เมล็ดพันธุ์หัวไชเท้าหยกขาว

แสงสีเขียวอมหยกที่พวยพุ่งออกจากถุงผ้าแพรใบจิ๋ว ค่อยๆ หรี่แสงลงจนกลายเป็นละอองปราณอันอบอุ่น ซูหว่านชิวกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับการมองเห็น ก่อนจะเพ่งมองสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือของตนอย่างพินิจพิเคราะห์ มันมิใช่เพชรนิลจินดาหรือของล้ำค่าประดับกาย ทว่ากลับเป็นเมล็ดพันธุ์ขนาดเล็กจิ๋วจำนวนหนึ่งกำมือ เปลือกนอกของมันโปร่งแสงแวววาวราวกับได้รับการแกะสลักมาจากหยกชั้นเลิศ ทรงคุณค่าและเปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตอันบริสุทธิ์

"นี่คือสิ่งใดกัน เสี่ยวเปา?" หญิงสาวเอ่ยถามพลางใช้ปลายนิ้วสัมผัสเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกเย็นซ่านและสดชื่นแล่นปราดจากปลายนิ้วเข้าสู่กึ่งกลางฝ่ามือ

"นี่คือรางวัลสำหรับชุดเริ่มต้นการบุกเบิกขอรับเจ้านาย!" ก้อนแป้งสีขาวลอยวนรอบตัวนางด้วยความตื่นเต้น "มันคือ 'เมล็ดพันธุ์หัวไชเท้าหยกขาว' พืชผลระดับปฐพีที่มีคุณสมบัติพิเศษ แตกต่างจากหัวไชเท้าแห้งเหี่ยวที่ชาวบ้านปลูกกันอย่างสิ้นเชิง มันเติบโตไว ให้รสชาติที่หวานกรอบ ชุ่มฉ่ำ ไร้เสี้ยนกวนใจ และที่สำคัญ... หากปลูกในมิติแห่งนี้ร่วมกับการรดด้วยน้ำพุวิญญาณเจือจาง มันจะดูดซับปราณฟ้าดินจนกลายเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศที่เหลาอาหารใดๆ ก็ต้องยอมทุ่มเงินซื้อขอรับ!"

แววตาของแม่ครัวสาวทะลุมิติเปล่งประกายวาววับราวกับเห็นก้อนตำลึงทองกองอยู่เบื้องหน้า ในหัวของนางเริ่มคิดค้นเมนูอาหารนับสิบประการที่สามารถรังสรรค์ขึ้นจากหัวไชเท้าชั้นเลิศ ทว่าก่อนจะได้ลิ้มรสความสำเร็จ นางย่อมรู้ดีว่าต้องอาบเหงื่อต่างน้ำเสียก่อน

"ยอดเยี่ยม! เช่นนั้นเรามาเริ่มลงมือกันเถอะ พื้นดินพวกนี้รอให้ข้าพลิกฟื้นอยู่แล้ว"

เพียงสิ้นคำกล่าว จอบเหล็กด้ามไม้เนื้อแข็งอันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าตามกลไกช่วยเหลือของระบบ ซูหว่านชิวกระชับด้ามจอบในมือ แม้เรี่ยวแรงของร่างนี้จะยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ แต่วิญญาณนักสู้ของนางนั้นลุกโชน นางก้าวไปยังแปลงดินดำที่ว่างเปล่า ก่อนจะเงื้อจอบขึ้นและสับลงไปบนผืนดิน

"ช้าก่อนขอรับเจ้านาย!" เสี่ยวเปารีบร้องเตือน "การทำเกษตรตามวิถียอดกสิกร มิใช่เพียงการขุดดินให้เป็นหลุมแล้วโยนเมล็ดลงไป ท่านต้องผสานศาสตร์แห่งการจัดการดิน การพรวนดินต้องลงลึกพอประมาณเพื่อเปิดช่องว่างให้อากาศถ่ายเทสู่ชั้นใต้ดิน รากของหัวไชเท้าหยกขาวต้องการความร่วนซุยเป็นอย่างมาก หากดินแน่นเกินไป หัวของมันจะบิดเบี้ยวและสูญเสียรสสัมผัสที่กรอบอร่อย"

ซูหว่านชิวพยักหน้ารับ นางเข้าใจหลักการนี้ดีในฐานะผู้ที่เคยศึกษาวัตถุดิบมาทั้งชีวิต หญิงสาวเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีการลงจอบ นางไม่ใช้เพียงแรงงานหยาบ แต่ใช้จังหวะการงัดและพลิกหน้าดินอย่างสม่ำเสมอ ย่อยก้อนดินที่จับตัวแข็งให้แตกละเอียดเป็นผุยผง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้า ทว่ารอยยิ้มกลับประดับอยู่บนริมฝีปาก

เมื่อแปลงดินขนาดเล็กถูกเตรียมจนร่วนซุยได้ที่ เสี่ยวเปาก็แนะนำให้นางนำน้ำพุวิญญาณเพียงหนึ่งหยดผสมกับน้ำธรรมดาหนึ่งถังใหญ่ เพื่อใช้เป็นน้ำประพรมรองก้นหลุม ซูหว่านชิวจัดการขุดหลุมเล็กๆ กะระยะห่างระหว่างต้นอย่างแม่นยำ เพื่อไม่ให้ใบที่เติบโตขึ้นมาแย่งแสงแดดและสารอาหารกันเอง จากนั้นนางจึงค่อยๆ หยอดเมล็ดพันธุ์หัวไชเท้าหยกขาวลอตแรกถูกปลูกลงดินในมิติอย่างระมัดระวัง กลบดินบางๆ และรดน้ำเจือจางปราณวิญญาณปิดท้าย

ทันทีที่หยาดน้ำกระทบผืนดิน แสงสีเขียวอ่อนๆ ก็วาบขึ้นมาตามแนวแปลงปลูก ราวกับผืนดินกำลังถอนหายใจด้วยความปีติยินดี ซูหว่านชิวยืดตัวขึ้นเช็ดเหงื่อ มองดูผลงานชิ้นเอกของตนด้วยหัวใจที่พองโต นี่คือก้าวแรกแห่งการสร้างอาณาจักรฟาร์มของนางอย่างแท้จริง

ในขณะที่ภายในมิติฟาร์มกำลังอบอวลไปด้วยความหวัง ทว่าโลกภายนอกท่ามกลางความมืดมิดของภูเขาอู๋กู่ สายลมหนาวเหน็บพัดบาดผิวหนังจนแสบสะท้าน ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกำลังย่ำเท้าไปตามทางเดินแคบๆ ที่เต็มไปด้วยหินกรวดด้วยท่าทีลับๆ ล่อๆ

หลินต้าเฉียง ลุงใหญ่แห่งตระกูลหลิน ห่อตัวอยู่ใต้เสื้อกันหนาวตัวหนาพลางสบถพึมพำในลำคอ "ท่านแม่ก็ช่างกระไร อากาศหนาวจนน้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งอยู่รอมร่อ ยังใช้ให้ข้าดั้นด้นขึ้นเขามาดูพวกตัวไร้ค่าบ้านรองอีก ป่านนี้คงอดตายกลายเป็นผีเฝ้าภูเขาไปหมดแล้วกระมัง"

หวังชุ่ยฮวา ผู้เป็นมารดาและย่ามหาภัยของครอบครัว ได้สั่งการอย่างเด็ดขาดให้เขามาแอบดูความเคลื่อนไหวของครอบครัวหลินเอ้อร์หนิว นางสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดผ่านไปหลายวันแล้ว จึงยังไม่มีข่าวการตายของคนบ้านรองหลุดลอดออกมา หากพวกมันตายเกลี้ยง นางจะได้รีบส่งคนมาเก็บข้าวของที่เหลือ แม้แต่หม้อต้มน้ำบุบๆ หรือเสื้อผ้าขาดๆ ก็ยังเอาไปแลกเศษเงินได้

หลินต้าเฉียงย่องฝีเท้าเข้าไปใกล้กระท่อมไม้ไผ่ที่เอนเอียงจนแทบจะพังแหล่มิพังแหล่ เขาพยายามแนบใบหน้าเข้ากับรอยแตกของบานหน้าต่างเพื่อสอดส่อง ทว่าทันทีที่จมูกของเขาขยับสูดอากาศ กลิ่นหอมจางๆ ที่หลงเหลืออยู่ในอากาศก็ทำเอากระเพาะของเขาส่งเสียงร้องจ๊อกๆ

"กลิ่นอันใดกัน... หอมหวานและกลมกล่อมยิ่งนัก กลิ่นน้ำแกงหรือ? เป็นไปไม่ได้! คนอย่างพวกมันจะมีปัญญาหาเนื้อที่ใดมาต้มกิน!" หลินต้าเฉียงเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอและผ่อนคลายของคนสามคนดังลอดออกมาจากในกระท่อม

นอกจากจะไม่ตายแล้ว พวกมันยังหลับสนิทอย่างสุขสบาย ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นอาหารที่หลงเหลือยังบ่งบอกว่าพวกมันแอบซุกซ่อนของดีเอาไว้กินเองโดยไม่นำไปถวายเรือนใหญ่!

ดวงตาของหลินต้าเฉียงวาวโรจน์ไปด้วยความโลภและความริษยา เขาแสยะยิ้มมุมปาก ค่อยๆ ถอยร่นออกจากหน้าต่างอย่างระมัดระวังมิให้เกิดเสียง "ดี... ดีนัก! แอบซุกของดีไว้จริงตามที่ท่านแม่คาดการณ์ ข้าต้องรีบกลับไปรายงาน เรื่องนี้บ้านรองต้องให้คำอธิบาย!" ชายวัยกลางคนรีบหันหลังกลับ วิ่งเหยาะๆ ลงจากภูเขาฝ่าความมืดไปอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมสุมไฟริษยาให้ลุกโชนในรุ่งสาง

ภายในกระท่อม ซูหว่านชิวที่เพิ่งถอนจิตออกจากมิติฟาร์มหลังจากจัดการแปลงปลูกเสร็จสิ้น ค่อยๆ ลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด ประสาทสัมผัสของนางเฉียบคมขึ้นมากหลังจากได้ดื่มน้ำแกงผสมน้ำพุวิญญาณ นางได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เพิ่งวิ่งห่างออกไปจากตัวกระท่อมอย่างชัดเจน หญิงสาวแค่นเสียงเย็นชาในลำคอ มุมปากยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน นางรู้ได้ทันทีว่าสายลับของเรือนใหญ่เพิ่งมาเยือนและจากไป

"อยากจะเล่นงานพวกข้าหรือ... เข้ามาสิ ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้รู้ว่าซูหว่านชิวผู้นี้ ไม่ใช่ลูกพลับนิ่มให้พวกเจ้าบีบเล่นอีกต่อไป" นางหลับตาลงเพื่อพักผ่อน เก็บออมเรี่ยวแรงไว้รับมือกับพายุที่กำลังจะมาเยือน

และแล้ว เมื่อแสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องกระทบผืนป่า ความเงียบสงบของภูเขาอู๋กู่ก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงทุบประตูไม้ไผ่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังมันให้ราบคาบ ตามมาด้วยเสียงแผดร้องแหลมปรี๊ดที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและหน้าด้านหน้าทนดังทะลุเข้ามาถึงเตียงนอน

"หลินเอ้อร์หนิว! นังเด็กเหลือขอซูหว่านชิว! พวกเนรคุณแอบซุกของดีไว้กินเอง ออกมาเดี๋ยวนี้! วันนี้หากข้าไม่ได้ริบของทุกอย่างในบ้าน พวกเจ้าอย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างเป็นสุข!"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ย่ามหาภัยบุกรุก ศึกปะทะคารมหน้ากระท่อม]**