ข้ออ้างของบัณฑิตจอมปลอม

ความมืดมิดของรัตติกาลไม่อาจซ่อนเร้นประกายตาที่แดงก่ำดุจสัตว์ป่าบาดเจ็บของเฉินเอ้อร์หลางได้ ฝ่ามือหยาบกร้านของเขากำรอบข้อมือเล็กของซูหลันแน่นราวกับคีมเหล็ก ทว่าสิ่งที่สั่นสะท้านกลับไม่ใช่ร่างของหญิงสาว แต่เป็นตัวเขาเองที่เพิ่งได้ยินแผนการอันเหี้ยมโหดจากปากมารดาบังเกิดเกล้า

ซูหลันไม่แม้แต่จะร้องขอความเมตตา นางเพียงปรายตามองฝ่ามือนั้นด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี "ท่านได้ยินเต็มสองหูแล้วใช่หรือไม่ เฉินเอ้อร์หลาง... มารดาที่ท่านกตัญญูนักหนา กำลังวางแผนจะริบของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของข้า และเตรียมจะมัดข้าขายเป็นทาสเพื่อนำเงินไปปรนเปรอพี่ชายของท่าน"

ชายหนุ่มชะงักงัน ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริก "ข้า... ข้าถามว่าเงินในแขนเสื้อเจ้านั้น ได้มาจากที่ใด"

"เงินที่ข้าได้จากการเสี่ยงตายเข้าป่าลึกไปเก็บสมุนไพรมาขายอย่างไรเล่า!" ซูหลันแค่นเสียงหยัน สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม แม้จะเจ็บร้าวแต่สีหน้านางยังคงราบเรียบ "ในเมื่อข้าวในบ้านมีแต่น้ำใสๆ ที่ผสมยาพิษให้ข้ากิน ข้าก็ต้องหาทางดิ้นรนเอาชีวิตรอด หากท่านคิดจะแย่งชิงเงินก้อนนี้ไปให้มารดาท่านอีก ก็จงลงมือฆ่าข้าเสียตรงนี้เถิด!"

คำว่า 'ยาพิษ' และ 'ขายเป็นทาส' กรีดลึกลงในใจของชายผู้บ้างาน เขาก้มมองมือที่เปื้อนดินโคลนของตนเอง ความรู้สึกผิดและอัปยศอดสูถาโถมเข้าใส่จนแทบยืนไม่อยู่ ท้ายที่สุดเฉินเอ้อร์หลางก็ถอยหลังไปครึ่งก้าว น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก "ข้า... จะไม่ยอมให้ผู้ใดขายเจ้าเด็ดขาด" พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินฝ่าความมืดออกไป ทิ้งให้ซูหลันมองตามด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ลานบ้านตระกูลเฉิน บรรยากาศยังคงคุกรุ่นด้วยความลำเอียงอันเป็นเรื่องปกติของบ้านนี้

เฉินต้าหลางสวมชุดบัณฑิตสีครามที่แม้จะเก่าแต่ก็ซักจนสะอาดสะอ้าน เดินกรีดกรายออกมาจากห้องด้วยท่วงท่าที่คิดเอาเองว่าสง่างาม เขากระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยกับมารดา "ท่านแม่ การสอบจวี่เหรินใกล้เข้ามาแล้ว ทว่าพู่กันของข้าขนหลุดร่วงจนหมดสิ้น กระดาษชั้นดีที่ใช้คัดลอกตำราก็ร่อยหรอ หากขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ เกรงว่าบทความของข้าอาจจะไม่ลื่นไหล..."

หวังชุ่ยฮวาที่กำลังตักข้าวต้มเปล่าๆ ให้สะใภ้รอง รีบวางทัพพีลงแล้วปรี่เข้าไปหาบุตรชายคนโตด้วยรอยยิ้มกว้าง "โธ่... ต้าหลางของแม่ เรื่องการศึกษาของเจ้าคือเรื่องใหญ่ที่สุดในบ้าน! ขาดกระดาษพู่กันได้อย่างไรกัน!"

นางหมุนตัวขวับ สายตาดุดันจ้องมองไปที่เฉินเอ้อร์หลางซึ่งกำลังแบกจอบเตรียมตัวลงนา "เจ้ารอง! วันนี้เจ้าไม่ต้องไปที่นาทิศตะวันออกแล้ว จงเข้าไปในตัวอำเภอผิงอัน ไปที่ท่าเรือรับจ้างแบกหามข้าวสารเสีย งานหนักหน่อยแต่ได้เงินเร็ว ได้ค่าแรงมาเท่าใด ห้ามตกหล่นแม้แต่อีแปะเดียว ต้องนำมาให้พี่ใหญ่ของเจ้าซื้ออุปกรณ์การศึกษา เข้าใจหรือไม่!"

เฉินเอ้อร์หลางร่างกระตุกเล็กน้อย ความเหนื่อยล้าสะสมในกล้ามเนื้อยังไม่ทันจางหาย ทว่าความเคยชินที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งมารดาทำให้เขาเตรียมจะพยักหน้ารับ

ทว่าในจังหวะนั้นเอง น้ำเสียงใสกระจ่างแต่แฝงไปด้วยความคมกริบดุจใบมีดของซูหลันก็ดังขึ้นกลางวง

"ช้าก่อนท่านแม่" ซูหลันก้าวออกมายืนเคียงข้างสามี สายตาจับจ้องไปที่เฉินต้าหลางอย่างไม่ลดละ "พี่ใหญ่บอกว่ากระดาษและพู่กันหมดอีกแล้วหรือ? หากข้าจำไม่ผิด เมื่อกลางเดือนก่อนท่านเพิ่งเบิกเงินกงสีไปถึงสามสิบอีแปะเพื่อซื้อหมึกชั้นดี ย้อนไปเดือนก่อนหน้าก็เบิกไปอีกห้าสิบอีแปะอ้างว่าไปงานชุมนุมบทกวี"

"นังสะใภ้รอง! นี่ไม่ใช่เรื่องที่สตรีโง่งมเช่นเจ้าจะสอดปาก!" หวังชุ่ยฮวาแผดเสียงด่าทอ

แต่ซูหลันหาได้ใส่ใจ นางหันไปมองหน้าเฉินเอ้อร์หลางแล้วเอ่ยเสียงดังฟังชัด "พี่ใหญ่เล่าเรียนมาตั้งแต่จำความได้ เงินทองที่บ้านเราสูบเลือดสูบเนื้อส่งเสียให้ท่าน มากพอจะซื้อที่ดินได้หลายหมู่ ทว่าจนป่านนี้... แม้แต่การสอบระดับถงเซิงขั้นพื้นฐาน ท่านก็ยังสอบไม่ผ่านสักครั้ง! ข้าขอถามเถิด ท่านใช้เวลาอ่านตำราจริงๆ หรือใช้เงินพวกนั้นไปร่ำสุราในโรงเตี๊ยมกันแน่!"

"เจ้า! เจ้าใส่ร้ายข้า!" เฉินต้าหลางหน้าถอดสี เปลี่ยนจากขาวเป็นแดงก่ำ ชี้หน้าซูหลันด้วยมือที่สั่นเทา "ตำราปราชญ์ลึกล้ำซับซ้อน นังผู้หญิงบ้านนอกเช่นเจ้าจะไปเข้าใจอันใด! ที่ข้ายังไม่ผ่าน เป็นเพราะขุนนางผู้คุมสอบตาบอด ไม่เห็นความสามารถของข้าต่างหาก!"

ซูหลันแค่นยิ้มเยาะ "เช่นนั้นหรือ? บัณฑิตที่คัดตำราทุกคราวัน เหตุใดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางของท่านจึงไร้ซึ่งรอยด้านจากการจับพู่กัน ผิวพรรณเต่งตึงเกลี้ยงเกลาราวกับคุณชายน้อย ตรงข้ามกับฝ่ามือของสามีข้าที่แตกกระด้างจนเลือดซิบเพราะหาเงินมาประเคนให้ท่าน!"

ประโยคนั้นราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางใจของเฉินเอ้อร์หลาง ชายหนุ่มหันขวับไปมองมือของพี่ชายคนโตทันที เป็นจริงดังที่ภรรยากล่าว นิ้วมือของเฉินต้าหลางสะอาดสะอ้านไร้ร่องรอยของการกรำงานหนัก หรือแม้แต่รอยด้านจากการจับพู่กันอย่างคนขยันศึกษา เมื่อเขาก้มมองมือที่เต็มไปด้วยรอยแตกและคราบดินของตนเอง ความเคลือบแคลงสงสัยที่ถูกกดทับมานานนับปีพลันแตกกระจายออกมาราวกับเขื่อนพังทลาย... หรือสิ่งที่พี่ชายทำมาตลอด จะเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหลอกใช้แรงงานของเขา!

"หุบปากเดี๋ยวนี้นังตัวดี!" หวังชุ่ยฮวาทำท่าจะถลาเข้ามาตบซูหลัน แต่เฉินเอ้อร์หลางกลับขยับกายบังหน้าภรรยาไว้ ชายหนุ่มไม่พูดสิ่งใด ไม่แม้แต่จะมองหน้ามารดาหรือพี่ชาย เขาเพียงหมุนตัวและเดินแบกจอบมุ่งหน้าสู่อำเภอผิงอันด้วยแผ่นหลังที่แข็งเกร็งและเงียบงัน ทิ้งให้ความสับสนและรอยร้าวฉานก่อตัวขึ้นในลานบ้านตระกูลเฉิน

คล้อยหลังความวุ่นวาย ซูหลันเดินเลี่ยงมาทางหลังบ้านเพื่อตักน้ำ ทว่ากลับถูกขวางทางโดยหลี่ซิ่วเหมย สะใภ้ใหญ่ที่ยืนกอดอก แววตาเต็มไปด้วยความริษยาและเย้ยหยัน

"ทำปากดีไปเถิดนังรอง" หลี่ซิ่วเหมยแสยะยิ้ม "เจ้ามันก็แค่ภรรยาของกรรมกรแบกหาม กล้าดีอย่างไรมาฉีกหน้าสามีข้า! รอให้ต้าหลางของข้าสอบผ่านเป็นจวี่เหรินเมื่อใด ข้าจะได้เป็นฮูหยินขุนนาง ถึงวันนั้นเจ้าจะต้องคุกเข่าโขกศีรษะ รินน้ำล้างเท้าให้ข้า!"

ซูหลันวางถังน้ำลงอย่างใจเย็น ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่ทำให้คนมองรู้สึกเสียวสันหลัง "ฮูหยินขุนนางหรือ? พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านช่างฝันหวานเสียจริง บัณฑิตที่ลมหายใจมีแต่กลิ่นสุราราคาถูกคละคลุ้ง ซ้ำยังหน้ามืดตามัวผลาญเงินกงสีไปวันๆ ข้ากลัวแต่ว่า... วันที่ขุนนางมาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน จะไม่ใช่มาเพื่อมอบหมวกขุนนาง แต่มาเพื่อทวงหนี้พนันเสียมากกว่า!"

"เจ้า! นังปากอัปมงคล!" หลี่ซิ่วเหมยหน้าหงาย โกรธจนตัวสั่นเทา

"ระวังตัวไว้เถิดพี่สะใภ้" ซูหลันก้าวเข้าไปใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "ทรัพย์สินในกงสีร่อยหรอลงทุกวัน หากวันใดท่านแม่หาเงินมาอุดรอยรั่วของพี่ใหญ่ไม่ได้ ไม่แน่ว่าคนที่ถูกมัดขายเป็นทาสรับใช้ อาจไม่ใช่ข้า... แต่เป็นท่าน"

ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้สะใภ้ใหญ่ยืนหน้าซีดเผือด ซูหลันก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องของตนเองอย่างสง่างาม

เมื่อปิดประตูลง หญิงสาวหรี่ตาลงอย่างรุ่นคิด คำขู่ของมารดาสามีเมื่อคืนยังคงก้องอยู่ในหัว พวกมันต้องการปิ่นเงินของนาง และคนที่ละโมบที่สุดในบ้านนี้ย่อมหนีไม่พ้นหลี่ซิ่วเหมย สะใภ้ใหญ่ผู้นี้จะต้องหาทางลอบเข้ามาขโมยของตอนที่นางเผลออย่างแน่นอน

วิญญาณสายสืบสาวกระตุกยิ้มมุมปาก นางเดินไปหยิบถังไม้เก่าๆ ภายในบรรจุน้ำล้างจานที่หมักเศษอาหารบูดเสียทิ้งไว้จนส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวคละคลุ้ง ซูหลันค่อยๆ ปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ นำถังน้ำเน่าใบนั้นไปวางพาดไว้บนขอบประตูด้านบนอย่างหมิ่นเหม่ เพียงแค่มีคนผลักประตูเข้ามาแม้แต่น้อย ถังใบนี้ก็จะคว่ำลงมาสาดรดผู้มาเยือนตั้งแต่หัวจรดเท้า

ซูหลันถอยกลับไปนั่งบนเตียง ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของห้องอย่างเงียบเชียบดุจมัจจุราชที่รอคอยเหยื่อ

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทุกขณะ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดลง ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าเบาหวิวของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ตามมาด้วยเงาดำที่ทาบทับลงบนรอยแยกของบานไม้ เสียงสลักประตูค่อยๆ ถูกดันขึ้นอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง... แกร๊ก!