ตอนที่ 49

**บทที่ 49: ชาวบ้านปอนๆ ทว่าสะอาดสะอ้าน**

ครั้นอิ่มหนำสำราญแล้ว ทั้งหมดยังช่วยกันเก็บกวาดลานบ้าน จากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับเรือนใครเรือนมัน ครอบครัวสกุลเจียงขาดแคลนเสบียงอาหาร ฮูหยินเหอก็เอื้อเฟื้อให้สองพ่อลูกมาทานอาหารที่บ้านตนไปก่อน รอจนถึงวันตลาดนัดในอีกห้าวันข้างหน้า จึงค่อยเดินทางไปซื้อหาข้าวปลาอาหารที่ตัวเมืองมาหุงหาเอง

ลุงใหญ่เจียงยินดีปรีดาตอบรับอย่างง่ายดาย ในช่วงหลายวันต่อมา ทุกคราวเมื่อถึงเวลาอาหาร ลุงใหญ่เจียงก็จะพาเจียงฉู่เยี่ยมาทานอาหารที่บ้านสกุลอวิ๋นอย่างตรงต่อเวลา บางคราวก็จะนำสัตว์ป่าที่ล่ามาได้จากภูเขา หรือปลาที่จับได้จากแม่น้ำมาฝากให้ฮูหยินเหอปรุงเป็นอาหารร่วมกัน

ความรู้สึกที่เหมยเหนียงมีต่อเจียงฉู่เยี่ยเริ่มดีขึ้นบ้าง อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่ล่าสัตว์เป็น มีวิชาติดตัว หากได้ติดตามเขาไปก็คงมีเนื้อให้กินกระมัง

ระหว่างนั้น ลุงใหญ่เจียงยังได้ไหว้วานอวิ๋นเหล่าซานให้ช่วยสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านว่ามีผู้ใดต้องการขายที่ดินหรือไม่ สุดท้ายก็ซื้อที่ดินไปได้ห้าหมู่ ในราคาหมู่ละสิบตำลึงเงิน สองพ่อลูกจึงเตรียมหยั่งรากลงที่หมู่บ้านเป่าเหอแห่งนี้

อวิ๋นเหล่าซานนำพาครอบครัวช่วยกันปลูกข้าวโพดลงบนที่ดินเหล่านั้น เมล็ดพันธุ์ก็ยืมมาจากบ้านสกุลอวิ๋น ส่วนลุงใหญ่เจียงร่างกายไม่แข็งแรงจึงมิอาจช่วยงานได้

อย่าได้ดูแคลนว่าเจียงฉู่เยี่ยมีเรี่ยวแรงมหาศาล เพราะเรื่องการทำไร่ไถนานั้น เขาเป็นเพียงมือใหม่หัดขับโดยแท้ ทำตามที่อวิ๋นเหล่าซานสั่งสอนทุกประการ บางคราก็ยังเงอะงะงุ่มง่าม

ในที่สุด อวิ๋นเหล่าซานก็สั่งให้เจียงฉู่เยี่ยไปตักน้ำ "โธ่เอ๋ย! งานทำไร่นาใช่ว่าจะสอนกันได้ในวันสองวัน ค่อยๆ สอนกันไปก็แล้วกัน อีกอย่าง เรี่ยวแรงของเขามิได้ใช้ตักน้ำก็เสียของเปล่า"

ใช้เวลาถึงสามวันกว่าจะปลูกพืชผลลงบนที่ดินได้ทั้งหมด ส่วนการไถพรวนนั้นมิได้รบกวนเฉิงซานซู

ทั้งลุงใหญ่เจียงและเจียงฉู่เยี่ยต่างก็มีม้า แม้ว่าจะเป็นม้าที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นม้าดี ทว่าในยามนี้ก็ทำได้เพียงใช้มันไถนาเท่านั้น

รุ่งขึ้นก็เป็นวันตลาดนัด ในยามเช้าตรู่ เหมยเหนียงก็ถูกฮูหยินเหอปลุกขึ้นมา ครั้นครอบครัวแต่งกายเรียบร้อย ลุงใหญ่เจียงก็มาถึง สองพ่อลูกจูงม้ามาคนละตัว ใช้ม้าของลุงใหญ่เจียงเทียมเกวียนของบ้านอวิ๋นเหล่าซาน เดิมทีวัวถูกลากไปแล้ว แต่เกวียนยังคงอยู่ ทำให้สะดวกสบายขึ้นมาก

อวิ๋นเหล่าซาน ฮูหยินเหอ และเหมยเหนียงนั่งเกวียน ลุงใหญ่เจียงเป็นสารถี ส่วนเจียงฉู่เยี่ยขี่ม้า ทำให้เจียงฉู่เยี่ยไม่ต้องนั่งเกวียนคันเดียวกับเหมยเหนียงให้กระอักกระอ่วนใจ

เมื่อเทียบกับความเงียบเหงาในเดือนสิบสองเมื่อปีก่อน ตลาดนัดในวันนี้คึกคักขึ้นมาก ทหารที่รักษาความสงบเรียบร้อยก็มีจำนวนมากขึ้น เพื่อรับประกันความปลอดภัยของตลาดนัด ทว่าสิ่งที่ได้พบเห็นตลอดทางกลับเป็นผู้คนที่มีแต่สภาพมอมแมม ใบหน้าสกปรกจนไม่รู้ว่าไม่ได้ล้างมานานเท่าไหร่แล้ว

"อนิจจา! ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ น้ำดื่มยังหายาก แล้วจะมีน้ำที่ไหนให้ชำระล้างร่างกายกันเล่า?"

เหมยเหนียงยังจำได้ว่า ระหว่างทางมานั้น บริเวณที่มีน้ำอยู่บ้างล้วนมีทหารเฝ้ารักษา การตักน้ำต้องจ่ายเงินเป็นรายชาม ส่วนราคาต่อชามนั้นนางมิได้ใส่ใจ

ในวันที่ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม ผู้คนต่างก็มีสภาพผ่ายผอมเหลืองซีด รูปร่างซูบผอมราวกับไม้เสียบผี ทว่าศีรษะกลับดูใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ฝูงชน "ชาวบ้าน" ที่สะอาดสะอ้านกลุ่มนี้เดินปะปนอยู่ในกลุ่มชาวเมืองที่มอมแมม กลับดูแปลกแยกอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขายังมีม้าถึงสองตัว หากฆ่าพวกมันคงได้เนื้อกองโต ผู้คนรอบข้างจึงมองพวกเขาด้วยสายตาที่เหมือนมองแกะอ้วน

อวิ๋นเหล่าซานกำมือภรรยาและบุตรสาวแน่น ผู้ชายที่อ่อนแอในยามปกติ กลับเบิกตาขู่เข็ญผู้คนเหล่านั้นอย่างยากเย็น "เฮอะ! " กระนั้นผู้คนเหล่านั้นกลับเพียงแค่จ้องมองพวกเขาจากระยะไกล มิมีผู้ใดกล้าเข้ามาลองดี

เหมยเหนียงคิดเอาเองว่า ผู้คนเหล่านั้นมิได้เกรงกลัวอวิ๋นเหล่าซาน แต่ถูกออร่าอันทรงพลังของสองพ่อลูกสกุลเจียงข่มขวัญไว้ อีกทั้งทหารที่เดินไปมาในเมืองก็มิได้มีไว้ประดับบารมี ดาบใหญ่ในมือของพวกเขาเปล่งประกายเจิดจ้าภายใต้แสงตะวันจนแสบตา

เช่นนี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมีเรื่องวุ่นวาย ทว่าก็ยังต้องรีบจัดการธุระให้เสร็จสิ้น หากมีคนหิวโหยจนคลั่งขึ้นมาก็คงน่าปวดหัวไม่น้อย