สามีผู้กตัญญูจนตาบอด

ซูหลันผุดลุกขึ้นจากเตียงไม้เก่าซอมซ่ออย่างรวดเร็ว นัยน์ตาหงส์ที่เคยเรียบเฉยพลันฉายแววระแวดระวัง ท่ามกลางความมืดมิดในยามวิกาล เสียงทุบประตูด้านนอกยังคงดังสนั่นแข่งกับเสียงตะโกนโหวกเหวกของชาวบ้าน นางไม่รอช้า รีบคว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมทับแล้วก้าวเท้าออกไปที่ลานบ้าน

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บานประตูห้องหลักก็ถูกกระชากเปิดออก หวังชุ่ยฮวาก้าวฉับๆ ออกมาด้วยใบหน้าถมึงทึง ปากก็ก่นด่าไม่หยุดหย่อน "ดึกดื่นป่านนี้ผู้ใดมาแหกปากโวยวายหน้าบ้านคนอื่นกัน! หากต้าหลางของข้าตกใจจนลืมตำราที่ท่องจำไว้ พวกเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือไม่!"

ทว่าเมื่อหวังชุ่ยฮวาเดินไปปลดดาลประตูไม้หน้าบ้าน แสงจากคบเพลิงของชาวบ้านที่สาดส่องเข้ามาก็ทำให้นางถึงกับผงะ คำด่าทอที่เตรียมไว้ถูกกลืนหายลงไปในลำคอ

เบื้องหน้าของพวกนางคือร่างของ 'เฉินเอ้อร์หลาง' ที่ยืนหอบหายใจรวยริน เสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ ของเขาขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ชาวบ้านสองสามคนที่ช่วยประคองเขามาต่างมีสีหน้าตื่นตระหนก

ซูหลันหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณสายสืบทำงานโดยอัตโนมัติ นางเพ่งมองไปยังร่างของสามีในนามอย่างเงียบเชียบ 'เนตรวิเคราะห์' ซึ่งเป็นความสามารถจากมิติเรือนกระจกถูกเปิดใช้งานทันที หน้าต่างข้อมูลโปร่งแสงที่คนอื่นมองไม่เห็นปรากฏขึ้นตรงหน้า

[เป้าหมาย: เฉินเอ้อร์หลาง]

[สถานะร่างกาย: อ่อนเพลียสะสมระดับรุนแรง, ขาดสารอาหาร, มีรอยขีดข่วนตามผิวหนังจากกิ่งไม้บาด]

[ข้อควรระวัง: คราบเลือดบนเสื้อผ้าร้อยละเก้าสิบเป็นเลือดของสัตว์ปีก ไม่พบรอยแผลฉกรรจ์บนร่างกาย]

เมื่อเห็นผลการวิเคราะห์ ซูหลันก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก คราบเลือดที่ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นแท้จริงแล้วไม่ใช่เลือดของเขา ทว่าสายตาของนางก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่มือข้างขวาของเอ้อร์หลางที่กำลังกำรอบคอของไก่ป่าตัวอ้วนพีซึ่งสิ้นใจไปแล้ว ขนของมันมีสีสันสวยงามและมีขนาดใหญ่พอที่จะตุ๋นได้หม้อใหญ่

"สวรรค์เมตตา! ไก่ป่าตัวโตถึงเพียงนี้!"

เสียงอุทานด้วยความปีติยินดีดังแทรกขึ้นมาลบความตึงเครียดจนหมดสิ้น หวังชุ่ยฮวาไม่ได้สนใจเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นหรือใบหน้าที่ซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าของบุตรชายคนรองเลยแม้แต่น้อย นางปราดเข้าไปแย่งไก่ป่าจากมือของเอ้อร์หลางมาถือไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความโลภและหลงใหลราวกับได้ทองคำล้ำค่า

"เอ้อร์หลาง เจ้าช่างรู้ใจแม่นัก! รู้หรือไม่ว่าช่วงนี้ต้าหลางของพวกเราอ่านหนังสือเตรียมสอบจวี่เหรินจนดึกดื่นทุกคืน ร่างกายผ่ายผอมลงไปตั้งเท่าใด แม่กำลังกลุ้มใจว่าจะหาอันใดมาบำรุงสมองให้พี่ชายเจ้า ไก่ป่าตัวนี้ช่างมาได้จังหวะพอดี พรุ่งนี้เช้าแม่จะตุ๋นน้ำแกงไก่ใส่สมุนไพรให้ต้าหลางกินแต่เช้า!" หวังชุ่ยฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม แต่สายตากลับจับจ้องอยู่เพียงแค่ซากสัตว์ในมือ

เฉินต้าหลางที่เพิ่งเดินหาวหวอดๆ ออกมาจากห้องนอน เมื่อได้ยินคำว่าน้ำแกงไก่ป่า ดวงตาก็พลันเป็นประกาย เขายืดอกขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจองหอง "น้องรองลำบากเจ้าแล้ว แต่เพื่ออนาคตของตระกูลเฉิน เจ้าจงอดทนไปก่อนเถิด หากข้าสอบได้เป็นขุนนางเมื่อใด ข้าจะไม่ลืมความดีความชอบของเจ้าที่หาเสบียงมาบำรุงข้าเลย"

ซูหลันยืนมองฉากละครเบื้องหน้าด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เฉินเอ้อร์หลางเพิ่งกลับมาจากการรับจ้างตัดไม้บนเขาหมอกเร้นที่แสนอันตราย ต้องทนหนาวทนเหนื่อยมาทั้งวัน หนำซ้ำยังอุตส่าห์ล่าไก่ป่ามาได้ แต่มารดาผู้บังเกิดเกล้ากลับไม่เอ่ยปากถามไถ่ถึงความปลอดภัยของเขาสักครึ่งคำ ไม่แม้แต่จะให้เขาเข้าไปล้างหน้าล้างตาพักผ่อน กลับรีบยึดเอาผลงานไปประเคนให้พี่ชายคนโตผู้เอาแต่เกียจคร้านอยู่แต่ในห้องอย่างหน้าตาเฉย

ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าคือปฏิกิริยาของเฉินเอ้อร์หลาง ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาแต่ซูบซีดคลี่ยิ้มจางๆ ออกมา เขาประสานมือคารวะมารดาและพี่ชายอย่างนอบน้อม "ท่านแม่กล่าวหนักไปแล้ว ขอเพียงพี่ใหญ่สุขภาพแข็งแรงและสอบผ่าน งานหนักเพียงแค่นี้ข้าทนได้ขอรับ"

ซูหลันแทบจะแค่นเสียงหยันออกมาดังๆ บิดามารดารักลูกไม่เท่ากันนั้นพอเข้าใจได้ แต่ความกตัญญูที่มืดบอดจนยอมให้ผู้อื่นเหยียบย่ำหยาดเหงื่อแรงกายของตนเองเช่นนี้ ช่างโง่เขลาเสียจนนางนึกอยากจะจับเขามาเขย่าเรียกสติ เอ้อร์หลางทำงานหนักแทบตายเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว แต่ผลประโยชน์ทั้งหมดกลับถูกมารดาและพี่ชายสูบกินไปจนหมดสิ้น ทิ้งให้ภรรยาของตนเองต้องกินข้าวบูดผสมยาพิษจนร่างกายทรุดโทรม

หลังจากชาวบ้านแยกย้ายกันกลับไป หวังชุ่ยฮวาก็หิ้วไก่ป่าเดินเข้าครัวไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้เอ้อร์หลางเดินลากขากลับมาที่ห้องพักซอมซ่อของตนเอง ซูหลันเดินตามหลังเขาเข้ามาในห้อง ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา

ภายในห้องที่สว่างด้วยแสงจันทร์สลัว เฉินเอ้อร์หลางทรุดตัวลงนั่งบนเตียงไม้ เขาหันมามองซูหลันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดระคนห่วงใย ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อที่อกซ้าย ก่อนจะหยิบเอาบางสิ่งที่มีเศษผ้าห่อหุ้มไว้อย่างมิดชิดออกมา

"หลันเอ๋อร์... ข้า... ข้าซ่อนสิ่งนี้ไว้ให้เจ้า" เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับกลัวว่าใครจะมาได้ยิน

ซูหลันรับห่อผ้านั้นมาเปิดดู ภายในคือมันเผาหัวหนึ่งที่ถูกบี้จนแบนแต๊ดแต๋จากการถูกกดทับ แต่กระนั้นมันยังคงส่งไออุ่นๆ ออกมา แสดงให้เห็นว่าคนตรงหน้าทะนุถนอมและเก็บซ่อนมันไว้แนบอกตลอดทางกลับบ้าน เพื่อไม่ให้มารดาของตนค้นเจอและริบไป

"เจ้าผอมลงไปมาก... ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง กินเสียหน่อยเถิด ข้าขอโทษที่ไม่อาจปกป้องส่วนแบ่งเนื้อไก่ให้เจ้าได้ ท่านแม่บอกว่าพี่ใหญ่ต้องใช้ความคิดหนัก..." เอ้อร์หลางหลบสายตา ก้มหน้ามองมือที่หยาบกร้านของตนเอง

ซูหลันมองมันเผาในมือสลับกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของสามี ความหงุดหงิดในใจพลันลดทอนลงไปหลายส่วน ทว่าความมุ่งมั่นกลับเพิ่มพูนขึ้นทวีคูณ เนตรวิเคราะห์ตรวจสอบแล้วว่ามันเผานี้ปลอดภัยไร้สารพิษเจือปน ชายผู้นี้ไม่ใช่คนเลวร้าย เขารักและห่วงใยภรรยาจากใจจริง ทว่าเขากลับถูกค่านิยมความกตัญญูที่บิดเบี้ยวหล่อหลอมจนกลายเป็นคนหัวอ่อน ไม่กล้าลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องครอบครัวเล็กๆ ของตนเอง

"ข้าเข้าใจแล้ว ท่านรีบพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องทำงานอีก" ซูหลันเอ่ยเรียบๆ นางแบ่งมันเผาครึ่งหนึ่งยัดใส่มือเขา ก่อนจะนำส่วนของตนเองเข้าปาก รสชาติหวานปะแล่มของมันเผาช่วยบรรเทาความหิวโหยได้บ้าง นางลอบตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในใจ... ในเมื่อเขายังมีความดีหลงเหลืออยู่ นางนี่แหละจะเป็นผู้ฉีกกระชากหน้ากากความกตัญญูจอมปลอมของคนบ้านเฉิน และเบิกตาที่มืดบอดของเขาให้สว่างกระจ่างแจ้งเอง!

หลังจากเฉินเอ้อร์หลางหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย เสียงกรนเบาๆ ก็ดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ ซูหลันนั่งขัดสมาธิบนเตียง กำหนดลมหายใจเพื่อดึงพลังวิเศษจากน้ำพุในมิติมาเยียวยาร่างกายอย่างเงียบเชียบ

ทว่าในขณะที่สรรพสิ่งรอบกายกำลังจมดิ่งสู่ความสงบยามค่ำคืน โสตประสาทที่เฉียบคมจากการฝึกฝนสายสืบของนางพลันได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบา... แผ่วเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงลมพัด

กึก... เอี๊ยด...

แผ่นไม้กระดานที่ระเบียงทางเดินหน้าห้องส่งเสียงลั่นเบาๆ เงาดำสายหนึ่งทาบทับลงบนบานหน้าต่างกระดาษ รูปร่างของเงานั้นดูเล็กแคระแกร็น คล้ายกับสตรีร่างเล็กที่กำลังจดๆ จ้องๆ พยายามแอบมองลอดรอยขาดของกระดาษหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง ซูหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้นในความมืด นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังเงาดำนั้น... สายตาของผู้บุกรุกยามวิกาลไม่ได้มองมาที่ตัวคน แต่มองตรงไปยังหีบไม้เก่าๆ มุมห้อง ซึ่งเป็นที่เก็บ 'ปิ่นปักผมเงิน' สินเดิมชิ้นสุดท้ายที่มารดาทิ้งไว้ให้นางก่อนสิ้นใจ!

ริมฝีปากบางของซูหลันเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ ดูเหมือนว่าแผนการสั่งสอนคนตระกูลเฉิน... จะต้องเริ่มเร็วกว่าที่คิดเสียแล้ว!