ลอบค้าขายครั้งแรก
ซูหลันยืนเร้นกายอยู่ในเงามืดหลังบานประตูครัว นัยน์ตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อยขณะเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบกระซาบของหลี่ซิ่วเหมยที่กำลังหารือกับผู้เป็นสามีอย่างเฉินต้าหลาง
"ข้าเข้าไปค้นดูแล้ว ทั้งใต้เตียงและในตู้เสื้อผ้าเก่าๆ นั่น ทว่ากลับไม่พบอันใดเลย" น้ำเสียงของสะใภ้ใหญ่เจือความหงุดหงิด "แต่นังรองมันต้องซ่อนของมีค่าหรือเงินก้นถุงไว้แน่ พรุ่งนี้ข้าจะหาจังหวะที่มันขึ้นเขา ลอบเข้าไปรื้อดูใต้แผ่นไม้กระดานอีกครา"
มุมปากของซูหลันโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ช่างเป็นจิ้งจอกหน้าโง่ที่รนหาที่ตายเสียจริง ในเมื่อหลี่ซิ่วเหมยกล้าล้ำเส้นถึงเพียงนี้ วันพรุ่งนี้นางคงต้องเตรียม ‘ของขวัญต้อนรับ’ ชิ้นใหญ่ไว้รอท่าเสียแล้ว ทว่ายามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะแหวกหญ้าให้งูตื่น สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการเปลี่ยนของป่าในมิติให้กลายเป็นเงินทุนรอนก้อนแรก
ร่างบางค่อยๆ ถอยห่างออกจากบริเวณเรือนอย่างเงียบเชียบดุจแมวป่า อาศัยจังหวะที่คนในบ้านตระกูลเฉินกำลังหมกมุ่นอยู่กับความโลภของตนเอง ลัดเลาะออกทางประตูหลังมุ่งหน้าไปยังใจกลางหมู่บ้านชิงสุ่ย
เมื่อเดินมาถึงซอยเล็กๆ ที่ค่อนข้างเงียบสงบ ซูหลันก็หลบเข้าหลังต้นไม้ใหญ่ อาศัยการบดบังจากร่มเงา เปิดใช้งาน ‘มิติห้องเก็บหลักฐาน’ เพียงชั่วพริบตา เห็ดหอมป่าดอกอวบอ้วนและสมุนไพรพื้นบ้านที่นางขุดขึ้นมาเมื่อครู่ก็ปรากฏอยู่ในตะกร้าสะพายหลัง ทุกชิ้นยังคงความสดใหม่ราวกับเพิ่งเด็ดออกจากต้น รากฝอยของสมุนไพรไม่มีรอยบอบช้ำแม้แต่น้อย นี่คือความวิเศษของพื้นที่ที่เวลาหยุดนิ่ง
เบื้องหน้าของนางคือลานกว้างขนาดเล็กที่มีป้ายไม้เก่าๆ สลักคำว่า ‘โรงหมอหลิน’
หมอหลิน หรือ หลินป๋อ เป็นชายชราวัยหกสิบเศษผู้มีใบหน้าเปี่ยมด้วยเมตตาและดวงตาที่เฉียบคม เขาเป็นหมอเพียงคนเดียวในหมู่บ้านชิงสุ่ย แม้จะไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นหมอเทวดาในเมืองหลวง แต่ก็มีความรู้เรื่องสมุนไพรอย่างถ่องแท้และเป็นที่เคารพรักของชาวบ้าน
ขณะที่หมอหลินกำลังนั่งคัดแยกตากแห้งสมุนไพรอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นเบื้องหน้า
"ผู้น้อยคารวะท่านหมอหลินเจ้าค่ะ" ซูหลันเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนอบน้อม กิริยามารยาทสง่างามผิดแผกไปจากสะใภ้ชาวนาทั่วไป
หมอหลินเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็นสะใภ้รองตระกูลเฉินผู้มักจะมีใบหน้าซีดเซียวและก้มหน้าก้มตาอยู่เสมอ เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ วันนี้นางดูมีประกายแห่งความมีชีวิตชีวาซ่อนอยู่ในแววตา
"สะใภ้รองเฉินนี่เอง วันนี้มารับยาหรือเจ็บไข้ที่ใดเล่า?"
"ผู้น้อยมิได้มาเพื่อรักษาตัวเจ้าค่ะ ทว่าบังเอิญโชคดีเก็บของป่าและสมุนไพรบนเขาหมอกเร้นมาได้จำนวนหนึ่ง จึงอยากนำมาให้ท่านหมอพิจารณาว่าพอจะรับซื้อไว้ได้หรือไม่" ซูหลันกล่าวพลางปลดตะกร้าลงจากหลัง แล้วหยิบเห็ดหอมป่าคุณภาพเยี่ยมและรากสมุนไพรสองสามชนิดวางลงบนโต๊ะไม้
หมอหลินหยิบรากสมุนไพรขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ ก่อนที่ดวงตาฝ้าฟางจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ปลายนิ้วเหี่ยวย่นลูบคลำไปตามรากฝอยที่สมบูรณ์แบบ
"นี่มัน... สมุนไพรเหล่านี้ถูกขุดขึ้นมาได้อย่างหมดจดนัก รากแก้วไม่ขาด รากฝอยไม่บอบช้ำ ผิวด้านนอกไม่มีรอยขีดข่วนจากจอบหรือเสียมเลยแม้แต่น้อย การเก็บรักษาเช่นนี้ทำให้สรรพคุณทางยาคงอยู่ครบถ้วนร้อยส่วน!" หมอหลินเงยหน้ามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป "สะใภ้รองเฉิน เหตุใดเจ้าจึงรู้จักวิธีขุดสมุนไพรที่ถูกต้องและประณีตถึงเพียงนี้? แม้แต่เด็กฝึกงานในร้านยาใหญ่ๆ ยังทำได้ยากยิ่ง"
ซูหลันรักษาสีหน้าให้เรียบเฉย นางเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว "เมื่อครั้งยังเด็ก ท่านตาของผู้น้อยเคยเป็นพรานป่า มักสอนเสมอว่าของล้ำค่าในป่าต้องทะนุถนอมประดุจสมบัติ ผู้น้อยเพียงจดจำและลองทำตามที่ท่านเคยสอนไว้เท่านั้นเจ้าค่ะ"
หมอหลินพยักหน้าช้าๆ แม้จะยังมีข้อกังขาอยู่บ้าง แต่วิชาชีพแพทย์ย่อมให้ความสำคัญกับคุณภาพของตัวยามากกว่าสิ่งอื่นใด เขาประเมินราคาอย่างยุติธรรม "เห็ดหอมป่าเหล่านี้ดอกใหญ่และสมบูรณ์มาก ส่วนสมุนไพรก็ไร้ที่ติ ข้าให้ราคารวมทั้งหมดแปดสิบอีแปะ เจ้ายินดีรับหรือไม่?"
เงินแปดสิบอีแปะสำหรับครอบครัวชาวนาถือเป็นรายได้ที่ไม่เลวเลยทีเดียว เพียงพอให้ซื้อข้าวสารชั้นดีได้หลายชั่ง ซูหลันค้อมศีรษะรับ "ขอบพระคุณท่านหมอหลินที่เมตตาเจ้าค่ะ"
เสียงเหรียญทองแดงกระทบกันดังกังวานใสขณะที่หมอหลินร้อยเชือกส่งมอบให้นาง ซูหลันรับเงินก้อนแรกในชีวิตใหม่มาด้วยหัวใจที่หนักแน่น นางแอบส่งเงินเหล่านั้นเข้าไปเก็บในมิติอย่างแนบเนียน นี่คือจุดเริ่มต้นของอิสรภาพที่นางใฝ่หา
ทว่าเป้าหมายของนางในวันนี้มิได้มีเพียงการค้าขาย เมื่อทำธุรกรรมเสร็จสิ้น ซูหลันยังคงยืนนิ่ง ไม่ได้หมุนตัวกลับในทันที ท่าทีของนางดูอิดออดเล็กน้อยคล้ายคนมีเรื่องหนักใจ
"เจ้ามีเรื่องอันใดขัดข้องอีกหรือ?" หมอหลินถามอย่างปรานี
ซูหลันกวาดสายตามองซ้ายขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ นางจึงลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ "ท่านหมอหลิน... ผู้น้อยมีเรื่องสงสัยใคร่รู้ อยากขอคำชี้แนะจากท่านสักประการเจ้าค่ะ หากสตรีผู้หนึ่งมีอาการปวดเกร็งช่องท้องอย่างรุนแรงเรื้อรัง ฤดูมาไม่ปกติ ซ้ำยังมีรอยคล้ำใต้ดวงตา ร่างกายอ่อนเพลียคล้ายถูกสูบเรี่ยวแรงไปทีละน้อย... อาการเช่นนี้ เกิดจากสาเหตุใดได้บ้างเจ้าคะ?"
ทันทีที่ได้ยินคำถาม มือที่กำลังคัดแยกสมุนไพรของหมอหลินพลันชะงักงัน สีหน้าของชายชราแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดจริงจัง เขาหรี่ตามองใบหน้าซีดเซียวของซูหลันอย่างพิจารณา
"อาการที่เจ้ากล่าวมา หากมิใช่เพราะตรากตรำทำงานหนักจนเลือดลมติดขัดแต่กำเนิด ก็เกรงว่า..." หมอหลินลูบเคราสีดอกเลาของตนเบาๆ น้ำเสียงกดต่ำลง "อาจได้รับของแสลงที่มีฤทธิ์เย็นจัดเป็นเวลานาน หรือเลวร้ายที่สุด... คือถูกพิษบางชนิดแทรกซึมทำลายมดลูกอย่างช้าๆ จนยากจะมีบุตรได้ มาเถิด ยื่นข้อมือของเจ้ามาให้ข้าตรวจชีพจรดูสักหน่อย"
ซูหลันรีบถอยหลังไปครึ่งก้าว ซ่อนมือไว้ในแขนเสื้อพลางค้อมศีรษะ "ขอบพระคุณท่านหมอที่ชี้แนะ ทว่าผู้น้อยเพียงไถ่ถามแทนสหายผู้หนึ่งที่อยู่ต่างหมู่บ้านเท่านั้นเจ้าค่ะ วันหน้านางเก็บเงินได้มากพอ ผู้น้อยจะพานางมารับการรักษาจากท่านหมออย่างเป็นทางการ วันนี้ผู้น้อยรบกวนเวลาท่านหมอมามากแล้ว ขอตัวลาก่อนเจ้าค่ะ"
กล่าวจบนางก็หันหลังเดินออกจากลานลานกว้างไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้หมอหลินมองตามแผ่นหลังบอบบางนั้นด้วยแววตาครุ่นคิด ชายชราผ่านโลกมามาก มีหรือจะดูไม่ออกว่าสหายที่นางกล่าวอ้างนั้นแท้จริงแล้วคือผู้ใด อาการเจ็บป่วยเช่นนั้น ซ้ำยังอยู่ในบ้านตระกูลเฉินที่มีแม่สามีจอมบงการ... ดูท่าเรือนหลังนั้นคงมีความลับดำมืดซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย
'เมล็ดพันธุ์แห่งความเคลือบแคลง' ถูกปลูกลงในใจของพยานคนสำคัญเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปิดโปงการวางยาพิษด้วยหญ้าสกัดหลิว หมอหลินย่อมเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุดให้แก่นาง
ซูหลันเดินกลับมาตามเส้นทางเดิม ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำทอแสงสีส้มแดงอาบไล้ไปทั่วหมู่บ้าน บัดนี้นางมีทั้งเงินทุนและพยานบุคคล หมากบนกระดานเริ่มพลิกกลับมาอยู่ในมือของนางทีละน้อย
ทว่าเมื่อนางเดินมาถึงหน้าประตูรั้วบ้านตระกูลเฉิน ฝีเท้าของนางพลันชะงักงัน หูที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยมจากการเป็นสายสืบได้ยินเสียงโต้เถียงดังลอดออกมาจากโถงเรือนหลัก เป็นเสียงที่คุ้นเคยยิ่งนัก
"ท่านแม่! ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าเงินเพียงเท่านี้ไม่พอซื้อกระดาษและพู่กันชั้นดีหรอกนะ หากข้าไม่มีอุปกรณ์ที่ดี จะให้ข้าคัดตำราสอบเป็นจวี่เหรินได้อย่างไร ท่านอยากให้ข้าสอบตกอีกปีหรือ!" เสียงของเฉินต้าหลางดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดและเอาแต่ใจ
ตามมาด้วยเสียงปลอบประโลมของหวังชุ่ยฮวาที่เต็มไปด้วยความลำเอียง "ต้าหลางของแม่ ใจเย็นๆ ก่อนเถิด เจ้าอย่าเพิ่งโมโหไปเลย เงินในบ้านเราตึงมือยิ่งนัก แต่ไม่ต้องห่วง! พรุ่งนี้แม่จะบังคับให้เจ้ารองเข้าไปในตัวอำเภอ ให้มันไปรับจ้างแบกหามที่ท่าเรือ ได้เงินค่าแรงมาเท่าใดแม่จะยึดมาให้เจ้าทั้งหมด!"
"งานแบกหามมันได้เงินกี่อีแปะกันเชียว!" เฉินต้าหลางยังคงไม่พอใจ
"เช่นนั้น..." น้ำเสียงของหวังชุ่ยฮวาเย็นเยียบลง แฝงไปด้วยความอำมหิตที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวเหน็บถึงกระดูก "ข้าได้ยินนังสะใภ้ใหญ่บอกว่า นังรองมันยังมีปิ่นเงินของดูต่างหน้ามารดามันซ่อนอยู่อีก คืนนี้ข้าจะให้คนไปงัดหีบของมัน หากมันกล้าขัดขืน ข้าจะจับมันมัดแล้วขายออกไปเป็นทาสรับใช้เสีย!"
ซูหลันยืนอยู่หลังกำแพงดิน นัยน์ตาทอประกายสังหารวาบวับ พวกเดรัจฉานตระกูลนี้สูบเลือดสูบเนื้อสามีของนางยังไม่พอ บัดนี้ยังกล้าวางแผนจะปล้นชิงสมบัติชิ้นสุดท้ายและขายตัวนางอีกหรือ! ดูเหมือนแผนการสาดน้ำล้างจานในวันพรุ่งนี้คงจะปรานีเกินไปเสียแล้ว
ร่างบางสูดลมหายใจลึก เตรียมจะผลักบานประตูเข้าไปเผชิญหน้าให้รู้ดำรู้แดง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...
เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนพลันก้าวออกมาจากมุมมืดหลังต้นไม้ใหญ่ข้างกำแพงบ้าน กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นดินโคลนจางๆ ลอยมากระทบจมูก ฝ่ามือหยาบกร้านดุจคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของซูหลันอย่างรวดเร็วและรุนแรง พร้อมกับกระชากร่างของนางให้ถอยเข้าไปในเงามืดอย่างไม่อาจขัดขืน!
"เจ้าแอบฟังสิ่งใดอยู่... และเงินในแขนเสื้อเจ้านั่น ได้มาจากที่ใด!"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าและกดลึกจนแทบเป็นเสียงคำรามดังก้องอยู่เหนือศีรษะ ซูหลันเบิกตากว้างเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาดุดันที่แดงก่ำราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บของเฉินเอ้อร์หลาง... ผู้ซึ่งบัดนี้ยืนกำข้อมือของนางแน่นจนแทบแหลกคามือ!