ป้าอู๋ลำโพงกระจายข่าว
"นังแพศยา! เจ้ากล้าใส่ร้ายข้ากับเจียวเจียวรึ!"
เสียงตวาดแผดกร้าวของหวังชุ่ยฮวาดังทะลุปล้องขึ้นมา แหวกม่านราตรีจนนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ยังต้องกระพือปีกหนี หญิงวัยกลางคนโกรธจนหน้าดำหน้าแดง สติสัมปชัญญะขาดผึง นางไม่สนใจแล้วว่าบานประตูบ้านจะเปิดอ้ากว้างเพียงใด สองเท้าก้าวอาดๆ เข้าหาซูหลัน มือหยาบกร้านง้างขึ้นสุดแขน หมายจะตบสั่งสอนสะใภ้รองให้เลือดกลบปาก โทษฐานที่กล้าแผดเสียงร้องขอความช่วยเหลือจนอาจปลุกชาวบ้านให้ตื่น
ซูหลันแสร้งถดกายหนีด้วยความหวาดกลัว ร่างบอบบางสั่นเทาประดุจใบไม้ต้องลมพายุ ทว่าลึกลงไปในดวงตากลับฉายแววเยาะหยันอย่างเย็นเยียบ 'มาเลย ด่าให้ดังกว่านี้ สวรรค์ส่งผู้ฟังชั้นยอดมาให้แล้ว!'
นางโขกศีรษะลงกับพื้นไม้เบาๆ แล้วบีบน้ำตา ร้องคร่ำครวญด้วยน้ำเสียงที่เจือความรันทดถึงขีดสุด "ท่านแม่! ข้าผิดไปแล้ว! ข้าไม่ควรจับได้ว่าน้องหญิงขโมยปิ่นเงินของข้า! ข้าควรหลับหูหลับตาปล่อยให้นางเอาสินเดิมชิ้นสุดท้ายของมารดาข้าไปเสีย! ข้ามันอกตัญญู กินข้าวบูดเสียที่ท่านประทานให้ยังไม่เจียมตัว บัดนี้ท่านจะตีข้าให้ตายเพื่อปิดปาก ข้าก็ขอน้อมรับชะตากรรม!"
เงาร่างหลังกำแพงดินเตี้ยๆ นั้นคือ 'อู๋ต้าเหนียง' หรือป้าอู๋ สตรีวัยกลางคนผู้มีหูตาว่องไวประดุจเหยี่ยว และมีฝีปากกระพือข่าวสารเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เมื่อนางได้ยินถ้อยคำประโยคทองเหล่านั้น ดวงตาที่ฝังอยู่ในใบหน้าอวบอูมก็เบิกกว้าง เปล่งประกายวาววับราวกับชาวนาขุดพบไหทองคำฝังอยู่ใต้ดิน
"ไอหยา! ชุ่ยฮวา! นี่มันเรื่องอันใดกัน ดึกดื่นป่านนี้เหตุใดจึงลงไม้ลงมือกับลูกสะใภ้เล่า!" ป้าอู๋ชะโงกหน้าข้ามกำแพง พลางชูตะเกียงส่องสว่างเข้ามาในลานบ้านตระกูลเฉิน แสร้งทำน้ำเสียงตกอกตกใจ ทว่าสายตากลับกวาดมองไปทั่วอย่างสอดรู้สอดเห็น "นั่นสะใภ้รองร้องไห้ปานจะขาดใจ ข้าวบูดอันใดกัน? แล้วเรื่องขโมยปิ่นนั่นอีก? นี่บ้านขุนนางเก่าอย่างพวกเจ้าที่ส่งเสียลูกชายคนโตเรียนหนังสือ รังแกสะใภ้และอบรมลูกสาวเยี่ยงนี้เชียวหรือ!"
หวังชุ่ยฮวาชะงักกึกราวกับถูกผีหลอก ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดเผือดสลับเขียวคล้ำเมื่อเห็นว่าสตรีปากสว่างที่สุดในหมู่บ้านชิงสุ่ยกำลังจ้องมองมา นางรู้ดีกิตติศัพท์ของป้าอู๋ดี หากเรื่องนี้หลุดรอดออกไป ชื่อเสียงของบ้านเฉิน โดยเฉพาะเฉินต้าหลางที่กำลังเตรียมตัวสอบจวี่เหริน และเฉินเจียวเจียวที่กำลังจะถึงวัยออกเรือน ต้องป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแน่!
มารดาจอมเผด็จการรีบซ่อนมือไว้ด้านหลัง ละล่ำละลักแก้ตัวเสียงหลง "ปะ...ป้าอู๋ เจ้าอย่าฟังนังเด็กบ้าคลั่งนี่พูดจาเหลวไหล! นางเสียสติไปแล้ว เจียวเจียวของข้าเป็นเด็กดี จะไปขโมยของได้อย่างไร!"
"ฮือๆๆ ป้าอู๋ ท่านต้องเป็นพยานให้ข้านะเจ้าคะ!" ซูหลันไม่ปล่อยให้แม่สามีพลิกลิ้น นางชี้มือที่สั่นเทาไปยังปิ่นเงินที่ตกอยู่บนพื้น แสงตะเกียงสะท้อนความแวววาวของเครื่องเงินอย่างชัดเจน "ปิ่นนี้ตกลงมาจากแขนเสื้อของน้องหญิง ท่านแม่กลับปกป้องบุตรสาว จะฆ่าข้าปิดปาก ข้าแต่งเข้ามาตระกูลเฉิน ทำงานหนักราวกับวัวม้า ไม่เคยปริปากบ่นสักคำ แต่ไฉนจึงต้องทนรับการหยามเกียรติและถูกบีบคั้นถึงเพียงนี้!"
ป้าอู๋จ้องมองปิ่นเงินบนพื้น สลับกับใบหน้าซีดเผือดของเฉินเจียวเจียวที่แอบซ่อนอยู่หลังผู้เป็นแม่ ก็กระจ่างแจ้งในใจทันที ข้อมูลชั้นเลิศเช่นนี้ ป้าอู๋รีบสลักลงในสมอง นางเดาะลิ้นเสียงดัง "จึ๊ๆๆ ชุ่ยฮวาเอ๋ย ชุ่ยฮวา ข้าล่ะนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าหน้าเนื้อใจเสือจะเป็นเช่นนี้ ให้สะใภ้กินข้าวบูด ซ้ำยังให้ลูกสาวขโมยของ! พรุ่งนี้ข้าต้องไปสนทนากับชาวบ้านที่ศาลาหมู่บ้านเสียหน่อยแล้ว ว่าตระกูลเฉินผู้รักหน้าตา มีธรรมเนียมสั่งสอนคนในบ้านเช่นนี้เอง!"
ขณะที่หวังชุ่ยฮวากำลังอ้าปากพะงาบๆ สรรหาคำพูดมาโต้เถียงไม่ทันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ย่ำเข้ามาทางประตูรั้วหน้าบ้านที่เปิดแง้มไว้ ร่างสูงใหญ่ของ 'เฉินเอ้อร์หลาง' ก้าวพ้นความมืดเข้ามา บนบ่าของเขายังแบกจอบและมีร่องรอยคราบดินจากการทำงานล่วงเวลา
ชายหนุ่มชะงักฝีเท้า นัยน์ตาคมเข้มกวาดมองลานแสดงงิ้วเบื้องหน้า มารดาที่ยืนหน้าดำหน้าแดง น้องสาวที่หลบซ่อนตัวด้วยความหวาดหวั่น ภรรยาที่ทรุดกองร้องไห้อยู่บนพื้นพร้อมกับปิ่นเงิน และ... สายตาตำหนิติเตียนเจือความสมเพชจากป้าอู๋เพื่อนบ้าน
"เอ้อร์หลาง เจ้ากลับมาพอดี ดูมารดาเจ้าเถิด ช่างทำเรื่องงามหน้านัก ยามข้าเดินผ่านยังได้ยินเสียงด่าทอ บังคับให้เมียเจ้ากินข้าวบูดเสีย ซ้ำน้องสาวเจ้ายังริอ่านเป็นขโมย!" ป้าอู๋ไม่รอช้า รีบฟ้องร้องราวกับเป็นความยุติธรรมของแผ่นดิน
คำพูดของป้าอู๋ราวกับตบหน้าเฉินเอ้อร์หลางฉาดใหญ่ ความรู้สึกอับอายแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ เขาเป็นคนเงียบขรึมและกตัญญูมาตลอด ยอมทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อจุนเจือครอบครัว หวังเพียงให้บ้านเรือนสงบร่มเย็น ทว่าภาพที่เห็นตรงหน้าคือความฟอนเฟะที่ไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป เรื่องในบ้านกลายเป็นที่ขบขันของชาวบ้าน เขาขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เริ่มตระหนักชัดแจ้งในใจว่า ครั้งนี้มารดาทำเกินไปจริงๆ!
"ท่านแม่ พอได้แล้ว" น้ำเสียงของเฉินเอ้อร์หลางทุ้มต่ำและเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเดินเข้าไปขวางหน้าหวังชุ่ยฮวา แล้วก้มลงเก็บปิ่นเงินขึ้นมาปัดฝุ่น ส่งคืนให้ซูหลัน
"เอ้อร์หลาง! เจ้า... เจ้ายอมเชื่อนังแพศยานี่หรือ!" หวังชุ่ยฮวากรีดร้องด้วยความไม่ยินยอม
"ข้าบอกให้พอ!" เฉินเอ้อร์หลางตวาดเสียงกร้าว แม้จะไม่ดังกึกก้องแต่น่าเกรงขามจนหวังชุ่ยฮวาและเฉินเจียวเจียวสะดุ้งสุดตัว เขาหันไปค้อมศีรษะให้เพื่อนบ้านจอมสอดรู้ "ป้าอู๋ ดึกมากแล้ว รบกวนเวลาพักผ่อนของท่าน เรื่องในครอบครัว ข้าจะจัดการเอง"
ป้าอู๋เห็นสายตาถมึงทึงของชายหนุ่มก็ลอบกลืนน้ำลาย แม้จะอยากดูงิ้วฉากต่อไป แต่ข้อมูลที่ได้มาก็เพียงพอให้นางตั้งตัวเป็นลำโพงกระจายข่าวได้หลายวันแล้ว นางจึงพยักหน้าส่งๆ แล้วรีบหดคอกลับไปปิดหน้าต่างลง ทว่าความเงียบสงัดที่โรยตัวลงมา ไม่อาจกลบเกลื่อนรอยร้าวในบ้านเฉินได้อีกต่อไป
ซูหลันรับปิ่นเงินมาไว้ในมือ ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มพึงพอใจ แผนสงครามจิตวิทยาและข่าวลือของนางสำเร็จลุล่วง การทำลายชื่อเสียงจอมปลอมของแม่สามีและน้องสามี เป็นเพียงการโต้กลับก้าวแรกเท่านั้น
เมื่อกลับเข้ามาในห้องแคบๆ ที่เย็นเยียบ ซูหลันพิงหลังกับบานประตู นางหอบหายใจเล็กน้อย ร่างกายนี้ยังคงอ่อนแอเกินไป พิษ 'หญ้าสกัดหลิว' ที่หวังชุ่ยฮวาลอบวางมาแรมปี แม้จะทุเลาลงบ้างด้วยน้ำพุวิเศษ ทว่ายังไม่ถูกถอนรากถอนโคน
นางเรียกใช้งาน 'เนตรวิเคราะห์' ภาพหน้าต่างข้อมูลโปร่งแสงของระบบพลันปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง ตัวอักษรสีแดงกะพริบเตือนถึงระดับสารพิษในเส้นเลือดที่ยังคงขัดขวางการฟื้นฟูพละกำลัง นางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ทะลุผ่านความมืดมิดไปยังยอด 'เขาหมอกเร้น' ที่ทอดเงาทะมึนอยู่เบื้องหลังหมู่บ้านชิงสุ่ย ที่นั่นมี 'ดอกชิงซิน' สมุนไพรล้างพิษชะงัดนักที่นางต้องหามาปลูกในแปลงทดลองของมิติให้จงได้
ทว่าในขณะที่นางกำลังวางแผนจะหลบหนีขึ้นเขาในรุ่งสาง นอกหน้าต่างห้องพลันปรากฏเงาดำของคนผู้หนึ่งวูบไหวผ่านแสงจันทร์ไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าลึกลับที่ลอดเข้ามาตามรอยแยกของแผ่นไม้ ทำให้หัวใจของอดีตสายสืบสาวกระตุกวูบ!
"สะใภ้รอง... เจ้าคิดว่าเรื่องคืนนี้... จะจบลงง่ายๆ เพียงเพราะเจ้าใช้นังแก่นั่นปล่อยข่าวลือหรือ..."