เข้าป่าหาดอกชิงซิน

เสียงกระซิบแหบพร่าที่ลอดผ่านรอยแยกของแผ่นไม้ คล้ายงูพิษที่เลื้อยผ่านความมืดมิดในยามวิกาล ทว่าแทนที่ซูหลันจะกรีดร้องหรือลนลานด้วยความหวาดกลัว แววตาของอดีตสายสืบสาวกลับเยือกเย็นลงจนถึงขีดสุด นางไม่ขยับเขยื้อน ไม่แม้แต่จะเปลี่ยนจังหวะการหายใจ เพียงแต่เพ่งมองผ่านช่องว่างของบานหน้าต่าง ทิ้งระยะให้สายตาจดจำรูปร่างและจังหวะการก้าวเดินของเงาดำนั้นอย่างเงียบเชียบ

เงาลึกลับนั้นไม่ได้หยุดรอคำตอบ เมื่อเห็นว่าคนในห้องเงียบสงัด มันก็แค่นเสียงหยันในลำคอแล้วพลิกกายเร้นกายหายไปในเงามืดของกำแพงดิน ซูหลันหรี่ตาลง วิเคราะห์จากฝีเท้าที่เบากริบและรวดเร็ว ชนบทห่างไกลเช่นหมู่บ้านชิงสุ่ยย่อมไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ล้ำเลิศ ทว่าคนผู้นี้กลับมีทักษะการพรางตัวไม่เลว ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า เครือข่ายความเลวทรามของหวังชุ่ยฮวาหรือเบื้องลึกของตระกูลเฉิน อาจมีบางสิ่งซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น การข่มขู่ครั้งนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเสียงระฆังเตือนว่านางต้องเร่งฟื้นฟูร่างกายให้เร็วที่สุด

รุ่งสางมาเยือนพร้อมกับแสงสีขาวหม่นที่เส้นขอบฟ้า อากาศยามเช้าเย็นเยียบจนบาดผิว ซูหลันผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน คว้าตะกร้าไม้ไผ่ใบเก่าและมีดตัดฟืนบิ่นๆ เดินออกจากห้องแคบๆ

ที่ลานบ้าน หวังชุ่ยฮวากำลังสาดน้ำล้างหน้า ใบหน้าเหี่ยวย่นของแม่สามียังคงบูดบึ้ง รอยช้ำจากความโกรธเกรี้ยวเมื่อคืนยังไม่จางหาย พอเห็นสะใภ้รองเดินออกมา นางก็แค่นเสียงขึ้นจมูกเตรียมจะเปิดปากด่าทอ ทว่าซูหลันชิงเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ฟืนในครัวใกล้จะหมดแล้ว หากไม่รีบไปตัดมาตุนไว้ วันนี้คงไม่มีฟืนหุงหาอาหาร ข้าจะไปที่ชายป่าเขาหมอกเร้น"

คำพูดที่อุดปากแม่สามีไว้ได้อย่างชะงัด หวังชุ่ยฮวากลืนคำด่าลงคอ แม้จะเกลียดชังสะใภ้รองเข้ากระดูกดำ แต่นางก็ตระหนี่ถี่เหนียวเกินกว่าจะปล่อยให้แรงงานฟรีๆ ต้องว่างเว้น "ไปก็รีบไป! หากพระอาทิตย์ตรงหัวแล้วยังไม่ได้ฟืนเต็มตะกร้า วันนี้เจ้าก็ไม่ต้องกินข้าว!"

ซูหลันเพียงปรายตามองโดยไม่ตอบโต้ นางสะพายตะกร้าขึ้นหลังแล้วก้าวเดินออกจากประตูบ้านตระกูลเฉิน มุ่งหน้าสู่ทิศที่ตั้งของ ‘เขาหมอกเร้น’ ภูเขาทะมึนที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอกสีขาวขุ่นตลอดทั้งปี

บรรยากาศของเขาหมอกเร้นเงียบสงัดและชื้นแฉะ ชาวบ้านชิงสุ่ยรู้ดีว่ายิ่งลึกเข้าไปยิ่งอันตรายและหลงทางได้ง่าย ทว่าบริเวณชายป่านั้นอุดมไปด้วยของป่าและสมุนไพรนานาพรรณ ซูหลันเดินลัดเลาะเข้าไปในดงไม้ใบหนา อาศัยกิ่งไม้แห้งบังสายตาจากผู้คนภายนอก เมื่อแน่ใจว่าไร้ผู้คน นางจึงหลับตาลง เรียกใช้ ‘เนตรวิเคราะห์’ ทันที

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกทั้งใบในคลองจักษุก็เปลี่ยนไป ข้อมูลมากมายหลั่งไหลเข้ามาในห้วงคำนึงคล้ายแผ่นป้ายสีทองโปร่งแสงที่ลอยซ้อนทับกับสรรพสิ่งรอบกาย แถบสีแดงเตือนถึงพืชมีพิษ แถบสีเขียวระบุพืชที่กินได้ และสีฟ้าเรืองรองระบุถึงสรรพคุณทางยา นางกวาดสายตาผ่านพงหญ้าและโขดหินอย่างใจเย็น

พิษ ‘หญ้าสกัดหลิว’ ที่ฝังรากลึกในเส้นเลือดของนางนั้นร้ายกาจ หากปล่อยไว้นานกว่านี้ มดลูกและปราณชีวิตจะถูกทำลายจนหมดสิ้น สิ่งเดียวที่จะถอนรากถอนโคนมันได้คือสมุนไพรหายากนามว่า ‘ดอกชิงซิน’

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ซูหลันเดินลึกเข้าไปอีกเล็กน้อย จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับแสงสีฟ้าเรืองรองที่ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินตะไคร่น้ำ หญิงสาวรีบก้าวเข้าไป ใต้เงาร่มไม้ใหญ่ ปรากฏต้นกล้าเล็กๆ ต้นหนึ่ง ใบของมันเรียวยาว มีหยักคล้ายฟันเลื่อย และมีกลิ่นหอมเย็นจางๆ โชยมาแตะจมูก

หน้าต่างข้อมูลในหัวกะพริบยืนยัน 'ต้นกล้าดอกชิงซิน : สมุนไพรล้างพิษระดับสูง สภาพอ่อนแอ ขาดสารอาหาร'

มุมปากของอดีตสายสืบสาวยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ นางใช้มีดตัดฟืนค่อยๆ แซะหน้าดินรอบๆ ต้นกล้าอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบกระเทือนรากแม้แต่น้อย เมื่อได้ต้นกล้ามาอยู่ในมือ นางก็กำหนดจิตดึงสติวูบเข้าสู่ ‘มิติเรือนกระจกตรวจการ’ ทันที

สภาพแวดล้อมรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่มิติลับอันเงียบสงบและบริสุทธิ์ ซูหลันเดินตรงไปยังแปลงทดลองเพาะปลูกที่มีดินสีดำขลับอุดมสมบูรณ์ นางบรรจงฝังต้นกล้าดอกชิงซินลงไปในดิน จากนั้นจึงไปตักน้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษที่เปล่งประกายระยิบระยับมารดลงบนโคนต้น

ชั่วพริบตาที่หยดน้ำพุวิเศษซึมลงสู่ผืนดิน ใบที่เคยเหี่ยวเฉาของต้นกล้าก็พลันชูชันขึ้น สีเขียวมรกตเปล่งประกายสดใส พลังชีวิตที่เหือดหายไปถูกเติมเต็มจนล้นปรี่ ด้วยคุณสมบัติของแปลงทดลองที่เร่งการเจริญเติบโตได้ถึงห้าเท่า อีกไม่กี่วัน ดอกชิงซินต้นนี้จะเติบโตเต็มที่พร้อมให้นางนำมาต้มดื่มเพื่อล้างพิษร้ายให้สิ้นซาก

เมื่อจัดการเรื่องสำคัญเสร็จสิ้น ซูหลันก็กลับออกมายังโลกภายนอก นางเริ่มลงมือเก็บฟืนแห้งตามข้ออ้างที่ให้ไว้กับแม่สามี ทว่าระหว่างทางเดินลงจากเขา เนตรวิเคราะห์ของนางพลันตรวจจับได้ถึงแสงสีเขียวเข้มที่ขึ้นอยู่รวมกันเป็นกระจุกใต้ขอนไม้ผุพัง

'เห็ดหอมป่า : คุณภาพดีเยี่ยม ปลอดสารพิษ อุดมด้วยสารอาหาร'

ดวงตาของซูหลันเป็นประกาย นี่คือเห็ดป่าที่มักถูกนำไปปรุงเป็นน้ำแกงรสเลิศในภัตตาคารใหญ่ๆ นางไม่รอช้า รีบเก็บเห็ดป่าเหล่านั้นอย่างเบามือ ทว่านางไม่ได้โยนพวกมันลงในตะกร้าฟืน หากหวังชุ่ยฮวาหรือหลี่ซิ่วเหมยเห็นเข้า มีหรือที่ของดีเช่นนี้จะตกถึงท้องนาง ย่อมถูกแย่งชิงไปจนหมดสิ้น

นางเปิดใช้งาน ‘มิติห้องเก็บหลักฐาน’ ซึ่งเป็นพื้นที่กักเก็บของที่เวลาหยุดนิ่ง แล้วส่งเห็ดป่าทั้งหมดเข้าไปเก็บรักษาไว้ในนั้นอย่างปลอดภัย ความสดใหม่ของมันจะคงอยู่เช่นนี้จนกว่านางจะหาวิธีนำมันไปขายที่โรงหมอหรือตลาดในตัวอำเภอ เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นเงินทุนรอนก้อนแรกสำหรับแผนการแยกบ้านในอนาคต

เมื่อได้ทั้งสมุนไพรถอนพิษและลู่ทางหาเงิน ซูหลันก็แบกตะกร้าฟืนที่หนักอึ้งเดินกลับลงจากเขาหมอกเร้นด้วยความรู้สึกที่เบาสบายกว่าตอนขามานัก

ทว่าเมื่อนางเดินกลับมาถึงหน้าประตูรั้วบ้านตระกูลเฉิน สัญชาตญาณความระแวดระวังก็ร้องเตือน ซูหลันปรายตามองไปยังบานประตูห้องพักของตนเอง ก้านไม้ขีดเล็กๆ ที่นางแอบเสียบขัดไว้ตรงบานพับประตูด้านล่างก่อนออกจากบ้าน... บัดนี้ได้หักสะบั้นตกลงบนพื้นดิน

มีคนแอบเข้าไปรื้อค้นในห้องของนาง!

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาก็ดังลอยมาจากมุมมืดหลังห้องครัว เป็นเสียงของหลี่ซิ่วเหมย สะใภ้ใหญ่จอมหน้าไหว้หลังหลอก ที่กำลังสุมหัวพูดคุยกับใครบางคนด้วยน้ำเสียงมาดร้าย ซูหลันกำมือที่จับสายสะพายตะกร้าแน่น นัยน์ตาทอประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เกมการชิงไหวชิงพริบในเรือนหลังนี้ ดูเหมือนจะมีคนรนหาที่ตายเร็วกว่าที่นางคิดไว้เสียแล้ว...