สั่งสอนหัวขโมยน้อย
บานประตูไม้เก่าซอมซ่อถูกผลักออกอย่างเชื่องช้า เสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังขึ้นเพียงแผ่วเบาถูกกลบด้วยเสียงลมหนาวที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง ซูหลันที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเตี้ยยังคงรักษาระดับลมหายใจให้ราบเรียบสม่ำเสมอ ประหนึ่งคนหลับสนิท ทว่านัยน์ตาหงส์ที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งกลับทอประกายคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อหลงเข้ามาในถ้ำ
ผ่านแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดรอยขาดของกระดาษกรุหน้าต่าง รูปร่างของสตรีที่ย่องกริบเข้ามานั้นปรากฏชัดเจน... เฉินเจียวเจียว น้องสาวร่วมอุทรของเฉินเอ้อร์หลาง หญิงสาววัยแรกรุ่นที่มักจะเชิดหน้าชูตา ทำตัวราวกับคุณหนูในห้องหอ ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงบุตรสาวชาวนา ทว่ายามนี้คุณหนูจอมปลอมกลับมีสภาพไม่ต่างจากหนูสกปรกที่ลอบเข้ามาขโมยของยามวิกาล
เจียวเจียวย่องผ่านปลายเตียงที่เฉินเอ้อร์หลางนอนกรนเสียงดังอย่างระมัดระวัง สายตาของนางไม่ได้ปรายมองพี่ชายหรือพี่สะใภ้แม้แต่น้อย เป้าหมายเดียวของนางคือหีบไม้ฝังมุกเก่าๆ ที่มุมห้อง มือเล็กที่สั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นค่อยๆ เอื้อมไปปลดสลักหีบ
"กริ๊ก..."
เสียงสลักทองเหลืองดังขึ้นเบาๆ เจียวเจียวลอบกลืนน้ำลาย คุ้ยเขี่ยเสื้อผ้าเก่าขาดของซูหลันออกอย่างรังเกียจ ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสเข้ากับห่อผ้าแพรสีซีด เมื่อคลายปมออก ประกายสีเงินยวงก็สะท้อนเข้าตา ปิ่นปักผมเงินแท้สลักลายดอกมู่หลาน สินเดิมชิ้นสุดท้ายที่มารดาของซูหลันเหลือทิ้งไว้ให้!
"ฮี่ๆ... ในที่สุดก็หาเจอ ท่านแม่พูดไม่ผิด นังตัวไร้ค่านี่ซ่อนของดีเอาไว้จริงๆ ด้วยปิ่นเล่มนี้ ข้าก็จะได้มีเครื่องประดับไปอวดพวกนังซิ่วเอ๋อร์ในงานเทศกาลแล้ว" เจียวเจียวพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มละโมบปรากฏบนใบหน้า ขณะที่นางกำลังจะสอดปิ่นเงินเข้าไปในสาบเสื้อของตนเองนั้น...
"พรึบ!"
ความมืดมิดพลันถูกฉีกกระชาก เงาร่างหนึ่งพุ่งตัวลงจากเตียงด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ มือเรียวบางที่ดูเผินๆ เหมือนจะไร้เรี่ยวแรง กลับตะปบเข้าที่ข้อมือของเจียวเจียวอย่างแม่นยำราวกับคีมเหล็ก!
"โอ๊ย!"
เจียวเจียวแผดเสียงร้องลั่นด้วยความตกใจและเจ็บปวด ซูหลันไม่ได้ใช้กำลังป่าเถื่อน แต่นางใช้ทักษะการจับกุมของสายสืบสมัยใหม่ กดเข้าที่จุดชีพจรบนข้อมืออย่างพอเหมาะ อาศัยหลักการบิดข้อต่อเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งความเจ็บปวดร้าวลึกไปถึงกระดูก
"ขโมยของยามวิกาล... ช่างกล้าหาญนักนะ น้องเล็ก" น้ำเสียงของซูหลันเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดู ปราศจากความหวาดกลัวหรืออ่อนน้อมดังเช่นกาลก่อน
ปิ่นเงินร่วงหล่นจากมือที่ไร้เรี่ยวแรง ซูหลันใช้มืออีกข้างคว้ามันไว้กลางอากาศอย่างงดงาม เจียวเจียวพยายามดิ้นรน น้ำตาแห่งความเจ็บปวดทะลักออกจากเบ้าตา "ปล่อยข้านะ! นังแพศยา! เจ้ากล้าทำร้ายข้าหรือ! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ พี่รอง! พี่รองช่วยข้าด้วย!"
เสียงเอะอะโวยวายทำให้เฉินเอ้อร์หลางสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง เขาลุกพรวดขึ้นมาขยี้ตา มองเห็นภรรยาของตนกำลังจับข้อมือน้องสาวเอาไว้ในความมืด "ซูหลัน? เจียวเจียว? นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น..."
"หุบปาก!" ซูหลันตวัดสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารไปทางเฉินเอ้อร์หลาง ทำเอาชายหนุ่มหัวอ่อนถึงกับผงะ ถ้อยคำที่กำลังจะเอ่ยถูกกลืนหายลงไปในลำคอ จากนั้นนางจึงหันกลับมาบิดข้อมือเจียวเจียวเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง
"อ๊าก! เจ็บ! ข้าเจ็บ!" เจียวเจียวทรุดเข่าลงกับพื้น ร้องไห้จ้าจนน้ำมูกน้ำตาไหลอาบแก้ม สติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิงด้วยความหวาดกลัวต่อท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับปีศาจของพี่สะใภ้
"เจ็บหรือ? ความเจ็บปวดแค่นี้เทียบได้กับเศษเสี้ยวที่เจ้าและแม่ของเจ้าทำกับข้าหรือไม่!" ซูหลันกระซิบเสียงเหี้ยม "ดึกดื่นค่อนคืน ลอบเข้าห้องพี่ชายและพี่สะใภ้เพื่อลักขโมยสินเดิม เจ้าคิดว่าข้าควรทำเช่นไรดี? ส่งตัวเจ้าให้ทางการข้อหาลักทรัพย์ดีหรือไม่! ให้เจ้าหน้าที่กระชากเสื้อผ้าเจ้า โบยตีด้วยไม้พลองกลางศาลเตี้ย ให้ชาวบ้านทั้งอำเภอได้เห็นสันดานโจรของเจ้า!"
"ไม่! ไม่นะ! ข้าไม่ได้ขโมย ข้าแค่... ข้าแค่มาดู!" เจียวเจียวสติแตก ละล่ำละลักปฏิเสธทั้งที่หลักฐานคาตา ความหวาดกลัวคุกคามจนร่างสั่นเทาเป็นลูกนกตกน้ำ
"ตึง!"
บานประตูห้องถูกถีบเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับร่างอวบอ้วนของหวังชุ่ยฮวาที่พุ่งพรวดเข้ามา ในมือถือตะเกียงน้ำมันที่ส่องให้เห็นใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ตามติดมาด้วยหลี่ซิ่วเหมยสะใภ้ใหญ่ที่ชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"นังตัวดี! เจ้ากล้าทำร้ายลูกสาวสุดที่รักของข้าเชียวหรือ! วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!" หวังชุ่ยฮวาแผดเสียงด่าทอ เมื่อเห็นแก้วตาดวงใจคุกเข่าร้องไห้กุมข้อมืออยู่บนพื้น นางก็หน้ามืดตามัว คว้าไม้กวาดด้ามแข็งที่พิงอยู่หน้าประตูเงื้อขึ้นสุดแขน หมายจะฟาดลงบนศีรษะของซูหลันให้แตกคาที่
"ท่านแม่! อย่านะ!" เฉินเอ้อร์หลางเพิ่งตั้งสติได้ รีบถลันตัวเข้ามาหมายจะขวาง แต่ความเชื่องช้าของเขาย่อมไม่ทันสถานการณ์
ทว่าซูหลันกลับไม่หลบหลีก นางยืนหยัดหลังตรงอย่างสง่าผ่าเผย นัยน์ตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังด้ามไม้ที่กำลังฟาดลงมา ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ราบเรียบแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา
"เอาสิ! ตีลงมาเลย! แต่ก่อนที่ไม้กระบองของท่านจะตกถึงตัวข้า จงสดับฟังให้ดี!" เสียงของซูหลันกังวานก้อง เปี่ยมไปด้วยอำนาจจนหวังชุ่ยฮวาชะงักกึกไปชั่วขณะ "กฎหมายแคว้นต้าฉู่ มาตราที่สิบเจ็ดว่าด้วยการลักทรัพย์ ผู้ใดบุกรุกเคหสถานยามวิกาลเพื่อขโมยสิ่งของ โดยเฉพาะสินเดิมของสตรีที่แต่งเข้าสกุล ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โทษสถานเบาคือโบยห้าสิบไม้ ประจานรอบเมือง โทษสถานหนักคือสักหน้าผากและเนรเทศไปใช้แรงงานชายแดน!"
มือที่ถือไม้กวาดของหวังชุ่ยฮวาสั่นระริกค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าที่เคยเหี่ยวย่นด้วยความเกรี้ยวกราดพลันซีดเผือด ซูหลันก้าวรุกคืบเข้าไปหนึ่งก้าว ปล่อยรังสีคุกคามจนแม่สามีต้องเผลอก้าวถอยหลัง
"ท่านลองคิดดูให้ดีเถิดหวังชุ่ยฮวา หากพรุ่งนี้เช้าข้านำปิ่นเงินเล่มนี้ไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลว่าที่ว่าการอำเภอ บุตรสาวสุดที่รักของท่านจะต้องรับโทษโบยจนเนื้อแตกเลือดสาด ไม่เพียงเท่านั้น ประวัติของนางจะด่างพร้อยกลายเป็น 'สตรีหัวขโมย' ข้าอยากรู้นักว่า ชาตินี้จะมีบุรุษบ้านไหน หรือบัณฑิตหน้าโง่คนใด กล้าส่งแม่สื่อมาทาบทามโจรไปเป็นฮูหยิน! นางจะต้องอยู่เป็นสาวเทื้อคาบ้าน หรือไม่ก็ต้องขายตัวเป็นนางโลมชั้นต่ำเพื่อหาเลี้ยงชีพ!"
"เจ้า... นังปีศาจ... เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ!" หวังชุ่ยฮวาเค้นเสียงรอดไรฟัน แต่ดวงตากลับฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด นางเป็นเพียงชาวบ้านป่าดงดอย แม้จะปากคอเราะร้ายและชื่นชอบการรังแกผู้อื่น แต่เมื่อเผชิญกับข้อกฎหมายบ้านเมืองและอนาคตการแต่งงานของบุตรสาว ย่อมเกิดความหวาดกลัวจับใจ
"ข้าหาได้ขู่ไม่ แต่ข้ากำลังบอกกล่าวตามความเป็นจริง" ซูหลันเหยียดยิ้มเย็นชา "หลักฐานคาตาพยานพร้อม ท่านคิดว่านายอำเภอจะเชื่อสะใภ้ที่ถูกรังแกจนผอมโซ หรือเชื่อครอบครัวที่ปล่อยให้ลูกสาวมาทำตัวเป็นโจรกระจอกเล่า?"
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงฉับพลัน มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของเจียวเจียวที่กุมข้อมือตัวเองเอาไว้ หลี่ซิ่วเหมยที่ยืนดูอยู่หน้าประตูก็ลอบกลืนน้ำลาย ไม่กล้าสอดปากเข้ามายุยงเหมือนทุกที ส่วนเฉินเอ้อร์หลางได้แต่อ้าปากค้าง มองภรรยาของตนด้วยสายตาที่คล้ายกับเพิ่งเคยรู้จักนางเป็นครั้งแรก ซูหลันผู้ยอมก้มหน้าอดทนมาตลอด เหตุใดคืนนี้จึงได้มีวาจาเฉียบคมและน่าเกรงขามถึงเพียงนี้?
หวังชุ่ยฮวากัดริมฝีปากจนห้อเลือด นางรู้ตัวว่าเสียเปรียบ แต่อัตตาที่สั่งสมมานานทำให้ไม่ยอมลดราวาศอกง่ายๆ นางลดไม้กวาดลง หรี่ตาแคบหมายจะใช้ลูกไม้เดิมๆ นั่นคือการใช้อำนาจแม่สามีปิดปากสะใภ้ "ชิ! กะอีแค่ปิ่นเก่าๆ เล่มเดียว ลูกสาวข้าก็แค่หยิบมาดูเล่น เจ้าจะทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปทำไม! เป็นครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ใจคอเจ้าจะโหดเหี้ยมทำลายอนาคตน้องสาวได้ลงคอเชียวหรือ? เอาล่ะๆ คืนนี้ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าก็กลับไปนอนซะ ข้าจะพาเจียวเจียวกลับห้องเอง!"
พูดจบนางก็พุ่งเข้าไปกระชากแขนเจียวเจียว หมายจะพาหนีเอาดื้อๆ หวังจะฝังกลบความผิดนี้ให้จางหายไปกับความมืดมิดของราตรี
ซูหลันมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า แต่ในหัวกลับคำนวณแผนการอย่างรวดเร็ว... หากปล่อยให้จบลงแค่นี้ พรุ่งนี้หวังชุ่ยฮวาย่อมต้องหาทางพลิกลิ้น ใส่ร้ายนางเพื่อกู้หน้าเป็นแน่ การจะจัดการกับคนหน้าหนาตระกูลนี้ให้สิ้นซาก ต้องไม่ให้พวกเขามีโอกาสแก้ตัว ต้องทำลายชื่อเสียงจอมปลอมที่พวกเขาสร้างไว้ให้ป่นปี้!
ในเสี้ยววินาทีนั้น ซูหลันเปลี่ยนท่าทีจากพยัคฆ์ร้ายกลายเป็นลูกแกะที่ถูกรังแกจนหมดหนทาง นางคลายมือที่จับปิ่นเงิน ปล่อยให้มันร่วงลงกระทบพื้นไม้เสียงดัง 'กริ๊ง' ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น แล้วเปล่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังก้องกังวาน ทะลุผ่านบานประตูและหน้าต่าง แหวกความเงียบสงัดของยามวิกาลออกเป็นเสี่ยงๆ!
"สวรรค์มีตาด้วยเถิด! ข้าซูหลันแต่งเข้าบ้านเฉินมา ทำงานงกๆ ราวกับวัวกับม้า ตื่นก่อนนอนทีหลัง กินแต่เศษข้าวบูดเสีย! บัดนี้แม่สามียังใจดำ ปล่อยให้น้องสามีมาขโมยปิ่นเงินซึ่งเป็นสินเดิมชิ้นสุดท้ายของมารดาข้า! พอจับโจรได้ แม่สามีกลับง้างไม้จะตีข้าให้ตายเพื่อฆ่าปิดปาก! ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว! ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย! บ้านเฉินจะฆ่าคนแล้ว!"
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของซูหลันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ พลังเสียงที่ถูกรีดเร้นออกมาอย่างจงใจนั้น ดังก้องกังวานยิ่งกว่าเสียงระฆังวัด
หวังชุ่ยฮวาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง นางรีบกระโดดเข้าไปหมายจะตะครุบปากซูหลัน "หุบปากนะนังบ้า! เจ้าอยากให้คนทั้งหมู่บ้านแห่กันมาหรืออย่างไร! หยุดร้องเดี๋ยวนี้นะ!"
ทว่าซูหลันกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างแนบเนียน พร้อมกับแกล้งล้มกลิ้งไปชนบานประตูจนเปิดอ้าซ่า เสียงคร่ำครวญยิ่งดังกังวานออกไปสู่ภายนอกอย่างชัดเจน
ณ วินาทีนั้นเอง... ในความมืดมิดของยามราตรีเหนือรั้วกำแพงดินเตี้ยๆ ที่ติดกับเพื่อนบ้าน เสียงบานประตูไม้ของเรือนข้างเคียงพลันถูกเปิดออกอย่างแรง ตามมาด้วยแสงตะเกียงที่สว่างวาบขึ้น พร้อมกับเงาร่างอันคุ้นเคยของสตรีผู้มีหูตาว่องไวที่สุดในหมู่บ้านชิงสุ่ยกำลังชะโงกหน้าข้ามกำแพงมา
มุมปากของซูหลันที่ถูกบดบังด้วยแขนเสื้อขณะแสร้งร้องไห้ ค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่มีใครสังเกตเห็น... ลานแสดงถูกจัดเตรียมเสร็จสิ้นแล้ว!