ตอนที่ 47

## ตอนที่ 47 ของขวัญจากท่านลุงเจียง

ยามเมื่อบิดาบุตรเตรียมจะจากไป เสียงกระแอมกระไอพลันดังมาจากภายในเรือน “นั่นสามเมามาแล้วรึ?”

สาม…เมา?

คำว่า ‘สามเมา’ นี่เองที่ทำให้หยุนเหมยเหนียงถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ ปกติแล้วผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านมักเรียกบิดาของนางว่า ‘ซานจื่อ’ (สาม) หรือ ‘เหลาซาน’ (สามเก่า) คนรุ่นราวคราวเดียวกันเรียกว่า ‘เหลาสาน’ (สามเก่า) ส่วนผู้น้อยกว่าเรียก ‘ซานซู’ (อาสาม) หรือ ‘ซานไป๋’ (ลุงสาม) กระทั่ง ‘ซานเย่เย่’ (ปู่สาม) ก็ยังมี แต่ไม่เคยมีใครเรียก ‘สามเมา’ มาก่อนเลย

ใครเลยจะคาดคิดว่าชื่อเล่นของบิดาจะดังกระหึ่มปานนี้ หยุนเหมยเหนียงยกมือขึ้นปิดปาก หัวเราะคิกคักอย่างขบขัน

หยุนเหล่าซานเหลือบมองบุตรีด้วยสายตาตำหนิ ใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย ก่อนตอบกลับไปว่า “จ้วงจื่อเกอ เป็นข้าเอง”

สิ้นเสียง ชายชราผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากเรือน แม้จะอายุไม่ถึงห้าสิบปี ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงดุจไม้บรรทัด ผมเผ้าขาวโพลนเต็มศีรษะ สีหน้าซีดเซียวราวขี้ผึ้ง ขณะเดินก็ยกมือขึ้นปิดปาก ไอโขลกๆ เป็นระยะ

แต่เพียงแวบแรกที่เห็น หยุนเหมยเหนียงก็สัมผัสได้ว่าท่านลุงเจียงผู้นี้หาใช่คนธรรมดา แม้ร่างกายจะอ่อนแอด้วยโรคภัย ทว่ากลับแผ่รัศมีแห่งความน่าเกรงขามออกมาอย่างเงียบๆ สง่างามโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย ทำให้ผู้ใกล้ชิดโหยหา ผู้ห่างเหินชื่นชม แม้แต่ศัตรูก็ยังต้องยำเกรง

นี่มิใช่สิ่งที่ใครใคร่จะเสแสร้งก็ทำได้ หากมิได้สั่งสมประสบการณ์ในตำแหน่งสูงมานานปี ก็ยากจะสร้างบุคลิกลักษณะเช่นนี้ได้

หยุนเหมยเหนียงปักใจเชื่อมั่นว่า เจียงฉู่เย่ที่ทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อได้พบเจอ ยังเทียบไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บของบิดาตน

“มาแล้วก็ดี มาแล้วก็ดี พวกเราสองคนมิได้นั่งสนทนากันมานานปี คืนนี้จักได้คุยกันให้หายคิดถึง นี่คงเป็นเหมยเหนียงสินะ เข้ามาให้ลุงดูหน้าตาหน่อย”

ท่านลุงเจียงเอ่ยปากด้วยท่าทีเป็นกันเอง อัธยาศัยไมตรีที่แสนอบอุ่นช่วยคลายความระแวดระวังของหยุนเหมยเหนียงลงไปได้มาก นางก้าวไปข้างหน้า เอ่ยทักทายว่า “สวัสดีค่ะท่านลุง”

ท่านลุงเจียงพินิจพิเคราะห์หยุนเหมยเหนียงด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนหยิบหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้ถึงมือนาง “นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการพบกันครั้งแรก ลุงเองก็มิได้มีสิ่งใดล้ำค่า”

แม้หยุนเหมยเหนียงจะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าหยกชิ้นนี้มีราคาสูงยิ่ง นางมิกล้ารับไว้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางเห็นมุมปากของเจียงฉู่เย่ที่ยืนอยู่ด้านหลังท่านลุงเจียงกระตุกเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่าบิดาจะนำหยกชิ้นนี้มอบให้ผู้อื่น ดวงตาที่มองมายังนางเต็มไปด้วยความใคร่รู้ที่ทำให้นางรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งกว่ายามที่อยู่บนเขาเสียอีก

ขณะที่กำลังจะปฏิเสธ หยุนเหล่าซานกลับหัวเราะร่ากล่าวว่า “ในเมื่อเป็นของที่ท่านลุงเจ้าให้ ก็จงรับไว้เถิด”

หยุนเหมยเหนียงถึงกับพูดไม่ออก นางคิดในใจ ‘ท่านพ่อ ท่านรู้หรือไม่ว่าหยกชิ้นนี้มีราคาเท่าใด? สิบชีวิตก็มิอาจแลกได้ จะรับไว้ได้อย่างไรเล่า’

แน่นอนว่านางมิได้คาดหวังให้หยุนเหล่าซานที่ทำไร่ทำนามาทั้งชีวิตจะรู้จักคุณค่าของหยก คงคิดว่ามันเป็นเพียงของราคาถูกที่หาซื้อได้ด้วยเงินไม่กี่ตำลึงกระมัง

แต่ในเมื่อบิดาเอ่ยปากแล้ว หยุนเหมยเหนียงจะมิรับได้อย่างไร นางกล่าวขอบคุณท่านลุงเจียง ก่อนกำหยกชิ้นนั้นไว้ในมือ คิดว่า ‘หากเจียงฉู่เย่ต้องการคืน นางก็จะส่งคืนให้’

เมื่อเห็นหยุนเหมยเหนียงรับหยกไป คิ้วของเจียงฉู่เย่ก็ขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม แววตาที่มองมายังนางกลับแฝงไปด้วยความขบขัน

ท่านลุงเจียงหันหลังให้เจียงฉู่เย่ จึงมิเห็นสีหน้าของบุตรชาย ทว่าในใจกลับรู้ดีถึงปฏิกิริยาที่บุตรชายจะแสดงออก แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ “ฉู่เย่ เข้าไปชงชาหน่อยสิ พ่อจักสนทนากับท่านอาสามของเจ้าสักครู่”

เจียงฉู่เย่ขานรับ ‘ขอรับ’ ก่อนวางตั่งไม้สองตัวที่ถืออยู่ในมือลงบนลาน ท่านลุงเจียงนั่งลง แล้วเชื้อเชิญให้หยุนเหล่าซานนั่งด้วย

เจียงฉู่เย่ยกแผ่นหินขนาดใหญ่ที่เรียบเสมอกันมาวางเป็นโต๊ะ ก่อนเดินเข้าไปชงชาในเรือน

หยุนเหมยเหนียงมองดูแล้วรู้สึกคุ้นตา กาน้ำชาและถ้วยชานั่นมิใช่ของที่บ้านนางหรอกหรือ? ถ้วยชานั่นยังเป็นถ้วยขนาดใหญ่ที่ใช้กินข้าวเสียด้วยซ้ำ การนำมาใช้ดื่มชาเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายชาดีที่ได้กลิ่นก็รู้ว่ามิใช่ชาธรรมดา ทว่าเมื่อเห็นว่าทั้งสองมิได้ใส่ใจ นางก็มิจำเป็นต้องเอ่ยปาก

อีกอย่าง ท่านลุงเจียงเพิ่งกลับมา ของเหล่านี้คงยังไม่มี ที่บ้านของนางก็มิได้มีชุดน้ำชาดีๆ ที่จะนำมาใช้ได้ ก็คงได้แต่ปล่อยให้ทั้งสองดื่มชาดีราวกับดื่มน้ำเปล่าไป