เนตรประเมินวัตถุดิบ และมื้ออาหารแห่งความหวัง

เมื่อสิ้นเสียงกังวานใสของระบบ ความร้อนผ่าวที่ดวงตาของซูหว่านชิวก็ค่อยๆ ทุเลาลง แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นซ่านที่ทำให้ดวงตาของนางกระจ่างใสยิ่งกว่าเดิม ก้อนแป้งสีขาวนุ่มฟูอย่าง 'เสี่ยวเปา' ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ มันลอยวนเวียนอยู่ตรงหน้านางพร้อมกับอธิบายด้วยน้ำเสียงร่าเริง

"ยินดีด้วยเจ้านาย! ท่านได้รับทักษะ 'เนตรประเมินวัตถุดิบ' ทักษะนี้จะช่วยให้ท่านมองเห็นคุณภาพและสถานะของพืชพรรณรวมถึงวัตถุดิบทุกชนิดบนโลกใบนี้ โดยจะแสดงผลเป็นประกายแสงสามสี ขอรับ แสงสีเขียวหมายถึงวัตถุดิบที่สดใหม่และสมบูรณ์ แสงสีแดงคือสิ่งที่มีโรคพืช แมลงกัดกิน หรือมีพิษเจือปน ส่วนแสงสีทอง... คือวัตถุดิบหายากล้ำค่าระดับสมบัติ!"

ซูหว่านชิวกะพริบตาปริบๆ เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกทั้งใบที่เคยมืดหม่นและแห้งแล้งพลันเปลี่ยนไป ภูเขาอู๋กู่ที่ชาวบ้านหลีอวี่ตราหน้าว่าเป็นภูเขาหัวโล้นไร้ประโยชน์ บัดนี้ในสายตาของนางกลับปรากฏละอองแสงระยิบระยับ แม้พื้นผิวจะดูแตกระแหง ทว่าเมื่อเพ่งมองลึกลงไปในชั้นดิน นางกลับเห็นประกายแสงสีแร่ธาตุจางๆ ซ่อนอยู่ ดินที่นี่มิได้ตายซากอย่างที่ทุกคนเข้าใจ มันเพียงแค่หลับใหลและขาดแคลนสารอาหารบางชนิด หากได้รับการรดน้ำและพรวนดินอย่างถูกวิธี ผสมผสานกับน้ำพุวิญญาณในมิติของนาง ภูเขาลูกนี้ย่อมกลายเป็นขุมทรัพย์ทางการเกษตรได้อย่างแน่นอน!

"พี่ใหญ่... ท่านกำลังมองอันใดอยู่หรือขอรับ?"

เสียงเล็กๆ ที่แหบพร่าเบื้องหลังทำให้นางต้องหันกลับไปมอง หลินเสี่ยวเฉิน น้องชายตัวน้อยที่เคยเอาแต่หลบอยู่หลังมารดาด้วยความหวาดกลัว บัดนี้กำลังยืนกุมชายเสื้อของนางแน่น แววตาที่เคยมืดมนไร้ทางออก บัดนี้ทอประกายแห่งความชื่นชมและศรัทธาอย่างแรงกล้า หลังจากที่พี่สาวของเขาหาบน้ำพุวิญญาณมาให้ดื่ม และยังกล้าต่อปากต่อคำกับคนบ้านใหญ่เพื่อปกป้องครอบครัว ในใจของเด็กชายตัวน้อย ซูหว่านชิวได้กลายเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งที่สุดไปแล้ว

"ข้ากำลังมองหาเสบียงของพวกเราอยู่น่ะสิ เสี่ยวเฉิน" ซูหว่านชิวลูบศีรษะที่ยุ่งเหยิงของน้องชายอย่างแผ่วเบา "เจ้าอยากไปช่วยพี่ใหญ่หาของอร่อยบนภูเขาหรือไม่?"

"อยากขอรับ! ข้าจะเป็นลูกมือช่วยพี่ใหญ่เอง ข้ามีแรงแล้ว!" หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้าหงึกหงักอย่างกระตือรือร้น กำหมัดน้อยๆ ขึ้นมาแสดงความมุ่งมั่น

ซูหว่านชิวหันไปกำชับให้มารดานอนพักผ่อนอยู่บนเตียงเตา ก่อนจะจูงมือน้องชายเดินลัดเลาะไปตามตีนเขาอู๋กู่ ด้วยพลังของเนตรประเมินวัตถุดิบ การหาอาหารในพงหญ้าแห้งจึงง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ นางกวาดสายตามองไปรอบๆ สิ่งใดที่เปล่งแสงสีแดงหม่น ซึ่งบ่งบอกถึงเชื้อราหรือพิษร้าย นางย่อมพาหลินเสี่ยวเฉินเดินเลี่ยงไปอย่างรวดเร็ว

ทว่าในซอกหินและใต้กอหญ้าหนาทึบ นางกลับพบผักป่าจำพวกผักจี้ช่ายและผักโขมป่าที่ซ่อนตัวอยู่ แสงสีเขียวอ่อนที่แผ่ออกมาจากใบของมันบ่งบอกถึงความสดใหม่ แม้จะดูแคระแกร็นไปบ้างเพราะขาดน้ำ แต่ก็เพียงพอที่จะนำมาประทังชีวิต ซูหว่านชิวสอนให้น้องชายรู้จักวิธีขุดรากผักป่าอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ช้ำ หลินเสี่ยวเฉินเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เขากระตือรือร้นราวกับลูกนกที่เพิ่งหัดบิน รอยยิ้มบริสุทธิ์ของเด็กชายทำให้หัวใจของผู้เป็นพี่สาวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด

เมื่อตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่ามีผักป่าสีเขียวสดกองอยู่จนเกือบครึ่ง สองพี่น้องจึงพากันเดินกลับมายังกระท่อมทรุดโทรม ซูหว่านชิวสวมวิญญาณแม่ครัวยอดฝีมือจากยุคปัจจุบัน นางทำความสะอาดหม้อดินเผาบิ่นๆ อย่างทะมัดทะแมง ก่อไฟด้วยฟืนแห้งที่เก็บมา จากนั้นจึงนำข้าวซ้อมมือหยาบครึ่งถุงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดลงไปต้ม

นางหั่นผักป่าอย่างคล่องแคล่ว แม้มีดทำครัวจะทื่อและขึ้นสนิม แต่ด้วยข้อมือที่พลิกแพลงอย่างมีศิลปะ ผักทุกชิ้นก็ถูกหั่นในขนาดที่เท่ากันอย่างแม่นยำ เมื่อน้ำในหม้อเดือดพล่าน ซูหว่านชิวอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต แอบหยด 'น้ำพุวิญญาณ' จากมิติฟาร์มลงไปในหม้อต้มประมาณหนึ่งถ้วยชา

วินาทีที่หยาดน้ำพุวิญญาณสัมผัสกับน้ำแกงเดือด ปฏิกิริยามหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น กลิ่นเหม็นเขียวของผักป่าและกลิ่นอับของข้าวสารเก่าถูกชะล้างหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นที่บริสุทธิ์และสดชื่นราวกับหยาดน้ำค้างยามเช้า กลิ่นหอมนั้นลอยอบอวลไปทั่วกระท่อมเล็กๆ ทะลุทะลวงเข้าไปถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ได้สูดดม ข้าวหยาบๆ ที่เคยแข็งกระด้างกลับพองตัวนุ่มฟู ผักป่าสีซีดจางก็กลับมามีสีเขียวมรกตน่าทาน

"หอม... หอมเหลือเกินขอรับพี่ใหญ่!" หลินเสี่ยวเฉินกลืนน้ำลายดังเอื้อก เขย่งปลายเท้าชะเง้อมองลงไปในหม้อต้มด้วยดวงตาเป็นประกาย

กระทั่งมารดาที่นอนพักอยู่บนเตียงเตายังต้องพยุงตัวลุกขึ้นมาตามกลิ่นหอม ร่างกายที่เคยสั่นเทาจากการตรากตรำทำงานหนัก บัดนี้เมื่อได้ดื่มน้ำพุวิญญาณเข้าไปก่อนหน้า กอปรกับกลิ่นหอมของอาหารที่เยียวยาจิตใจ เรี่ยวแรงของนางก็เริ่มกลับคืนมาบ้างแล้ว

ซูหว่านชิวตักน้ำแกงผักป่าต้มข้าวใส่ชามกระเบื้องบิ่นๆ สามใบ แจกจ่ายให้ทุกคนในครอบครัว มารดารับชามไปด้วยมือที่สั่นเทา เมื่อน้ำแกงอุ่นๆ ไหลลงสู่ลำคอ รสชาติหวานล้ำของผักป่าและความนุ่มนวลของเมล็ดข้าวที่ผสานกับพลังปราณบริสุทธิ์จากน้ำพุวิญญาณ ก็แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูในร่างกาย ความรู้สึกปวดแปลบที่หน้าอกและอาการไอเรื้อรังถูกปัดเป่าออกไปราวกับปาฏิหาริย์

"หว่านชิว... อาหารมื้อนี้ ช่างอร่อยเหลือเกิน อร่อยกว่าเนื้อสัตว์ใดๆ ที่แม่เคยกินมาทั้งชีวิต..." มารดากล่าวทั้งน้ำตาคลอเบ้า ไม่ใช่แค่เพราะรสชาติ แต่เป็นเพราะความหวังที่นางได้เห็นจากบุตรสาว

"พี่ใหญ่ ข้าจะช่วยท่านทำงานทุกอย่างเลย! ขอแค่มีข้าวอร่อยๆ เช่นนี้กินทุกวัน ข้าก็ไม่กลัวสิ่งใดแล้ว!" หลินเสี่ยวเฉินยกชามซดน้ำแกงจนหยดสุดท้าย ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากอย่างเสียดาย

บรรยากาศในกระท่อมหลังน้อยที่เคยเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง บัดนี้ถูกอบอวลไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแผ่วเบา ซูหว่านชิวมองดูภาพนั้นด้วยความมุ่งมั่น นางรู้ดีว่าทักษะเนตรประเมินและน้ำพุวิญญาณคือของวิเศษ ทว่าหากหวังจะสร้างความมั่งคั่งและมีกินมีใช้อย่างยั่งยืน นางต้องเริ่มลงมือเพาะปลูกอย่างจริงจังเสียที

เมื่อรัตติกาลมาเยือน สมาชิกครอบครัวหลินต่างหลับสนิทด้วยความอิ่มเอมและผ่อนคลาย ซูหว่านชิวหลับตาลง ก่อนจะเพ่งจิตดึงตัวเองเข้าสู่ 'มิติฟาร์มส่วนตัว' อีกครั้ง พื้นที่ดินดำขนาดหนึ่งหมู่ที่ยังคงว่างเปล่ารอคอยการบุกเบิก ทว่าครานี้นางมิได้กลับเข้ามามือเปล่า

"เจ้านาย!" เสียงของเสี่ยวเปาดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของก้อนแป้งสีขาว "ระบบได้ประเมินผลการฟื้นฟูจิตใจของครอบครัวท่านเสร็จสิ้น และได้จัดเตรียมรางวัลสำหรับการเริ่มต้นวิถีแห่งยอดกสิกรไว้ให้แล้วขอรับ!"

เบื้องหน้าของซูหว่านชิว ถุงผ้าแพรขนาดเล็กใบหนึ่งค่อยๆ ลอยลงมาเกาะที่ฝ่ามือของนางอย่างนุ่มนวล เมื่อนางค่อยๆ เปิดปากถุงออก แสงสีเขียวอมหยกที่สว่างไสวเจิดจ้าก็พวยพุ่งออกมาสาดส่องไปทั่วทั้งมิติฟาร์ม กลิ่นไอแห่งชีวิตที่เข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้ทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมล็ดพันธุ์หัวไชเท้าหยกขาว]**