คำเย้ยหยันของสะใภ้จ้าว
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิ่วอีหนิงพลันแข็งค้าง ความปีติยินดีจากภาพทุ่งโอสถสวรรค์ในมิติพลันมลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและระแวดระวัง นางออกจากมิติกลับสู่กระท่อมซอมซ่อในทันที
เสียงแหลมเสียดแก้วหูนั้นยังคงดังอย่างต่อเนื่องจากภายนอก “นังเด็กไร้ค่า! อยู่ข้างในใช่หรือไม่! ออกมาเดี๋ยวนี้! ข้าเห็นนะว่าเจ้าแอบขโมยไก่ป่าของข้าไป!”
หลิ่วอีหนิงขมวดคิ้วมุ่น ผู้ที่มาคือสะใภ้ใหญ่ของบ้านสกุลจ้าว หญิงวัยกลางคนที่ขึ้นชื่อเรื่องปากคอเราะรายและขี้อิจฉาที่สุดในหมู่บ้านชิงสุ่ย นางสูดลมหายใจลึก ข่มประกายตาที่แข็งกร้าวลง แล้วจึงเดินไปเปิดประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
เบื้องหน้าคือสตรีร่างท้วมในชุดผ้าเนื้อหยาบสีตุ่น นางกำลังยืนเท้าสะเอว จ้องเขม็งมาที่หลิ่วอีหนิงด้วยแววตาดูแคลน “ในที่สุดก็โผล่หัวออกมานะ นังตัวดี! เอาไก่ป่าของข้าคืนมา!”
“ท่านป้าจ้าว” หลิ่วอีหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าไม่เข้าใจว่าท่านพูดเรื่องอันใด ข้าอยู่ในกระท่อมตลอดทั้งบ่าย ไม่ได้ออกไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว”
สะใภ้จ้าวแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “โกหก! เมื่อครู่ข้าเห็นเงาตะคุ่มๆ วิ่งหายเข้าไปในป่าไผ่หลังกระท่อมของเจ้า ไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใครที่นี่! แถวนี้มีเพียงเจ้าที่อดอยากปากแห้งจนต้องขโมยของชาวบ้านกิน!”
คำพูดของนางเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง หลิ่วอีหนิงยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง “ท่านป้าคงตาฝาดไปแล้ว ที่นี่เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดใบไผ่ หากท่านคิดว่าไก่ป่าของท่านหายไปจริง ควรไปตามหาในป่าให้ดี มิจำเป็นต้องมาส่งเสียงดังโวยวายที่หน้ากระท่อมของข้า”
การไม่แสดงท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจของหลิ่วอีหนิงยิ่งทำให้สะใภ้จ้าวขุ่นเคือง นางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างจับผิด แล้วสายตาของนางก็พลันหยุดลงที่จอบและเสียมที่วางพิงอยู่ข้างฝากระท่อม พร้อมกับร่องรอยดินใหม่ที่ถูกขุดขึ้นเป็นแปลงเล็กๆ
ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้น ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นราวกับได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในใต้หล้า
“ฮ่าๆๆ! โอ๊ย ข้าจะตายอยู่แล้ว! นี่เจ้าคิดจะทำอะไร? ปลูกผักรึ?” นางชี้ไปยังแปลงดินขนาดเล็กที่เพิ่งถูกถางอย่างหยาบๆ “เจ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร? ดินท้ายเขาคู่เหยาแข็งเป็นหิน มีแต่กรวดกับทราย ใครๆ ก็รู้ว่าปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น มีแต่คนเสียสติเท่านั้นที่คิดจะมาพลิกดินที่นี่!”
คำเย้ยหยันนั้นเสียดแทงยิ่งกว่าคำกล่าวหาว่าขโมยของเสียอีก มันคือการตอกย้ำถึงสภาพอันน่าเวทนาของนางในสายตาของชาวบ้าน
ทว่าหลิ่วอีหนิงหาได้สะทกสะท้านไม่ นางเพียงเหลือบมองแปลงดินที่ตนเพิ่งลงแรงไปชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความสมเพชของสะใภ้จ้าว
“แล้วมันเกี่ยวอันใดกับท่านด้วยเล่าเจ้าคะ?” น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่มองไม่เห็น “ข้าจะทำอะไรบนที่ดินของข้า มันหนักส่วนใดของท่านป้าหรือ? หรือว่าการที่ท่านไม่มีอะไรทำนอกจากเดินสอดส่องเรื่องของชาวบ้าน มันทำให้ท่านรู้สึกว่าชีวิตของตนเองมีค่าขึ้นมาบ้าง?”
คำพูดที่สุภาพแต่เชือดเฉือนราวคมมีดทำให้สะใภ้จ้าวชะงักงัน ใบหน้าที่เคยหัวเราะเยาะพลันแดงก่ำด้วยความโกรธจัด “นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! เจ้ากล้าดียังไงมาสั่งสอนข้า!”
“ข้ามิได้สั่งสอน” หลิ่วอีหนิงตอบกลับอย่างใจเย็น “ข้าเพียงแค่พูดความจริง ข้ามีงานของข้าต้องทำ ไม่มีเวลาว่างมาต่อปากต่อคำกับคนที่วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากจับกลุ่มนินทาผู้อื่น หากท่านป้าว่างมากนัก ไฉนไม่กลับไปดูแลบ้านช่องของท่านให้ดีเล่า หรือว่ากลัวสามีของท่านจะแอบเอาเงินไปเล่นพนันจนหมดตัวอีก?”
ประโยคสุดท้ายแทงใจดำของสะใภ้จ้าวอย่างจัง! เรื่องที่สามีของนางติดพนันเป็นที่รู้กันไปทั่ว แต่ไม่มีใครกล้าพูดต่อหน้านางตรงๆ การถูกเด็กสาวที่ทุกคนรังเกียจหยิบยกขึ้นมาตอกหน้า ทำให้ใบหน้าของนางเขียวสลับแดงราวกับถูกตบอย่างแรง
“เจ้า...เจ้า!” สะใภ้จ้าวตัวสั่นเทาด้วยความโกรธจนพูดไม่ออก นางชี้หน้าหลิ่วอีหนิงอย่างอาฆาต “ข้าจะคอยดู! คอยดูวันที่เจ้าอดตายอยู่ข้างกระท่อมผุๆ นี่แหละ! ถึงวันนั้นอย่าหวังว่าข้าจะโยนเศษข้าวให้แม้แต่เม็ดเดียว!”
พูดจบนางก็สะบัดหน้ากระทืบเท้าปึงปังเดินจากไปอย่างหัวเสีย ทิ้งไว้เพียงฝุ่นดินที่คลุ้งตลบ
หลิ่วอีหนิงมองตามแผ่นหลังอ้วนกลมนั้นไปจนลับสายตาด้วยแววตาเรียบเฉย นางหาได้ใส่ใจคำสาปแช่งเหล่านั้นไม่ การโต้เถียงกับคนพาลมีแต่จะเสียเวลาและพลังงานโดยใช่เหตุ การใช้คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคเพื่อขับไล่แขกไม่ได้รับเชิญไปให้พ้นทาง ถือเป็นการจัดการที่ได้ผลที่สุดแล้ว
นางหันกลับมาสนใจงานของตนเองต่อ ผืนดินที่แข็งกระด้างและเต็มไปด้วยหินนี้ คือฉากบังหน้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับความลับของนาง ในเมื่อทุกคนเชื่อว่าที่นี่ปลูกอะไรไม่ขึ้น หากวันใดมีพืชผลงอกงามขึ้นมาจริงๆ ย่อมไม่มีใครสงสัยว่ามันมาจากน้ำพักน้ำแรงของนางเอง
หลิ่วอีหนิงลงมือขุดดิน ถอนวัชพืช และเก็บก้อนหินออกจากแปลงดินจำลองนั้นอย่างขะมักเขม้น เหงื่อไหลซึมหน้าผากแต่แววตาของนางกลับมุ่งมั่น นี่คืองานหนักที่ต้องใช้ความอดทน แต่เพื่ออนาคตแล้ว นางยอมเหนื่อยยากในวันนี้
เมื่อจัดเตรียมแปลงดินขนาดเล็กจนเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ตะวันก็คล้อยต่ำลงใกล้จะลับขอบฟ้า นางมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง จึงเดินกลับเข้าไปในกระท่อมพร้อมกับถังไม้ใบเก่า
เพียงชั่วพริบตาเดียวนางก็กลับเข้าไปในมิติฟาร์มโอสถสวรรค์ นางเดินตรงไปยังบ่อน้ำพุชำระล้าง ตักน้ำใสสะอาดที่ส่งไอเย็นจางๆ ขึ้นมาค่อนถัง จากนั้นจึงกลับออกมายังโลกภายนอก แล้วจึงตักน้ำจากโอ่งดินเก่าๆ ผสมลงไปในถังเพื่อเจือจางความเข้มข้นของน้ำวิเศษ
นางยกถังไม้เดินกลับไปยังแปลงดินจำลอง แล้วค่อยๆ บรรจงรดน้ำที่ผสมน้ำพุวิเศษเจือจางลงบนผืนดินที่แห้งผากนั้นอย่างช้าๆ
น้ำวิเศษจะค่อยๆ ซึมซาบลงไป ปรับปรุงโครงสร้างของดินที่แข็งกระด้าง ฟื้นฟูแร่ธาตุ และขับไล่สิ่งไม่พึงประสงค์ออกไปอย่างช้าๆ มันอาจต้องใช้เวลา แต่ในระยะยาว ผืนดินต้องสาปผืนนี้จะกลายเป็นดินอุดมสมบูรณ์ที่สามารถเพาะปลูกได้จริง และมันจะเป็นข้ออ้างชั้นดีสำหรับผลผลิตของนางในอนาคต
หลังจากรดน้ำจนทั่วแล้ว หลิ่วอีหนิงก็เก็บเครื่องมือเข้าที่ นางมองผลงานของตนเองตลอดบ่ายด้วยความพอใจ แปลงดินเล็กๆ ที่ดูไม่น่าจะมีความหวังใดๆ ในสายตาคนอื่น กลับเป็นก้าวแรกที่สำคัญบนเส้นทางสู่ความมั่งคั่งของนาง
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจตบตาชาวบ้านสำหรับวันนี้แล้ว จิตใจของนางก็หวนกลับไปหาขุมทรัพย์ที่แท้จริง นางรีบกลับเข้ากระท่อม ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะหลับตาลงและส่งจิตเข้าสู่มิติฟาร์มโอสถสวรรค์อีกครั้ง
ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตาในวินาทีต่อมา ทำให้นางต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ!
เบื้องหน้าของนาง หาใช่เพียงกอหญ้าห้ามเลือดรากแดงที่งอกงามเพียงหย่อมเดียวอีกต่อไป แต่เป็นทุ่งหญ้าสีเขียวสดที่แผ่ขยายกว้างไกลจนเกือบเต็มพื้นที่เพาะปลูก! หน่อใหม่ที่นางเห็นเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้ได้เติบโตขึ้นเป็นต้นสมบูรณ์แข็งแรง และยังแตกหน่อใหม่ออกไปอีกนับไม่ถ้วน ราวกับผืนพรมสีเขียวขจีที่สวรรค์ประทานให้! กลิ่นหอมสดชื่นของโอสถลอยอบอวลไปทั่วทั้งมิติ บ่งบอกถึงพลังที่อัดแน่นจนแทบจะทะลักออกมา
ดวงตาของหลิ่วอีหนิงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนตื่นเต้น นี่มัน...นี่มันเกินกว่าที่นางคาดคิดไว้มากนัก! หญ้าห้ามเลือดรากแดงเหล่านี้พร้อมให้เก็บเกี่ยวแล้ว