ตอนที่ 7
**บทที่7: วางยาพิษสองพี่น้องให้สิ้นเรื่อง!**
ยามเมื่อโจวเจียวเจียวหวนคืนสู่เรือนน้อยนางก็เห็นโจวเสี่ยวผิงตื่นแล้ว ร่างอรชรนั่งซึมเซาอยู่ริมเตียง ใบหน้างามราวจะร่ำไห้ โจวเจียวเจียวลูบปลายจมูกตนเองรู้สึกหนักใจยิ่งนัก “เจ้าได้ยินแล้วสินะ?” โจวเสี่ยวผิงพยักหน้าเบาๆ
เสียงอึกทึกครึกโครมภายนอกปานนั้น นางมิอาจมิได้ยินกระมัง “เจ้าอย่าได้ถือโทษข้าเลย” โจวเจียวเจียวเดินไปนั่งข้างเตียงโจวเสี่ยวผิง แสร้งยิ้มอย่างว่าง่าย “ข้าเข้าใจดี พี่สาวทำเพื่อข้าทั้งนั้น อีกทั้ง ข้ายอมถูกกล่าวหาว่าเป็นดวงกินผัว ยังดีเสียกว่าถูกย่ำยี” พอนึกถึงความทรงจำอันเลวร้าย ใบหน้าน้อยๆของโจวเสี่ยวผิงก็ซีดเผือด
เด็กคนนี้น่าสงสารโจวเจียวเจียวพึงพอใจยิ่งนัก เพียงแต่ว่านางมิสันทัดในการปลอบประโลมผู้อื่น ทำได้เพียงตบไหล่นางเบาๆ “อย่าได้คิดถึงเรื่องราวเหล่านั้นอีกเลย มันผ่านไปแล้ว”โจวเสี่ยวผิงสูดน้ำมูกพยักหน้าหนักๆ ดวงตาที่มองนางเต็มไปด้วยความเคารพรัก โจวเจียวเจียวลูบศีรษะเล็กๆของนางกำลังจะเอื้อนเอ่ยทันใดนั้นก็ชะงักไปหันขวับไปมอง
ก็เห็นโจวพ่านพ่าน กำลังชะเง้อชม้ายชายตาอยู่หน้าประตู สองสายตาประสานกัน บรรยากาศพลันกระอักกระอ่วนยิ่งนัก เด็กคนนี้ท่าทางลับๆล่อๆ เห็นทีจะมิได้มีเจตนาดีเป็นแน่ “เจ้ามองอันใด?”โจวเจียวเจียวเลิกคิ้วถามโจวพ่านพ่านรู้สึกหวาดหวั่นในใจดวงตากลมกลอกไปมา กล่าวแก้ตัวอย่างเสียมิได้ “ข้าเป็นห่วงโจวเสี่ยวผิงก็เลยมาดู…” เหตุผลช่างฟังไม่ขึ้นเสียจริง!
โจวเจียวเจียวมองนางอย่างเย้ยหยันโจวพ่านพ่านพลันรู้สึกขลาดเขลาหดคอลงเล็กน้อย หันหลังเตรียมจะวิ่งหนี “หยุด!”โจวพ่านพ่านชะงักฝีเท้า หันกลับมาอย่างเสียมิได้ “มีอันใดอีก?”“ไปทำอาหารเช้าเสีย” ถูกกวนประสาทไปเสียยกใหญ่ โจวเจียวเจียวและโจวเสี่ยวผิง ยังมิได้กินอาหารเช้า ตอนนี้มีคนใช้แรงงาน เหตุใดจะไม่ใช้ให้คุ้มเล่า?
ในใจโจวพ่านพ่าน มิยินยอมเป็นร้อยเป็นพันประการ แต่จะให้ขัดขืนนางก็มิกล้าแม้ในใจจะด่าทอโจวเจียวเจียวไปเสียจนถึงก้นบึ้งหัวใจ แต่เท้าก็ยังเดินไปยังห้องครัวแต่โดยดี โจวเสี่ยวผิงรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก“พี่สาว เหตุใดนางจึงเชื่อฟังท่านนัก?” เมื่อก่อนโจวพ่านพ่านมิได้เป็นเช่นนี้เลย ชวนให้สงสัยว่านางถูกผีสิงหรือไม่ “นี่แสดงให้เห็นว่าพี่สาวของเจ้าน่ะเก่งกาจ” โจวเจียวเจียวเลิกคิ้วขึ้น แล้วลูบศีรษะนางอีกครั้ง พบว่าการลูบหัวช่างติดลมเสียจริง เพียงแต่ว่าเส้นผมน้อยๆ ของนางแห้งกร้าน สัมผัสจึงมิค่อยดีนัก ยังต้องบำรุงให้ดีเสียหน่อย โจวเสี่ยวผิงหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะดั่งระฆังเงินดังก้องออกจากประตูห้อง สะท้อนก้องไปทั่วลานบ้าน
โจวพ่านพ่านที่นั่งยองๆก่อไฟอยู่ข้างเตา ยิ่งฟังก็ยิ่งแค้นเคือง กัดฟันกรอด ที่แท้นางกลายเป็นสาวใช้ก่อไฟไปเสียแล้ว! โจวพ่านพ่านโกรธจนควันออกหู ขณะทำงานก็ส่งเสียงดังโครมคราม ใช้สิ่งของระบายอารมณ์
ขณะต้มโจ๊ก นางอยากจะใส่ยาเบื่อหนูลงไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด วางยาพิษสองพี่น้องนี่ให้สิ้นเรื่อง! แต่น่าเสียดายที่นางเป็นพวกปากกล้าขาสั่น เป็นประเภทที่ภายนอกดูแข็งกร้าวแต่ภายในอ่อนแอ ทำได้มากสุดก็แค่คิดเท่านั้น จะให้ฆ่าคนจริงๆนางมิกล้าเป็นอันขาด โจ๊กในหม้อกำลังเดือดปุดๆ ทันใดนั้นโจวพ่านพ่าน ก็เกิดความคิดแวบขึ้นมา
ยาพิษมิได้ผล… แต่ยาระบายก็ได้นี่นา รอให้สองคนนี้ถ่ายท้องจนหมดแรง ก็จะปล่อยให้นางบงการแต่โดยดีมิใช่หรือ? พอนึกถึงภาพนั้นในใจโจวพ่านพ่านก็เบิกบานใจอดหัวเราะออกมามิได้“เจ้าหัวเราะอันใด?”โจวพ่านพ่านตกใจ หันไปมองก็เห็นร่างใหญ่โตของ โจวเจียวเจียว ยืนขวางประตูเสียมิดชิด
พอมองหน้านางที่ดุดันปานยักษ์ โจวเสี่ยวผิง ก็พลันนึกถึงเรื่องที่นางเกือบถูกบีบคอตายในวันนั้น ก็สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ขาอ่อนยวบ“ปุ๊”ลงไปนั่งกองกับพื้น ก้นกระแทกพื้นอย่างแรง เจ็บแปลบไปถึงกระดูกสันหลัง แต่ก็มิกล้าส่งเสียงพวกขี้ขลาดตาขาวไร้ความสามารถ!โจวเจียวเจียวแลมองอย่างรังเกียจ“รีบทำอาหารเสียข้าหิวแล้ว” กล่าวจบก็มิอยากมองนางอีก หันหลังเดินจากไป
โจวพ่านพ่านถอนหายใจออกมามองแผ่นหลังที่“แข็งแรง”ของนาง ก็อดกัดฟันด่าทออีกมิได้ รอจนกระทั่งทำอาหารเช้าเสร็จ ยกขึ้นโต๊ะมองโจวเจียวเจียวและโจวเสี่ยวผิงนั่งลงกินข้าว ดวงตากลมของนางก็กลอกไปมา เอามือกุมนิ้วตนเองแล้วกล่าวว่า “ข้าถูกน้ำร้อนลวกเมื่อครู่ จะไปซื้อยามาทา” กล่าวจบก็หันหลังวิ่งหนีไป ราวกับว่ามีผีร้ายไล่ตามอยู่เบื้องหลัง โจวเจียวเจียว มองแผ่นหลังของนางก็หรี่ตาลง หันไปเห็นโจวเสี่ยวผิง มองประตูอย่างเหม่อลอย ก็ตบศีรษะนางเบาๆ“อย่าไปสนใจนางเลยกินข้าวเถิด”
…
ไลซื่อวิ่งกลับไปยังบ้านฉู่อย่างรวดเร็วพุ่งเข้าไปหาฉู่สง ร้องห่มร้องไห้เป็นพัลวัน สุดท้ายก็เน้นย้ำถึงเรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้นในบ้าน โจวฉู่สงเต็มไปด้วยโทสะ “เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าการโกหกข้ามีจุดจบเช่นไร?” “รู้ๆ”ไลซื่อร้องไห้สะอึกสะอื้น“ท่านเจ้า ตอนนั้นข้าก็มิรู้ว่าเป็นอะไร จู่ๆขาข้าก็ชานี่ นี่เห็นได้ชัดว่าสวรรค์มิให้ข้าเข้าไปจับคน” เขาพูดอย่างจริงจัง อีกทั้งยังสั่นเทิ้มเป็นระยะ ดูแล้วช่างไร้ความสามารถยิ่งนัก ฉู่สง โกรธจนคุมตัวเองไม่อยู่ ยกเท้าขึ้นเตะไปหนึ่งที
การเตะครั้งนี้ทำให้ไลซื่อกระเด็นไปไกล “เลิกทำเป็นเล่นตลกกับข้าเสียที ข้าเจออะไรมามิใช่น้อยหรือ? ยังจะเอาเรื่องพวกนี้มาขู่ข้าอีก?!” ไลซื่อกุมไหล่หมอบอยู่กับพื้นมิกล้าเอ่ยสิ่งใด“ไอ้คนใช้ไม่ได้! ตอนนั้นข้าพูดว่าอย่างไร? หาคนมิได้ เจ้าก็มิต้องกลับมา!” ไลซื่อหน้าเศร้า ถูกด่าเสียจนเหมือนหลาน ก็มิกล้าโต้เถียงในที่สุดฉู่สงก็ด่าจนเหนื่อยสะใจ โทสะในใจก็มอดไปครึ่งหนึ่ง พอนึกถึงใบหน้างามราวเทพธิดาของ โจวเสี่ยวผิง ก็รู้สึกคันยุบยิบในใจ
มิมีทางช่วยได้ แม่นางน้อยผู้นั้นงามจริง เขาจึงมิอาจตัดใจได้“ช่างเถิดข้าจะไปเองข้าอยากจะดูว่าบ้านโจว มีสวรรค์คุ้มครองจริงหรือไม่” เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อคำพูดของไลซื่อแม้แต่คำเดียวไลซื่อมิกล้าเอ่ยคำปฏิเสธ ทำได้เพียงทนความเจ็บปวดที่ไหล่หลุด เดินตามก้นฉู่สงออกไปอย่างทุลักทุเล ขณะที่เพิ่งเดินไปถึงหน้าประตู ฉู่สงก็แข็งทื่อไป“ท่าน…ท่าน…” บุรุษที่อยู่ตรงหน้ามีรูปร่างหน้าตาหมดจด แต่ฉู่สง กลับราวกับได้พบเจอปีศาจร้าย ตกใจจนตัวสั่น
สิงเฟิงยกเท้าขึ้นยังมิได้ก้าวเดินฉู่สงก็รีบหลีกทางถอยคนออกไปหมด แสดงสีหน้าประจบประแจง “ลูกน้องคารวะท่านประธาน!” เขาก้มตัวลงอย่างเคารพ สิงเฟิงยืนนิ่ง“เจ้าจะออกไป?มีธุระ?” เรื่องราวสกปรกของตนเองจะบอกได้อย่างไร? ฉู่สงรีบปิดบัง ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “มิมีสิ่งใด ท่านประธานมีสิ่งใดสั่งหรือไม่? ท่านโปรดบอกมา ข้าจะทำให้ท่านอย่างแน่นอน” สิงเฟิงเคาะพัดในมือเบาๆเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบ “เมื่อคืนในจวนช่างอึกทึกนัก ช่วงนี้ ข้าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบ” เขาหลุบตาลงเล็กน้อยขนตากระทบใบหน้าทิ้งเงาลงมาทำให้มองสีหน้ามิออกฉู่สง นึกถึงฐานะของคนผู้นี้ ก็มิกล้าเอ่ยคำปฏิเสธ
“ท่านประธานโปรดวางใจ ข้าจะทำให้ท่านพักผ่อนอย่างสบายใจแน่นอน” ดูท่าว่าแผนการนำแม่นางทั้งหลายกลับมาคงต้องระงับไว้ก่อน หากก่อเรื่องขึ้นมา กลางคืนย่อมต้องอึกทึก เมื่อมีท่านผู้นี้อยู่ที่นี่ เขาก็ทำได้เพียงอดทน
…
แสงตะวันแผดจ้าโจวพ่านพ่านกลับจากร้านขายยา แบกรับแสงตะวันมุ่งหน้ากลับบ้าน พอนางมาถึงหน้าบ้านก็เห็นแม่ของนางหลิ่วชุนสุ่นเกาะอยู่ที่ประตู แอบมองเข้าไปในลานบ้าน โจวพ่านพ่านเดินเข้าไปใกล้ตบไหล่แม่ของตนเองหลิ่วชุนสุ่นตกใจ“เจ้าไม่อยู่บ้านไปไหนมา?” “ข้าไปซื้อของดีที่จะช่วยให้พวกเราสองแม่ลูกได้ระบายแค้นมา” โจวพ่านพ่านกล่าวอย่างภาคภูมิใจหลิ่วชุนสุ่นรีบถาม“สิ่งใดหรือ?”โจวพ่านพ่านมองซ้ายขวามิมีผู้คน นางก็กระซิบกระซาบข้างหูมารดา “ลูกสาวที่ดี!”หลิ่วชุนสุ่นยิ้มแย้มแจ่มใสตบไหล่นางเบาๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ไปกลับบ้านกัน”