เก็บเกี่ยวครั้งแรก ปาฏิหาริย์แห่งมิติ

ภาพแปลงดินขนาดหนึ่งหมู่ที่เบื้องหน้า ทำเอาลมหายใจของซูหว่านชิวสะดุดกึก ผืนดินที่เพิ่งจะพลิกหน้าและหยอดเมล็ดพันธุ์ลงไปเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยใบสีเขียวชอุ่มกอใหญ่เรียงรายเป็นระเบียบสุดลูกหูลูกตา ใต้พุ่มใบหนานั้นคือส่วนหัวที่ดันทะลุผิวดินขึ้นมาอวดโฉม เปล่งประกายสีขาวนวลละออราวกับหยกชั้นเลิศที่ผ่านการเจียระไนมาอย่างดี

‘นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไรกัน?’ หญิงสาวพึมพำอย่างเหม่อลอย

ก้อนแป้งสีขาวนุ่มฟูลอยวนรอบตัวนางอย่างเริงร่า ‘เสี่ยวเปาบอกนายหญิงแล้วอย่างไรเล่าขอรับ ว่ามิติแห่งนี้คือสุดยอดปาฏิหาริย์! เวลาในมิติฟาร์มเดินเร็วกว่าโลกภายนอกถึงสิบเท่า เพียงหนึ่งคืนที่ท่านหลับใหล เท่ากับพืชพรรณเหล่านี้ได้รับเวลาเติบโตหลายวัน ผนวกกับการรดด้วยน้ำพุวิญญาณเจือจาง หัวไชเท้าหยกขาวลอตแรกของท่านจึงเติบโตเต็มที่และพร้อมเก็บเกี่ยวแล้วขอรับ!’

ซูหว่านชิวกระพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสติ นางก้าวเข้าไปใกล้แปลงผักอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเพ่งสมาธิเรียกใช้ทักษะ ‘เนตรประเมินวัตถุดิบ’ ที่เพิ่งปลดล็อกมา

วูบ...

เพียงชั่วอึดใจ แสงสว่างสายหนึ่งก็วาบขึ้นในดวงตาของนาง ทันใดนั้น หัวไชเท้าหยกขาวทุกหัวในแปลงก็ปรากฏละอองแสงสีเขียวเข้มเปล่งประกายล้อมรอบอย่างชัดเจน สีเขียวเข้มบริสุทธิ์ไร้รอยด่างพร้อย บ่งบอกถึงความสดใหม่ระดับสูงสุดและอัดแน่นไปด้วยปราณวิญญาณแห่งธรรมชาติ เป็นคุณภาพที่หาไม่ได้แม้แต่ในหมู่บ้านเกษตรกรที่เชี่ยวชาญที่สุด!

นางย่อตัวลง ใช้สองมือจับที่โคนกอใบสีเขียวแล้วออกแรงดึงเบาๆ

พรึบ!

หัวไชเท้าอวบอ้วนขนาดเท่าท่อนแขนเด็กหลุดออกจากดินร่วนซุยอย่างง่ายดาย ผิวของมันเรียบเนียนไร้รอยตะปุ่มตะป่ำ ซูหว่านชิวอดใจไม่ไหว นางใช้แขนเสื้อเช็ดคราบดินออกเล็กน้อย ก่อนจะใช้เล็บจิกและหักส่วนปลายมาชิม รสสัมผัสแรกที่กระทบลิ้นคือความหวานฉ่ำที่แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก เนื้อของมันกรอบอร่อย ไร้ซึ่งเสี้ยนหรือความขื่นแม้แต่น้อย ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงหยาดน้ำบริสุทธิ์ที่ทำให้สมองปลอดโปร่ง

‘สวรรค์... นี่มันวัตถุดิบชั้นเลิศ! หากนำไปทำน้ำซุปหรือผัด รสชาติจะต้องล้ำเลิศจนภัตตาคารใหญ่ยังต้องเหลียวหลัง!’ สัญชาตญาณแม่ครัวชั้นครูในตัวนางร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น คุณภาพระดับนี้ ไม่ต้องพูดถึงแคว้นเจียงหนานอันห่างไกล ต่อให้ส่งเข้าไปประกวดในเมืองหลวงก็ยังนับว่าเหนือกว่าผักทั่วไปในแคว้นนับสิบช่วงตัว

นางจัดการถอนหัวไชเท้าหยกขาวออกมาสิบกว่าหัว นำไปล้างทำความสะอาดที่ริมลำธารสายเล็กในมิติ ก่อนจะให้เสี่ยวเปาช่วยนำส่งกลับออกไปยังโลกภายนอกพร้อมกับตัวนาง

เมื่อซูหว่านชิวลืมตาขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าด้านนอกกระท่อมยังคงมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์รำไร นางย่องเบาๆ ไปยังลานครัวหน้าบ้าน จัดการจุดเตาไฟด้วยความชำนาญ หัวไชเท้าหยกขาวสามหัวถูกนำมาปอกเปลือกและหั่นเป็นแว่นบางๆ เสียงมีดกระทบเขียงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงทักษะการใช้มีดที่ไม่ธรรมดา

นางตั้งหม้อน้ำจนเดือด หยดน้ำพุวิญญาณที่เก็บไว้ลงไปเพียงหนึ่งหยด จากนั้นจึงใส่หัวไชเท้าฝานบางลงไปต้ม ปรุงรสด้วยเกลือหยาบที่เหลือติดก้นครัวเพียงเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเนื้อสัตว์หรือเครื่องปรุงหรูหรา กลิ่นหอมหวานของหัวไชเท้าต้มก็โชยกรุ่นไปทั่วบริเวณกระท่อมซอมซ่อ ราวกับมีมนตร์สะกดที่ปลุกเร้าความหิวโหยของผู้คน

กลิ่นหอมหวนรัญจวนใจนั้นลอยเข้าไปถึงในห้องนอน ปลุกให้หลินเอ้อร์หนิวและหลินเสี่ยวเฉินงัวเงียตื่นขึ้นมา

"ท่านพี่... หอมจังเลยขอรับ" เด็กชายตัวน้อยเดินขยี้ตาออกมาจากห้อง ท้องร้องจ๊อกๆ อย่างไม่อาจควบคุม

หลินเอ้อร์หนิวที่เดินกะเผลกตามออกมาก็มีสีหน้าประหลาดใจไม่แพ้กัน "หว่านชิว เจ้าทำอาหารอันใดแต่เช้ามืด ทำไมกลิ่นถึงได้หอมหวานปานนี้?"

"ท่านพ่อ เสี่ยวเฉิน ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ มาล้างหน้าล้างตาแล้วมากินข้าวเช้ากันเถิด ข้าต้มแกงจืดหัวไชเท้าไว้" หญิงสาวยิ้มรับ พลางตักน้ำแกงใสแจ๋วที่มองเห็นชิ้นหัวไชเท้าสีขาวอมใสราวกับคริสตัลลงในชามบิ่นๆ สามใบ

เมื่อสองพ่อลูกได้รับชามน้ำแกง ทั้งคู่ก็ไม่รอช้า ยกขึ้นซดด้วยความหิวโหย ทันทีที่น้ำแกงอุ่นๆ และชิ้นหัวไชเท้าแตะลิ้น ดวงตาของหลินเสี่ยวเฉินก็เบิกกว้างเป็นประกาย "อร่อย! อร่อยที่สุดเลยขอรับท่านพี่! หวานกรอบไม่มีเสี้ยนเลย ข้าไม่เคยกินผักที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน!"

ทางด้านหลินเอ้อร์หนิวนั้นตกตะลึงยิ่งกว่า ทันทีที่เขากลืนหัวไชเท้าลงคอ เขาสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง ความเหนื่อยล้าสะสมจากการตรากตรำทำงานหนักและอาการปวดบวมที่ขาข้างที่เป๋ คล้ายจะทุเลาลงอย่างน่าประหลาดใจ ชายวัยกลางคนวางชามลง นัยน์ตาฉายแววเคร่งขรึมและสงสัย

"หว่านชิว... ผักนี่เจ้านำมาจากที่ใด?" หลินเอ้อร์หนิวเอ่ยถามเสียงจริงจัง "พ่อเกิดมาจนอายุป่านนี้ คลุกคลีกับดินกับหญ้ามาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็นหัวไชเท้าที่ใดมีรสชาติและทำให้ร่างกายรู้สึกมีพลังเช่นนี้มาก่อน นี่ไม่ใช่ผักธรรมดาที่ชาวบ้านทั่วไปจะปลูกได้แน่"

ซูหว่านชิวชะงักไปเล็กน้อย นางรู้ดีว่าบิดาแม้จะซื่อสัตย์แต่ก็ไม่ได้โง่เขลา การเอาวัตถุดิบระดับเหนือธรรมชาติออกมา ย่อมต้องมีข้ออ้างที่รัดกุม

หญิงสาววางตะเกียบลงและตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความจริงจัง "ท่านพ่อ ข้าไม่อาจปิดบังท่านได้ เมื่อวานตอนที่ข้าขึ้นไปหาฟืนบนยอดเขาอู๋กู่ด้านหลัง ข้าพลัดหลงเข้าไปในหุบเขาลับตาคนแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีดินสีดำสนิทแปลกประหลาด และมีผักป่าสายพันธุ์พิเศษนี้ขึ้นอยู่ ข้าเห็นว่ามันดูอวบอ้วนน่ากิน จึงลองขุดกลับมาต้มดู ไม่นึกเลยว่ารสชาติจะล้ำเลิศถึงเพียงนี้"

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย สบตาบิดาด้วยแววตาซื่อตรง "ข้าคิดว่า น่าจะเป็นเพราะดินบนยอดเขานั้นอุดมสมบูรณ์ และสายพันธุ์ผักป่านี้ก็คงเติบโตมาจากการดูดซับน้ำค้างบริสุทธิ์นับร้อยปีเจ้าค่ะ"

หลินเอ้อร์หนิวฟังคำอธิบายนั้นแล้วก็พยักหน้าช้าๆ ความสงสัยลดทอนลงไปกว่าครึ่ง ในป่าเขาลึกมักมีสมุนไพรและพืชพรรณวิเศษซ่อนอยู่เสมอ หากบุตรสาวของเขาบังเอิญไปพบเข้าก็นับว่าเป็นวาสนาของครอบครัว "เช่นนั้นก็ดีแล้ว แต่อย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปให้คนบ้านใหญ่รู้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นพวกเขาต้องแห่กันขึ้นไปขุดผักป่าของเจ้าจนหมดแน่... และเจ้าเองก็ต้องระวังตัว ภูเขาลึกมีสัตว์ป่าดุร้าย อย่าได้เข้าไปลึกนักเล่า"

"ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ" ซูหว่านชิวลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

หลังมื้ออาหาร ซูหว่านชิวมองดูชามที่ว่างเปล่าสลับกับกระบุงไม้ไผ่ใบใหญ่ที่มุมห้อง แววตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แม้จะมีอาหารชั้นเลิศอยู่ในมือ แต่พวกเขาไม่สามารถกินแต่หัวไชเท้าประทังชีวิตไปตลอดฤดูหนาวได้ พวกเขาต้องการข้าวสาร เนื้อสัตว์ เครื่องนุ่งห่ม และที่สำคัญที่สุดคือ 'เงินทุน' เพื่อนำมาต่อยอดซื้อเมล็ดพันธุ์อื่นๆ

นางตัดสินใจแล้ว วัตถุดิบชั้นเลิศเช่นนี้ หากนำไปขายให้ถูกที่ ย่อมต้องสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล!

ซูหว่านชิวลุกขึ้น เดินไปหยิบกระบุงไม้ไผ่ที่สานอย่างหยาบๆ มาวางไว้ตรงหน้า ก่อนจะเริ่มนำหัวไชเท้าหยกขาวที่เหลืออีกนับสิบหัวบรรจุลงไปอย่างระมัดระวัง ใช้ใบไม้และหญ้าแห้งปิดทับด้านบนเพื่อพรางสายตาผู้คน

"หว่านชิว เจ้ากำลังจะทำสิ่งใดแต่เช้ามืด ฟ้ายังไม่ทันสางเลยนะ?" หลินเอ้อร์หนิวถามด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นบุตรสาวเตรียมสัมภาระ

"ข้าจะนำผักป่าพวกนี้ไปลองขายที่ตลาดเช้าตำบลผิงอันเจ้าค่ะท่านพ่อ" ซูหว่านชิวกระชับสายสะพายกระบุงขึ้นบนบ่า "ผักคุณภาพดีเยี่ยมเช่นนี้ พวกเศรษฐีในตัวตำบลย่อมต้องยอมจ่ายในราคาสูง ข้าจะหาเงินก้อนแรกมาซื้อเสบียงให้ครอบครัวเราเอง"

ทันทีที่นางพูดจบ มือเล็กๆ ที่สั่นเทาก็เอื้อมมาจับชายแขนเสื้อของนางเอาไว้แน่น หลินเสี่ยวเฉินช้อนดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นมองผู้เป็นพี่สาว

"ท่านพี่! ข้าไม่ให้ท่านไปคนเดียว ข้าจะไปด้วย ข้าจะไปช่วยท่านแบกของ!"

ซูหว่านชิวก้มมองน้องชายตัวผอมแห้งที่พยายามทำตัวเข้มแข็ง ลมหนาวระลอกแรกแห่งยามเช้าพัดลอดรอยต่อของแผ่นไม้เข้ามาจนสั่นสะท้าน เส้นทางเดินเท้าไปตำบลผิงอันนั้นไกลถึงหนึ่งชั่วยาม และตลาดเช้าก็เต็มไปด้วยอันตรายจากพ่อค้าแม่ค้าหน้าเลือด ทว่าเมื่อเห็นประกายความมุ่งมั่นในดวงตาของเด็กชาย นางก็รู้ว่านี่คือบททดสอบแรกที่พวกเขาพี่น้องต้องก้าวข้ามไปด้วยกัน

"ได้สิ..." ซูหว่านชิวคลี่ยิ้มบาง รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความมั่นใจของแม่ครัวยอดฝีมือแห่งยุค "เช่นนั้นก็รีบสวมเสื้อผ้าให้อุ่นเสีย วันนี้พี่สาวจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตา ดูว่าเราจะกอบโกยเงินทองจากพวกคนรวยได้อย่างไร!"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ก้าวแรกสู่ตลาดเช้าตำบลผิงอัน]**