หลุมพรางต้อนรับสุนัขรับใช้

ข้อมูลของเถาวัลย์รากพิษยังคงเด่นชัดอยู่ในมโนนึก หลิ่วอีหนิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางกัดฟันแน่น ขุดรากศัพท์ความทรงจำจากชาติภพก่อนเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ขึ้นมาใช้ ควบคู่กับคำเตือนจาก ‘ดวงตาประเมินโอสถ’ ของนาง

นางหลีกเลี่ยงการสัมผัสลำต้นและใบอย่างระมัดระวัง ใช้จอบค่อยๆ แซะดินรอบโคนอย่างอดทน ร่างกายที่เพิ่งได้พักเพียงครู่เดียวเริ่มประท้วงอีกครั้ง ทว่าความคิดที่จะได้ฟื้นฟูพลังกายทำให้หญิงสาวมีแรงฮึดสู้

ไม่นานนัก รากแก้วอวบอ้วนสีน้ำตาลเข้มก็ปรากฏแก่สายตา มันมีลักษณะแปลกประหลาดคล้ายรากโสม แต่กลับแผ่ไอร้อนจางๆ ออกมา หลิ่วอีหนิงใช้ปลายจอบงัดมันขึ้นมาจากพื้นดินอย่างทุลักทุเล ก่อนจะใช้เศษผ้าที่พอหาได้ห่อหุ้มมันไว้ แล้วใช้ก้อนหินทุบรากนั้นให้แตกออกอย่างแรง

เคร้ง!

ทันทีที่เปลือกนอกของรากแตกออก แก่นพลังงานขนาดเท่านิ้วโป้งที่ส่องประกายสีทองอ่อนๆ ก็เผยโฉมออกมา มันมีกลิ่นหอมคล้ายดินหลังฝนตก ชวนให้รู้สึกสดชื่นยิ่งนัก หลิ่วอีหนิงไม่รอช้า รีบหยิบแก่นพลังงานนั้นใส่ปากเคี้ยวทันที

รสสัมผัสของมันคล้ายมันเทศดิบ แต่เมื่อกลืนลงไปแล้วกลับแปรเปลี่ยนเป็นกระแสธารอันอบอุ่นที่ไหลบ่าไปทั่วร่าง ความอ่อนล้าที่เกาะกินราวกับปลิงร้ายค่อยๆ สลายไป กล้ามเนื้อที่ปวดร้าวได้รับการปลอบประโลม พลังวังชาที่เหือดแห้งไปกลับฟื้นคืนมาอย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์

“วิเศษนัก!” นางพึมพำกับตนเอง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า นี่เป็นเพียงแก่นพลังงานจากพืชพิษธรรมดา หากเป็นสมุนไพรล้ำค่าในมิติเล่า จะมีสรรพคุณน่าอัศจรรย์เพียงใด?

ขณะที่กำลังดื่มด่ำกับพละกำลังที่ฟื้นคืนมานั้นเอง หูของนางพลันได้ยินเสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้แห้งแว่วมาแต่ไกล แม้จะเบาบาง แต่ในความเงียบสงัดของภูเขาท้ายหมู่บ้านเช่นนี้กลับชัดเจนยิ่งนัก

ในใจของหลิ่วอีหนิงพลันบังเกิดความระแวงขึ้นมาทันที นางรีบหลบเข้าหลังกระท่อมผุพัง พร้อมกับเพ่งสมาธิไปที่ ‘ดวงตาประเมินโอสถ’ อีกครั้ง แต่ครานี้เป้าหมายของนางไม่ใช่พืชพรรณ ทว่าคือกองใบไม้แห้งที่อยู่ไกลออกไปบนเส้นทางที่ทอดลงสู่ตีนเขา

แม้ความสามารถนี้จะใช้ประเมินพืชเป็นหลัก ทว่าเมื่อนางเพ่งมองไปยังร่องรอยบนพื้นดิน ดวงตาของนางก็สามารถมองเห็นความผิดปกติที่คนทั่วไปไม่อาจสังเกตได้ รอยเท้าคู่หนึ่งถูกประทับลงบนดินนิ่มๆ อย่างชัดเจน เป็นรอยเท้าของผู้หญิงที่เพิ่งเดินผ่านมาไม่นาน!

จิตสังหารเย็นเยียบสายหนึ่งวาบผ่านดวงตาของหลิ่วอีหนิง คนที่จะมายังสถานที่รกร้างเช่นนี้ในยามนี้ได้ มีเพียงคนจากตระกูลหลิ่วเท่านั้น และคนที่เกลียดชังนางเข้ากระดูกดำจนอยากจะตามมาเหยียบย่ำให้จมดิน ก็คงหนีไม่พ้นบ่าวรับใช้คนสนิทของซูหว่านเอ๋อร์...หวังมามา!

‘คิดจะมาทำอะไร? มาดูว่าข้าอดตายแล้วหรือยัง? หรือคิดจะมาพังกระท่อมซ้ำเติมไม่ให้ข้ามีที่ซุกหัวนอน?’ หลิ่วอีหนิงขบกรามแน่น ความแค้นที่ถูกสาดพิษใส่หน้าจนเสียโฉมยังคงฝังลึก หากเป็นหลิ่วอีหนิงคนเดิมคงได้แต่ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว แต่สำหรับนางในตอนนี้...หากสุนัขบ้ามันอยากจะวิ่งเข้ามาหาเรื่อง ก็อย่าหาว่านางใจร้ายก็แล้วกัน!

นางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว แผนการชั่วร้ายผุดขึ้นในหัวทันที ที่ตรงหน้ากระท่อมคือหย่อมดินที่นางเพิ่งขุดพรวนไปเมื่อครู่ มันยังคงอ่อนนุ่มและร่วนซุย ข้างๆ กันนั้นมีจอบและคราดเก่าๆ ที่นางทิ้งไว้วางอยู่

เวลาเหลือน้อยเต็มที! หลิ่วอีหนิงลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด นางใช้จอบขุดดินที่เพิ่งพรวนไว้ให้ลึกลงไปอีกจนกลายเป็นหลุมตื้นๆ ขนาดพอดีตัวคน จากนั้นจึงนำกิ่งไม้แห้งที่ผุพังมาวางพาดปากหลุมอย่างลวกๆ แล้วใช้เศษใบไม้และฟางแห้งโปรยทับเพื่ออำพรางจนดูแนบเนียนไปกับพื้นดินโดยรอบ

ทุกการกระทำของนางเงียบเชียบและเยือกเย็น เหงื่อที่เพิ่งแห้งไปกลับมาผุดพรายอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นระคนกับความโกรธแค้น

เสร็จสิ้นทุกอย่าง นางก็รีบถอยกลับไปซ่อนตัวในเงามืดข้างกระท่อมอีกครั้ง กลั้นลมหายใจ รอคอยการมาเยือนของ ‘แขก’ ที่ไม่ได้รับเชิญ

ไม่นานเกินรอ ร่างท้วมของหวังมามาก็ปรากฏตัวขึ้นที่ปากทาง นางเดินย่องเข้ามาอย่างระมัดระวัง สองตาสอดส่ายมองหาหลิ่วอีหนิงไปทั่วบริเวณ เมื่อไม่เห็นใคร นางก็แสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย

“นังเด็กสารเลว! หนีไปไหนแล้ว?” หวังมามาสบถเสียงต่ำ พลางเดินตรงมายังกระท่อม “คิดว่าหนีมาอยู่ที่นี่แล้วจะสุขสบายรึ? วันนี้ข้าจะพังกระท่อมของเจ้าให้สิ้นซาก ดูซิว่าคืนนี้เจ้าจะเอาอะไรกันลมหนาว!”

นางจ้องมองกระท่อมผุพังด้วยแววตาเหยียดหยาม เตรียมจะเข้าไปถีบเสาไม้ให้พังลงมา ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะก้าวเท้านั่นเอง...

แคร่ก! ฟุ่บ!

“ว้าย!”

เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังลั่น พร้อมกับร่างของหวังมามาที่ร่วงผล็อยลงไปในหลุมพรางที่หลิ่วอีหนิงขุดดักไว้!

เสียงตุบดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ตามมาติดๆ “โอ๊ย! ข้า...ขาข้า!”

หวังมามานอนกองอยู่ที่ก้นหลุม ข้อเท้าของนางบิดพับไปในทิศทางที่ผิดธรรมชาติ ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นปราดจากข้อเท้าขึ้นมาจนถึงสมอง ทำให้นางถึงกับหน้าซีดเผือด น้ำตาไหลพราก

ในตอนนั้นเอง ร่างระหงในชุดผ้าป่านเก่าๆ ก็ก้าวออกมาจากเงามืดอย่างเชื่องช้า หลิ่วอีหนิงยืนอยู่ที่ปากหลุม กอดอกมองลงไปยังร่างของหญิงชราที่กำลังร้องโอดโอยด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี

“มามา เหตุใดท่านจึงมานอนเล่นอยู่ในหลุมดินของข้าเล่า?” น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ความรู้สึกใดๆ ทว่ากลับทำให้หวังมามาที่ได้ยินถึงกับขนลุกชันไปทั้งตัว

“นัง...นังแพศยา! เจ้า...เจ้ากล้าทำกับข้าเช่นนี้รึ!” หวังมามาตวาดทั้งน้ำตา พยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่ความเจ็บที่ข้อเท้าก็ทำให้นางทรุดลงไปอีกครั้ง

หลิ่วอีหนิงหัวเราะในลำคอ “ข้าทำอะไรท่าน? ข้าเพียงแค่ขุดดินเตรียมจะปลูกผักเท่านั้น ใครจะไปรู้ว่าจะมีสุนัขแก่ๆ บางตัวไม่ดูตาม้าตาเรือ วิ่งพล่านเข้ามาตกหลุมที่ข้าขุดไว้เอง”

“เจ้า!” หวังมามาจุกจนพูดไม่ออก ได้แต่ชี้หน้าหลิ่วอีหนิงอย่างเจ็บแค้น

หญิงสาวโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตาภายใต้รอยแผลเป็นฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง “มามา...ท่านรู้หรือไม่ ภูเขาคู่เหยานี้รกร้างเพียงใด หากข้าจะฝังใครสักคนที่นี่ ก็คงไม่มีผู้ใดหาเจอไปชั่วชีวิต ดินที่ข้าขุดไว้ก็พร้อมแล้ว ไม่ต้องเปลืองแรงมากนัก”

คำพูดของหลิ่วอีหนิงไม่ต่างจากน้ำเย็นที่สาดใส่กองไฟแห่งความโกรธของหวังมามาจนมอดดับลงในทันที นางเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ภาพของนังเด็กขี้ขลาดที่เคยเอาแต่ร้องไห้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ตรงหน้าของนางคือปีศาจร้ายในคราบมนุษย์ชัดๆ!

“เจ้า...เจ้าจะทำอะไร! ข้าเป็นคนของฮูหยินนะ!” หวังมามาขู่เสียงสั่น

“แล้วอย่างไร?” หลิ่วอีหนิงย้อนถามอย่างไม่ไยดี นางหยิบจอบที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาพาดบ่า “ในเมื่อท่านอยากจะมาพังบ้านของข้ามากนัก ก็อยู่ในหลุมนี้เป็นปุ๋ยให้ผักของข้าเสียเลยเป็นไรไป ถือว่าทำคุณประโยชน์ให้ข้าเป็นครั้งสุดท้าย”

ว่าแล้วนางก็ทำท่าจะโกยดินลงไปในหลุมจริงๆ

“อยะ...อย่า! อย่าทำอะไรข้านะ! ข้าผิดไปแล้ว! คุณหนู! ข้าผิดไปแล้ว!” หวังมามาสิ้นลายในทันที นางร้องไห้ฟูมฟาย ยกมือไหว้ปลกๆ ความเจ็บที่ขาเทียบไม่ได้เลยกับความหวาดกลัวความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา นางเชื่อสุดใจว่าหลิ่วอีหนิงกล้าทำอย่างที่พูดจริงๆ!

หลิ่วอีหนิงหยุดชะงัก จ้องมองภาพอันน่าสมเพชของบ่าวชราด้วยความรังเกียจ “ไสหัวไป! แล้วจำไว้ อย่าให้ข้าเห็นหน้าท่านเหยียบย่างมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง เพราะครั้งหน้า...ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้คลานกลับไปฟ้องนายของท่านอีก!”

สิ้นคำ นางก็หันหลังเดินกลับเข้ากระท่อมไปอย่างไม่แยแส ทิ้งให้หวังมามานอนตัวสั่นเทิ้มอยู่ที่ก้นหลุม หญิงชรารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี พยายามตะเกียกตะกายปีนขึ้นมาจากหลุมอย่างทุลักทุเล ทุกครั้งที่ขยับ ข้อเท้าที่แพลงก็จะส่งความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง แต่นางก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมาอีก ได้แต่กัดฟันคลานสี่ขาเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง หนีตายออกจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด

หลิ่วอีหนิงยืนมองเงาหลังที่คลานหนีไปจนลับสายตาจากรอยแตกของฝากระท่อม รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่มันก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

นี่เป็นเพียงการสั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ตราบใดที่นางยังคงยากจนและไร้ที่พึ่งเช่นนี้ พวกมันก็จะหาทางกลับมารังแกนางได้เสมอ การสร้างฐานะให้มั่นคงและแข็งแกร่ง ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป...แต่มันคือหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของนาง!

ทันใดนั้นเอง นางก็รู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาบริเวณรอยแผลเป็นบนใบหน้าด้านซ้าย ความรู้สึกนี้แตกต่างจากที่เคยเป็น มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังทำงานอยู่ใต้ผิวหนังของนาง!

หรือว่า...แก่นพลังงานที่นางกินเข้าไปเมื่อครู่จะเริ่มส่งผลแล้ว?

แต่เพียงเท่านี้ยังไม่พอ! นางต้องการพลังที่บริสุทธิ์และเข้มข้นกว่านี้!

ความคิดหนึ่งพลันวาบขึ้นมาในหัว...ในมิติฟาร์มโอสถสวรรค์ นอกจากดินวิเศษแล้ว ยังมี ‘บ่อน้ำพุชำระล้าง’ ที่มีสรรพคุณในการถอนพิษและชำระล้างสิ่งสกปรกอยู่ด้วยมิใช่หรือ