หญ้าห้ามเลือดรากแดง

การตัดสินใจเกิดขึ้นในชั่วพริบตา!

โอกาสทองที่สวรรค์ประทานให้กองอยู่ตรงหน้า แม้จะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยง แต่สำหรับหลิ่วอีหนิงที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว นี่คือฟางเส้นสุดท้ายที่นางต้องคว้าไว้ให้มั่น

นางไม่ลังเลอีกต่อไป หญิงสาววางตะกร้าสมุนไพรใบใหญ่ที่หนักอึ้งลงกับพื้น คัดแยกสมุนไพรราคาถูกเหล่านั้นทิ้งไปจนเกือบหมด เหลือไว้เพียงส่วนที่จำเป็นและมีน้ำหนักเบาที่สุด จากนั้นจึงสะพายตะกร้าเปล่าขึ้นหลังอีกครั้ง ความเบาของมันทำให้นางคล่องตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นางก้าวเดินอย่างมั่นคงไปยังหน้าผาแห่งนั้น สองตาจับจ้องไปยังพุ่มไม้แห้งเหี่ยวสีน้ำตาลแดงเบื้องบน สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมสติและกำลังใจ ภูเขาคู่เหยาแห่งนี้เต็มไปด้วยหินผาที่พร้อมจะร่วงหล่นได้ทุกเมื่อ การปีนป่ายในยามที่แสงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าเช่นนี้ นับเป็นการกระทำที่บ้าระห่ำอย่างยิ่งยวด

สองมือของนางเกาะเกี่ยวซอกหินอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวล้วนผ่านการไตร่ตรอง เศษหินเล็กๆ ร่วงหล่นลงไปเบื้องล่างทุกครั้งที่นางขยับตัว ส่งเสียงกระทบกันก้องกังวานในความเงียบยามเย็น ชวนให้หัวใจหวาดหวั่น แต่แววตาของหลิ่วอีหนิงกลับแน่วแน่ไม่สั่นไหว

ในที่สุดปลายนิ้วของนางก็สัมผัสได้ถึงขอบชะง่อนผา! หญิงสาวออกแรงเฮือกสุดท้ายส่งร่างของตนเองขึ้นไปบนพื้นที่ราบแคบๆ ได้สำเร็จ นางหอบหายใจถี่รัว เหงื่อกาฬไหลซึมชื้นไปทั่วแผ่นหลัง แต่เมื่อสายตาเห็นกอหญ้าแห้งแล้งที่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็พลันมลายหายไปสิ้น

นางคุกเข่าลงเบื้องหน้ามันอย่างนอบน้อม พินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน นี่คือ ‘หญ้าห้ามเลือดรากแดง’ อย่างไม่ต้องสงสัย แม้ใบและลำต้นส่วนใหญ่จะแห้งกรอบจนแทบจะสลายเป็นผงธุลี แต่ในดวงตาประเมินโอสถของนางยังคงมองเห็นเส้นพลังชีวิตสีเขียวจางๆ ที่แกนกลางของรากซึ่งชอนไชลึกลงไปในซอกหิน

`[หญ้าห้ามเลือดรากแดง]`

`[สภาพ: ขาดน้ำและสารอาหารขั้นรุนแรง...รากแก้วยังคงมีพลังชีวิตหลงเหลือ]`

`[คุณค่าทางยา: ต่ำ (เนื่องจากสภาพ)]`

หัวใจของหลิ่วอีหนิงเต้นระรัวด้วยความยินดี นางหยิบเสียมขนาดเล็กที่พกติดตัวมาเสมอออกมาจากเอว บรรจงแซะขุดรอบๆ โคนต้นอย่างแผ่วเบาและอดทนที่สุด นิ้วเรียวของนางบรรจงปัดเศษดินและก้อนกรวดออกอย่างนุ่มนวล ราวกับกำลังประคองทารกแรกเกิดก็มิปาน นางต้องรักษารากฝอยเล็กๆ ทุกเส้นเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะนั่นหมายถึงโอกาสรอดที่เพิ่มขึ้น

เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวกับชั่วนิรันดร์ ในที่สุดนางก็สามารถขุดเอารากแก้วที่มีสีแดงจางๆ และยังคงความอวบอิ่มอยู่เล็กน้อยขึ้นมาได้สำเร็จ มันมีขนาดเท่าหัวแม่มือ ยาวประมาณหนึ่งคืบ หลิ่วอีหนิงหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ชุบน้ำจากกระบอกไม้ไผ่จนชุ่ม ออกมาห่อหุ้มรากวิเศษนั้นไว้อย่างดี ก่อนจะวางมันลงในส่วนที่ลึกที่สุดของตะกร้าอย่างทะนุถนอม

ภารกิจเสร็จสิ้น แต่การเดินทางกลับเพิ่งจะเริ่มต้น รัตติกาลเริ่มโรยตัวปกคลุมไปทั่วหุบเขาแล้ว หญิงสาวไม่รอช้า รีบปีนลงจากหน้าผาอย่างทุลักทุเลแต่ก็รวดเร็วกว่าขามา เมื่อเท้าแตะพื้นดินเบื้องล่างได้สำเร็จ นางก็คว้าตะกร้าใบใหญ่ที่วางทิ้งไว้แล้วออกวิ่งสุดฝีเท้า มุ่งหน้ากลับสู่กระท่อมท้ายเขาของนางทันที

เสียงหรีดหริ่งเรไรและสัตว์กลางคืนเริ่มดังระงม ป่าเขายามค่ำคืนน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก แต่หลิ่วอีหนิงไม่มีเวลาให้หวาดหวั่น ในใจของนางมีเพียงความคิดเดียว คือต้องนำ ‘ความหวัง’ ก้อนนี้กลับไปให้ถึงที่พักโดยเร็วที่สุด

“ปัง!”

เสียงปิดประตูดังลั่นขึ้นพร้อมกับที่หลิ่วอีหนิงทรุดตัวลงพิงบานประตูอย่างหมดแรง นางหอบหายใจโยน แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว นางจึงค่อยๆ ประคองตะกร้าไปวางบนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางห้อง

นางไม่แม้แต่จะจุดตะเกียงหรือหาน้ำดื่ม สิ่งแรกที่นางทำคือการหยิบปิ่นปักผมหยกแกะสลักรูปเมฆาออกมาจากมวยผม ใช้ปลายแหลมของมันกรีดลงบนปลายนิ้วของตนเองเบาๆ หยาดโลหิตสีแดงสดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนเนื้อหยก พลันเกิดแสงสว่างวาบขึ้นรอบกายนาง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะอันตรธานหายไปจากกระท่อมผุพัง

พริบตาต่อมา หลิ่วอีหนิงก็ปรากฏกายขึ้นในดินแดนแห่งสวรรค์ส่วนตัวของนาง อากาศที่นี่สดชื่นบริสุทธิ์ เสียงน้ำพุไหลรินแผ่วเบาช่วยปลอบประโลมจิตใจที่เหนื่อยล้า ที่ตรงหน้านางคือแปลงดินสีดำขลับที่อุดมสมบูรณ์และบ่อน้ำพุใสสะอาดที่ส่งไอพลังชีวิตออกมาจางๆ

นางไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว หญิงสาวตรงไปยังแปลงดินวิเศษ คุกเข่าลงและใช้มือเปล่าขุดหลุมขนาดพอเหมาะ จากนั้นจึงค่อยๆ คลี่ผ้าชุบน้ำออก เผยให้เห็นรากหญ้าห้ามเลือดที่ยังคงความชุ่มชื้นอยู่ นางบรรจงวางมันลงในหลุมด้วยสองมือ ประหนึ่งกำลังประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ กลบดินสีดำสนิททับลงไปอย่างแผ่วเบา

จากนั้น นางเดินไปตักน้ำจากบ่อน้ำพุชำระล้างด้วยกระบวยไม้ นำมารดลงบนผืนดินบริเวณที่เพิ่งปลูกสมุนไพรลงไป ทันทีที่หยาดน้ำวิเศษสัมผัสกับผืนดิน รากหญ้าห้ามเลือดที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินก็พลันส่องประกายสีแดงเรื่อรองออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไป

หลิ่วอีหนิงถอนหายใจอย่างโล่งอก นางทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว ที่เหลือคงต้องปล่อยให้เป็นอำนาจของมิติแห่งนี้ หญิงสาวออกจากมิติด้วยความอ่อนเพลียถึงขีดสุด ล้มตัวลงนอนบนเตียงแข็งๆ โดยไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือแม้แต่เช็ดหน้า ความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำมาทั้งวันทำให้นางผล็อยหลับไปในทันที

...เวลาล่วงผ่านไปหนึ่งราตรี...

แสงอรุณรุ่งของวันใหม่สาดส่องผ่านรอยแตกของฝาผนังกระท่อมเข้ามา ปลุกหลิ่วอีหนิงให้ตื่นจากนิทรา นางลุกขึ้นนั่งด้วยความงัวเงีย แต่แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อวานก็ฉายชัดขึ้นมาในมโนสำนึก!

นางรีบเข้าสู่มิติฟาร์มโอสถสวรรค์อีกครั้งในทันที!

แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้นางต้องหยุดชะงักและเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ!

ณ บริเวณที่นางฝังรากไม้ใกล้ตายลงไปเมื่อคืนนี้ บัดนี้กลับกลายเป็นกอหญ้าสีเขียวสดที่เจริญงอกงามสะพรั่ง! ใบเรียวยาวตั้งตรงแข็งแรง แต่ละใบล้วนชุ่มชื้นอวบอิ่มส่งประกายภายใต้แสงของมิติ เมื่อมองลึกลงไปที่โคนต้น นางยังมองเห็นหน่อใหม่หลายหน่อกำลังแทงยอดขึ้นมาจากผืนดิน และที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคือ รากของมันที่ชอนไชอยู่ใต้ผืนดินนั้นมีสีแดงเข้มสดใสดุจโลหิต บ่งบอกถึงพลังโอสถที่เปี่ยมล้น!

มันเติบโตราวกับเวลาได้ผ่านไปแล้วหนึ่งเดือนเต็ม!

“สวรรค์! นี่มัน...” หลิ่วอีหนิงอุทานออกมาอย่างลืมตัว

นางรีบใช้ดวงตาประเมินโอสถตรวจสอบทันที

`[หญ้าห้ามเลือดรากแดง]`

`[สภาพ: สมบูรณ์แข็งแรงขั้นสูงสุด พลังโอสถเข้มข้น]`

`[ระยะเวลาเก็บเกี่ยว: 7 วัน (ในมิติ)]`

ดวงตาของหลิ่วอีหนิงทอประกายเจิดจ้า หนึ่งวันในโลกภายนอกเท่ากับหนึ่งเดือนในมิติ! และสมุนไพรนี้ต้องการเวลาเพียงเจ็ดวันในมิติเพื่อเติบโตเต็มที่ นั่นหมายความว่า...ในโลกภายนอก นางใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ! แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นนี้ นางรอเพียงแค่คืนเดียวก็เพียงพอแล้ว!

นางเริ่มคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว หากนางเก็บเกี่ยวในวันพรุ่งนี้ นางจะได้หญ้าห้ามเลือดรากแดงคุณภาพสูงสุดไปขายเพื่อทำทุนก้อนแรก และหน่อใหม่ที่แตกออกมาเหล่านี้...ไม่ช้าก็จะกลายเป็นทุ่งหญ้าห้ามเลือดรากแดงที่ทำเงินให้นางได้อย่างมหาศาล! เส้นทางสู่ความร่ำรวยเปิดออกกว้างอยู่ตรงหน้านางแล้ว!

ขณะที่หลิ่วอีหนิงกำลังยืนยิ้มอย่างมีความสุขกับอนาคตอันสดใสที่วาดฝันไว้ พลันมีเสียงแหลมเสียดแก้วหูดังขึ้นจากด้านนอกกระท่อมที่เงียบสงบ

“นังเด็กไร้ค่า! อยู่ข้างในใช่หรือไม่! ออกมาเดี๋ยวนี้! ข้าเห็นนะว่าเจ้าแอบขโมยไก่ป่าของข้าไป!”

รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิ่วอีหนิงพลันแข็งค้าง ความหวังและความสุขที่เพิ่งก่อตัวขึ้นถูกทำลายลงในพริบตาด้วยเสียงของผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ