ย่ามหาภัยบุกรุก ศึกปะทะคารมหน้ากระท่อม

บานประตูไม้ไผ่ที่ผุพังลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะหลุดออกจากบานพับ ซูหว่านชิวก้าวเดินอย่างมั่นคงไปขวางหน้าประตู แขนเรียวเล็กทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวยื่นออกไปกั้นหลินเอ้อร์หนิวผู้เป็นบิดาที่กำลังกะเผลกพยายามจะออกไปรับหน้าแทน นางหันไปส่งสายตาให้หลินเสี่ยวเฉินน้องชายตัวน้อยคอยพยุงบิดาไว้ ก่อนจะกระชากบานประตูเปิดออกอย่างแรง

เบื้องหน้ากระท่อมซอมซ่อปรากฏร่างของหวังชุ่ยฮวา หญิงชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นและดวงตาขุ่นมัวที่บัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยความโลภประกายกร้าว ด้านหลังของนางไร้เงาของหลินต้าเฉียงผู้เป็นลุงใหญ่ คาดว่าคงไปซุ่มดูลาดเลาอยู่ห่างๆ ปล่อยให้มารดาผู้นี้มาออกหน้าแย่งชิงของตามความถนัด

"นังเด็กเหลือขอ! ซ่อนของกินอันใดไว้ เอาออกมาให้หมดเดี๋ยวนี้!" หวังชุ่ยฮวาแผดเสียงแหลมปรี๊ด พลางชะโงกหน้าพยายามสอดส่ายสายตาเข้าไปในกระท่อม ทว่าเมื่อมองไม่เห็นเสบียงอาหารหรือเนื้อสัตว์ตามที่บุตรชายคนโตรักษาการไว้ สายตาอันตะกละตะกลามก็ไปสะดุดเข้ากับหม้อเหล็กต้มน้ำเก่าๆ ใบเดียวที่ตั้งอยู่บนเตาดินเผา

"ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีของดีมาสวามิภักดิ์ต่อเรือนใหญ่ เช่นนั้นหม้อใบนี้ข้าจะยึดกลับไป! ของในบ้านตระกูลหลิน ย่อมต้องเป็นของข้า!" หวังชุ่ยฮวาไม่รอช้า พุ่งตัวปราดเข้าไปหมายจะคว้าหูหม้อเหล็กอันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ใช้ต้มน้ำและปรุงยา

ทว่าซูหว่านชิวไวกว่า นางก้าวเท้าขวางหน้าเตาดินเผา แววตาคมกริบดุจใบมีดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาขุ่นมัวของหญิงชรา รังสีความกดดันประหลาดแผ่ซ่านออกจากร่างบางจนหวังชุ่ยฮวาเผลอชะงักเท้า

"หยุดมือของท่านเดี๋ยวนี้" น้ำเสียงของซูหว่านชิวราบเรียบทว่าเย็นเยียบถึงกระดูก "ท่านย่า ท่านอายุมากจนเลอะเลือนไปแล้วหรือไร หม้อใบนี้เป็นสิ่งเดียวที่ผู้นำหมู่บ้านอนุญาตให้พวกเรานำติดตัวมาในวันถูกขับไล่ มันเป็นสมบัติของบ้านรอง ไม่ใช่ของเรือนใหญ่"

"เจ้า... นังหลานอกตัญญู! กล้าเถียงข้าผู้เป็นย่าเชียวหรือ!" หวังชุ่ยฮวาตบต้นขาตนเองฉาดใหญ่ เริ่มใช้ไม้ตายประจำตัวเรียกร้องความสนใจ "ฟ้าดินจงเป็นพยาน! เลี้ยงหมามันยังรู้จักเฝ้าบ้าน แต่เลี้ยงบ้านรองกลับได้พวกเนรคุณ! ข้าเป็นย่าแท้ๆ แค่จะเอาหม้อเก่าๆ กลับไปใช้สอย พวกมันยังกล้าขัดขวาง!"

ซูหว่านชิวแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน นางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ ดึงเอากระดาษแผ่นหนึ่งที่ยับยู่ยี่แต่ยังคงเห็นรอยประทับตราสีแดงของผู้นำหมู่บ้านอย่างชัดเจนชูขึ้นเหนือหัว

"ท่านย่า หากท่านจะอ้างความกตัญญู ท่านจงเบิกตาดูหนังสือตัดขาดญาติแผ่นนี้ให้เต็มตา! วันที่ท่านไล่บิดาข้าที่ขาหักและน้องชายที่หิวโซออกจากบ้าน ให้มาตากน้ำค้างรอความตายบนภูเขาอู๋กู่ ความเป็นย่าหลานได้ขาดสะบั้นลงแล้ว! ในหนังสือนี้ระบุชัดเจนว่าบ้านรองกับเรือนใหญ่ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก หากวันนี้ท่านกล้าหยิบฉวยแม้แต่เศษฟืนในกระท่อมข้า ข้าจะถือว่าท่านเป็น 'โจรบุกรุกปล้นทรัพย์' และจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องต่อศาลตำบลผิงอันให้ทางการมาลากคอท่านเข้าคุก!"

คำว่า 'เข้าคุก' และ 'โจรปล้นทรัพย์' ทำเอาหวังชุ่ยฮวาหน้าถอดสี แต่ความดื้อด้านยังมีมากกว่า นางชี้หน้าด่าทอต่อ "เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ! นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่!"

ซูหว่านชิวไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย นางสูดหายใจลึกก่อนจะตะโกนสุดเสียงก้องกังวานไปทั่วตีนเขา จงใจให้ชาวบ้านที่กำลังเดินผ่านไปมาเพื่อหาของป่าในยามเช้าตรู่ได้ยินกันถ้วนหน้า

"พี่น้องชาวหมู่บ้านหลีอวี่ทุกท่าน ช่วยมาเป็นพยานให้ข้าที! วันก่อนเรือนใหญ่ตระกูลหลินขับไล่บิดาข้าที่ขาเป๋และน้องชายที่ผอมโซมาอยู่บนเขาแห้งแล้ง หวังให้พวกเราอดตาย มาวันนี้เห็นพวกเรายังไม่ตาย หวังชุ่ยฮวายังบุกรุกเข้ามาหวังจะขโมยหม้อต้มน้ำใบสุดท้ายของพวกเราไปอีก! จิตใจเรือนใหญ่ทำด้วยสิ่งใดกัน หรือต้องให้พวกเราบ้านรองตายตกไปต่อหน้า พวกท่านถึงจะพอใจ!"

เสียงตะโกนก้องของนางดึงดูดชาวบ้านสี่ห้าคนที่แบกตะกร้าผ่านหน้ากระท่อมให้หยุดยืนดู พวกเขาเริ่มกระซิบกระซาบและชี้มือชี้ไม้มาทางหวังชุ่ยฮวา สายตาหลายคู่เต็มไปด้วยความตำหนิติเตียนและการเหยียดหยามต่อการกระทำอันหน้าด้านหน้าทนของหญิงชรา

"นั่นสิ บีบคั้นกันเกินไปแล้ว บ้านรองก็มีสภาพเช่นนั้น ยังจะมารังแกกันอีก" เสียงกระซิบของชาวบ้านดังแว่วมาเข้าหูหวังชุ่ยฮวา

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์พลิกผัน ชาวบ้านต่างพากันเข้าข้างบ้านรอง ซ้ำยังมีหนังสือตัดขาดญาติที่ขู่จะเอาความถึงทางการ หวังชุ่ยฮวาผู้ขี้ขลาดเมื่อเผชิญกับกฎหมายก็หน้าแดงสลับเขียวด้วยความอับอายและโกรธแค้น นางถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเกรี้ยวกราด

"ฝากไว้ก่อนเถิดนังมารร้าย! ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าจะอดตายอยู่บนเขานี้เมื่อใด!" นางสบถทิ้งท้ายก่อนจะสะบัดหน้า เดินกระทืบเท้าหนีลงเขาไปอย่างรวดเร็วราวกับสุนัขจนตรอก

ซูหว่านชิวมองตามแผ่นหลังที่ห่างออกไป สายตาของนางเย็นชา นางรู้ดีว่าความเกลียดชังระหว่างตนเองกับหวังชุ่ยฮวาได้หยั่งรากลึกลงไปอีกขั้น แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ นางหันกลับมาหาบิดาและน้องชายที่ยืนมองนางด้วยความตื่นตะลึงระคนเลื่อมใส

ชาวบ้านที่มุงดูเมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกให้ชมแล้วก็พากันแยกย้ายไปหาของป่าต่อ ทว่ามีเพียงหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ยังคงรั้งอยู่ นางมีใบหน้าซูบผอม สวมเสื้อผ้าปะชุนแต่ดูสะอาดสะอ้าน นางก้าวเท้าเข้ามาหาซูหว่านชิวอย่างกล้าๆ กลัวๆ พลางเหลียวซ้ายแลขวาประหนึ่งกลัวใครมาเห็น

"หว่านชิว..." น้ำเสียงของนางสั่นพร่าเล็กน้อย ซูหว่านชิวจดจำได้ทันทีว่านี่คือ ป้าหลี่ เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ตีนเขา ถัดจากทางขึ้นภูเขาอู๋กู่ไปไม่ไกลนัก

ป้าหลี่รีบยัดของบางอย่างที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าเก่าๆ ลงในมือของซูหว่านชิว เมื่อสัมผัสโดน นางรับรู้ได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมา ซูหว่านชิวเปิดผ้าออกดูและพบไข่ไก่ใบย่อมสองฟองซ่อนอยู่ด้านใน

"รับไปเถิดลูก ป้ามีไม่มากนัก ที่บ้านก็ขัดสน แต่เห็นพ่อเจ้ากับน้องชายเจ้าซูบผอมเพียงนั้น ป้าอดสงสารไม่ได้ เอาไปต้มให้พ่อกับน้องกินบำรุงร่างกายเสียนะ" ป้าหลี่กล่าวด้วยความเมตตา

ในจังหวะนั้น ทักษะ 'เนตรประเมินวัตถุดิบ' ของซูหว่านชิวทำงานโดยอัตโนมัติ นางมองเห็นประกายแสงสีเขียวอ่อนจางๆ เรืองรองรอบไข่ไก่ทั้งสองฟอง บ่งบอกถึงความสดใหม่และคุณภาพที่ดีเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น มันยังบ่งบอกถึงความจริงใจอันบริสุทธิ์ของชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ยอมเฉือนเนื้อแบ่งปันอาหารล้ำค่าให้ผู้อื่น

หัวใจของแม่ครัวสาวที่เคยมองโลกด้วยความระแวดระวังพลันอบอุ่นขึ้น นางกุมมือหยาบกร้านของป้าหลี่ไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง "ป้าหลี่ บุญคุณข้าวแดงแกงร้อนในยามยากนี้ หว่านชิวจะสลักไว้ในใจ หากวันหน้าครอบครัวข้าตั้งตัวได้ ข้าจะตอบแทนท่านอย่างงามแน่นอนเจ้าค่ะ"

ป้าหลี่ยิ้มบางๆ ลูบศีรษะซูหว่านชิวเบาๆ ก่อนจะขอตัวเดินจากไปเพื่อไปทำไร่ทำนาต่อ ซูหว่านชิวนำไข่ไก่สองฟองกลับเข้ามาในกระท่อม นางตัดสินใจนำมันไปต้มในน้ำพุวิญญาณเจือจางเพื่อดึงรสชาติและสรรพคุณบำรุงร่างกายออกมาให้มากที่สุด แม้จะเป็นเพียงมื้ออาหารที่แสนเรียบง่าย แต่รอยยิ้มของหลินเอ้อร์หนิวและหลินเสี่ยวเฉินที่ได้ลิ้มรสไข่ต้มแสนอร่อย ก็เป็นเสมือนพลังใจชั้นดีให้นางก้าวเดินต่อไป

ทว่าซูหว่านชิวรู้ดีว่า ลำพังความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากเพื่อนบ้านย่อมไม่อาจทำให้พวกเขารอดพ้นจากฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงได้ นางต้องพึ่งพาตนเอง นางต้องใช้ประโยชน์จากความลับที่ซ่อนอยู่ในจิตวิญญาณให้ถึงที่สุด

ตกดึก เมื่อเสียงกรนเบาๆ ของบิดาและน้องชายดังขึ้น ซูหว่านชิวที่เอนกายอยู่บนเตียงแข็งๆ ก็ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง นางเรียกหาผู้ช่วยตัวน้อยในห้วงความคิดทันที

'เสี่ยวเปา ข้าพร้อมแล้ว พาข้าเข้าไปในมิติฟาร์มที'

เพียงชั่วพริบตา ก้อนแป้งสีขาวนุ่มฟูก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ส่องแสงสว่างเรืองรองราวกับหิ่งห้อยตัวน้อย 'รับทราบขอรับนายหญิง! วันนี้ท่านปะทะคารมได้ยอดเยี่ยมมาก ระบบได้บันทึกคะแนนความกล้าหาญให้ท่านแล้ว ตอนนี้เชิญท่านเข้าสู่มิติฟาร์มได้เลยขอรับ มีสิ่งมหัศจรรย์กำลังรอท่านอยู่!'

สติของซูหว่านชิวถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงมิติลับ เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้งท่ามกลางอากาศที่บริสุทธิ์และสดชื่น กลิ่นหอมจางๆ ของไอดินและพืชพรรณก็เตะจมูก นางรีบสาวเท้าก้าวตรงไปยังแปลงดินขนาดหนึ่งหมู่ที่เมื่อวานนางเพิ่งหย่อนเมล็ดพันธุ์ลงไป

และเมื่อสายตาของนางปะทะเข้ากับภาพเบื้องหน้า นัยน์ตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงจนแทบหยุดหายใจ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เก็บเกี่ยวครั้งแรก ปาฏิหาริย์แห่งมิติ]**