่เยี่ย ต่อไปเจ้าก็เรียกเขาว่า พี่ชายฉู่เยี่ย เถิด"
เหมยเหนียง เชื่อฟังเรียกขานอย่างนอบน้อม "พี่ชายฉู่เยี่ย"
เจียงฉู่เยี่ย ก็พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า "เหมยเหนียง...น้องสาว"
หลังจากนั้น เขาก็หันหลังนำผ้าห่มกลับเข้าไป
ท่วงท่าที่ง่ายดายและมั่นคงนั้นทำให้ หยุนเหล่าซาน พยักหน้า "หนุ่มน้อยผู้นี้ มีพละกำลังมาก เหมาะที่จะทำการเกษตร"
เหมยเหนียง หน้ากระตุก นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าบิดาของนางมองเห็นได้อย่างไรว่าเขาเป็นผู้ที่เหมาะสมกับการทำการเกษตร เพียงเพราะเขามีพละกำลังเท่านั้นหรือ?
ออร่าของเขามองปราดเดียวก็รู้ว่ามิใช่คนที่ขุดดินหาเลี้ยงชีพเสียหน่อย จะรู้จักต้นกล้าหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจ
อีกทั้งตอนที่เขาเรียกขาน เหมยเหนียง...น้องสาว นั้น มีการเว้นวรรคอย่างชัดเจน ไม่อยากเรียก หรือไม่ใส่ใจจะเรียกกันแน่? เหมยเหนียง รู้สึกว่านางกับ เจียงฉู่เยี่ย นั้นชะตาต้องกันเสียแล้ว!
...
ทุกท่านอยากจะทายกันหรือไม่ว่าเหตุใดพระเอกของเราจึงเว้นวรรคตอนเรียก เหมยเหนียง...น้องสาว กันนะ? (⊙o⊙)