บุกป่าหาพืชพันธุ์

แสงอรุณแรกแห่งวันสาดส่องต้องยอดเขาคู่เหยา อาบไล้แนวเทือกเขาที่แห้งแล้งให้กลายเป็นสีทองอร่ามชั่วขณะ หลิ่วอีหนิงเปิดประตูไม้ออกมาเผชิญกับลมยามเช้าที่พัดพาความเยียบเย็นมาปะทะร่าง นางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด กลิ่นดินและไอป่าอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้จิตใจที่เคยขุ่นมัวกลับมาสงบนิ่ง

ความมุ่งมั่นในแววตาของนางเมื่อคืนยังคงลุกโชนไม่ดับสูญ แผนการทุกอย่างชัดเจนอยู่ในสมอง เป้าหมายคือภูเขาคู่เหยาเบื้องหน้า แหล่งทรัพยากรเพียงหนึ่งเดียวที่นางมีในยามนี้

นางกลับเข้าไปในกระท่อม จัดเตรียมสัมภาระอย่างเรียบง่ายที่สุด ตะกร้าสานใบเก่าที่แทบจะผุพัง เคียวสนิมเขรอะที่ถูกทิ้งไว้มุมห้อง และผ้าผืนบางสำหรับโพกศีรษะกันแดด มีเพียงเท่านี้คือสมบัติทั้งหมดที่นางพอจะหาได้ ก่อนจะก้าวเท้าออกจากกระท่อม นางพลันชะงักงัน วรยุทธ์ในชาติก่อนสอนให้นางรอบคอบเสมอ การเข้าป่าลึกย่อมต้องใช้พละกำลังมหาศาล

เพียงพริบตาเดียว สติของนางก็เข้าสู่มิติฟาร์มโอสถสวรรค์ หลิ่วอีหนิงไม่รีรอที่จะวักน้ำจากบ่อน้ำพุชำระล้างขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ความเย็นสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความเมื่อยล้าที่เคยมีมลายหายไปสิ้น พลังชีวิตที่เปี่ยมล้นกลับคืนมาอีกครั้ง นี่คือหลักประกันชั้นเลิศสำหรับการเดินทางในวันนี้

เมื่อเตรียมการพร้อมสรรพ หญิงสาวจึงมุ่งหน้าสู่เชิงเขาคู่เหยาอย่างไม่ลังเล เส้นทางที่คุ้นเคยในยามหาของป่าสมัยก่อน บัดนี้กลับดูแปลกตาไปยิ่งนัก นางเดินผ่านท้ายหมู่บ้านชิงสุ่ย เสียงพูดคุยจอแจของเหล่าสตรีที่กำลังซักผ้าอยู่ริมธารดังแว่วมา

“นั่น...นั่นมันนังหนูตระกูลหลิ่วมิใช่รึ?” น้ำเสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างจับผิด

“นางจะขึ้นเขาไปทำอะไรกัน? ท้ายเขาแห้งแล้งเพียงนั้น ยังหาของป่าได้ไม่พอประทังชีวิตอีกรึ ถึงกับต้องบุกเข้าไปในป่าลึก” อีกเสียงหนึ่งกล่าวเสริมด้วยความดูแคลน

“เหอะ! ปล่อยนางไปเถิด คงนึกอยากตายไวขึ้นกระมัง ป่าลึกส่วนนั้นมีแต่สัตว์ร้ายและหญ้าพิษ แม้แต่พรานป่าชำนาญทางยังไม่กล้าย่างกรายเข้าไปบ่อยนัก เด็กสาวอัปมงคลเช่นนางเข้าไปก็คงมีแต่จะเป็นอาหารให้หมาป่าเท่านั้น!”

คำพูดเสียดแทงลอยลมมาปะทะหู แต่หลิ่วอีหนิงเพียงแค่ปรายตามองกลุ่มสตรีเหล่านั้นด้วยหางตาที่เรียบเฉย แววตาของนางปราศจากความโกรธเคือง มีเพียงความว่างเปล่าที่เย็นเยียบราวกับกำลังมองดูมดปลวกที่ไร้ค่ากลุ่มหนึ่งเท่านั้น นางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ไม่คิดเสียเวลาต่อปากต่อคำกับคนเหล่านี้แม้แต่น้อย

ยิ่งเดินลึกเข้าไปในเขตป่าของภูเขาคู่เหยา พืชพรรณก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น จากพื้นดินปนหินที่แห้งแข็งก็เริ่มมีมอสสีเขียวชอุ่มขึ้นปกคลุม อากาศเย็นชื้นและอบอวลไปด้วยกลิ่นของพงไพร นี่คือเขตป่าลึกที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัว แต่สำหรับหลิ่วอีหนิงแล้ว ที่นี่คือขุมทรัพย์ที่รอการค้นพบ

นางเดินไปได้ไม่ไกลนัก ก็พบกับดงหญ้ารูปร่างประหลาดที่มีดอกสีม่วงสดใสสะดุดตา หากเป็นคนทั่วไปคงชื่นชมความงามของมัน แต่หลิ่วอีหนิงกลับหยุดชะงัก นางเพ่งสมาธิไปที่ดวงตาคู่สวย ทันใดนั้น ในสายตาของนางก็ปรากฏหน้าต่างข้อมูลโปร่งแสงลอยขึ้นเหนือหญ้าเหล่านั้น

`[หญ้าเจ็ดก้าวพิษ: พืชมีพิษร้ายแรง] `

`[ข้อมูล: ยางจากลำต้นและเกสรจากดอกมีพิษ หากสัมผัสจะทำให้ผิวหนังไหม้พอง เกิดอาการคันอย่างรุนแรง หากสูดดมเข้าไปจะทำลายระบบหายใจ]`

มุมปากของหลิ่วอีหนิงยกขึ้นเล็กน้อย "ดวงตาประเมินโอสถ" ช่างเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมในการเอาตัวรอดในป่าโดยแท้ นางก้าวถอยหลังอย่างระมัดระวังและเลือกเดินอ้อมไปอีกทางที่ปลอดภัยกว่า

ท้องเริ่มส่งเสียงร้องประท้วงเมื่อตะวันลอยสูงขึ้น นางเริ่มมองหาอาหารเพื่อประทังชีวิต สายตาพลันเหลือบไปเห็นกลุ่มเห็ดสีดำสนิทขึ้นอยู่บนขอนไม้ผุๆ ข้างทาง นางไม่รอช้า รีบใช้ดวงตาประเมินโอสถในทันที

`[เห็ดหูหนู: พืชบริโภคได้]`

`[ข้อมูล: มีสรรพคุณบำรุงเลือดลมและพลังปราณ ไม่มีพิษ สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย]`

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลิ่วอีหนิงอย่างแท้จริง นางใช้เคียวค่อยๆ แซะเห็ดหูหนูใส่ตะกร้าจนเกือบเต็ม จากนั้นก็เดินสำรวจต่อไปอีกไม่ไกล ก็พบกับพืชใบหยักชนิดหนึ่งที่ขึ้นเป็นกอ นางใช้ความสามารถตรวจสอบอีกครั้ง

`[ผักเจี้ยไช่: พืชบริโภคได้]`

`[ข้อมูล: พืชป่าตระกูลเดียวกับผักกาด มีรสขมเล็กน้อย แต่มีสรรพคุณช่วยระบายความร้อนในร่างกาย]`

เพียงไม่นาน ตะกร้าของนางก็เต็มไปด้วยเห็ดหูหนูและผักป่าที่สามารถนำไปทำเป็นอาหารมื้อใหญ่ได้สบายๆ แต่เป้าหมายหลักของนางในวันนี้ยังไม่บรรลุผล นางต้องการสมุนไพรที่มีค่าพอจะนำไปขายที่โรงหมอของท่านหมอหลี่

หลิ่วอีหนิงเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ นางใช้ดวงตาประเมินโอสถตรวจสอบพืชพรรณแปลกตาไปตลอดทาง สมุนไพรส่วนใหญ่ที่พบนับเป็นชนิดพื้นๆ ทั่วไป เช่น หญ้าเง็กเซียนสำหรับแก้ไข้ หรือรากตี้หวงสำหรับบำรุงเลือด แม้จะมีคุณค่าทางยา แต่ก็เป็นของหาง่ายที่คงขายไม่ได้ราคาเท่าใดนัก

นางเดินสำรวจจนตะวันคล้อยบ่าย ความเหนื่อยล้าเริ่มคืบคลานเข้ามา ตะกร้าที่สะพายอยู่บนหลังก็หนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวตัดสินใจหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อดื่มน้ำและกินผลไม้ป่าที่พอหาได้รองท้อง

ขณะที่นางกำลังจะตัดสินใจเดินทางกลับเพราะเกรงว่าหากมืดค่ำกว่านี้จะเดินทางลำบาก พลันสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งผิดปกติที่ริมหน้าผาเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไป

มันคือกลุ่มพืชใบเรียวเล็กที่ดูเหมือนจะแห้งเหี่ยวใกล้ตายจนกลายเป็นสีน้ำตาลอมแดงอมส้มไปทั้งกอ มันขึ้นอยู่ในซอกหินที่ดูเหมือนจะขาดทั้งน้ำและดิน หากเป็นคนอื่นคงมองข้ามไปเพราะคิดว่าเป็นเพียงวัชพืชที่ตายแล้ว

แต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง หลิ่วอีหนิงกลับรู้สึกว่าพืชกอนั้นมีบางสิ่งที่ดึงดูดใจนางอย่างน่าประหลาด นางเพ่งสมาธิไปที่ดวงตา พยายามใช้ความสามารถประเมินโอสถจากระยะไกล ภาพข้อมูลที่ปรากฏขึ้นนั้นพร่าเลือนไม่ชัดเจนนักเนื่องจากระยะทางที่ไกลเกินไป แต่กระนั้น นางก็ยังพอมองเห็นอักษรไม่กี่ตัวที่ทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน!

`[...หญ้าห้ามเลือด...รากแดง...]`

`[สภาพ: ขาดน้ำรุนแรง ใกล้ตาย]`

`[...คุณค่าทางยา...สูง...]`

หัวใจของหลิ่วอีหนิงแทบจะหยุดเต้น! หญ้าห้ามเลือดรากแดง! แม้จะเป็นสมุนไพรระดับไม่สูงนัก แต่ก็เป็นที่ต้องการของโรงหมอและกองทัพเสมอมา ว่ากันว่าผงยาจากรากของมันสามารถห้ามเลือดจากบาดแผลฉกรรจ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์!

แต่ปัญหาก็คือ พืชกอนั้นขึ้นอยู่บนชะง่อนผาที่สูงชันและดูเปราะบาง อีกทั้งตะวันก็กำลังจะลับขอบฟ้า การปีนป่ายในเวลานี้เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวด หญิงสาวมองไปยังพืชล้ำค่าที่ใกล้ตายกอนั้น สลับกับมองเส้นทางกลับกระท่อมที่ต้องแข่งกับเวลา...นางควรจะเสี่ยง หรือจะปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอยไป?