เจ้าถิ่นรังแก กับกลยุทธ์การตลาดของแม่ครัว

ซูหว่านชิวดึงร่างผอมบางของหลินเสี่ยวเฉินที่กำลังสั่นเทาไปหลบเบื้องหลังตนเองอย่างรวดเร็ว ดวงตากระจ่างใสดุจน้ำในฤดูสารทารวบกวาดมองสตรีวัยกลางคนตรงหน้า นางเป็นสตรีร่างท้วม ใบหน้าอวบอูมประดับด้วยไฝเม็ดใหญ่ที่มุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความริษยาและมาดร้ายอย่างปิดไม่มิด บนแผงลอยด้านข้างของสตรีผู้นี้เต็มไปด้วยผักกาดและหัวไชเท้าที่เหี่ยวเฉา ใบมีรอยแมลงกัดกินจนแหว่งวิ่น

เมื่อซูหว่านชิวเพ่งมองผ่าน 'เนตรประเมินวัตถุดิบ' ซึ่งเป็นทักษะพิเศษจากระบบยอดกสิกร นางก็เห็นแสงสีแดงหม่นหมองลอยกรุ่นอยู่รอบผักบนแผงของสตรีผู้นั้น บ่งบอกถึงคุณภาพที่ย่ำแย่และรสชาติที่ฝาดขมอย่างชัดเจน ช่างแตกต่างจากหัวไชเท้าหยกขาวในกระบุงของนาง ที่เปล่งประกายรัศมีสีเขียวมรกตเจือแสงสีทองเรืองรอง สะท้อนถึงความสดใหม่และอุดมไปด้วยปราณวิญญาณบริสุทธิ์

"หัวไชเท้าแห้งเหี่ยวของเจ้า ขืนวางขายก็เกะกะสายตาผู้คนเปล่าๆ รังแต่จะทำให้น้ำลายหกเลอะเทอะพื้น ถอยไปเสีย อย่ามาขวางทางทำเงินของข้า!" แม่ค้าเจ้าถิ่นตวาดเสียงดังลั่น ตะเบ็งจนน้ำลายกระเซ็น หวังจะใช้เสียงข่มขู่เด็กสาวชาวนาซอมซ่อให้หวาดกลัวจนหนีเตลิดไป ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ขายละแวกนั้นเริ่มชะงักฝีเท้าและหันมามองดูลานตบตีแย่งชิงพื้นที่อันเป็นเรื่องปกติของตลาดเช้า

ทว่า ซูหว่านชิวหาใช่เด็กสาวชาวนาผู้อ่อนแอคนเดิมไม่ นางคือปรมาจารย์แม่ครัวจากยุคอนาคตที่เคยฟาดฟันกับนักวิจารณ์อาหารมาแล้วนับไม่ถ้วน นางเพียงแค่นยิ้มบางๆ มุมปาก มิได้โต้เถียงด้วยถ้อยคำหยาบคายหรือใช้กำลังเข้าปะทะแต่อย่างใด นางรู้ดีว่าในสมรภูมิการค้า การใช้อารมณ์คือหนทางสู่ความพ่ายแพ้ สติปัญญาและกลยุทธ์ต่างหากคืออาวุธที่แท้จริง

"ท่านป้ากล่าวหนักเกินไปแล้วเจ้าค่ะ" น้ำเสียงของซูหว่านชิวกังวานใส ไพเราะทว่าหนักแน่นดึงดูดความสนใจของฝูงชน "พื้นที่ตรงนี้ว่างเปล่า ไร้เจ้าของขีดเส้นจอง ข้าเพียงอาศัยมุมเล็กๆ วางกระบุง มิได้ไปทับที่ร่มเงาของแผงท่านเสียหน่อย อีกอย่าง... ของดีหรือของเลว มิได้ตัดสินกันที่เสียงตะคอก แต่อยู่ที่รสชาติกระมังเจ้าคะ"

"หนอย! นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! หัวไชเท้าเปื้อนโคลนของเจ้า ใครจะไปโง่ซื้อ!" แม่ค้าเจ้าถิ่นเบิกตากว้าง ถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะเข้ามาหาเรื่องต่อ

ซูหว่านชิวเมินเฉยต่อนางอย่างสิ้นเชิง หญิงสาวหันไปหาชายร่างใหญ่เจ้าของแผงขายเนื้อหมูที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง ชายผู้นี้มีหนวดเคราครึ้ม ดูน่าเกรงขาม ทว่าแววตาของเขากลับแฝงความประหลาดใจที่เห็นเด็กสาวตัวเล็กๆ นิ่งสงบได้ถึงเพียงนี้

"ท่านลุงเจ้าคะ ผู้น้อยขอเสียมารยาท ยืมมีดแล่เนื้อเล่มเล็กของท่านสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าสัญญาว่าจะเช็ดทำความสะอาดให้เงางามก่อนส่งคืน" ซูหว่านชิวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มจริงใจ

ลุงขายเนื้อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความกล้าหาญและกิริยาที่ฉะฉานของนางทำใหเขาเกิดความประทับใจลึกๆ เขาพยักหน้าเงียบๆ ก่อนจะหยิบมีดเล่มเล็กที่ลับจนคมกริบยื่นให้นาง

"ขอบพระคุณเจ้าค่ะ" ซูหว่านชิวรับมีดมา เช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าฝ้ายผืนเล็กที่พกติดตัวมาอย่างทะนุถนอม จากนั้นนางจึงหยิบหัวไชเท้าหยกขาวหัวที่อวบอ้วนที่สุดขึ้นมาไว้ในมือ

เพียงพริบตาเดียว ท่าทีของเด็กสาวซอมซ่อก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน กลิ่นอายของยอดแม่ครัวผู้กุมชะตาวัตถุดิบแผ่ซ่านออกมา ข้อมือบางตวัดพลิ้วไหวราวกับร่ายรำ เสียงมีดกระทบเนื้อหัวไชเท้าดัง *ฉับ ฉับ ฉับ* อย่างสม่ำเสมอและเฉียบขาด เปลือกบางสีขาวหลุดลอกออก เผยให้เห็นเนื้อในที่โปร่งแสงดุจหยกสลัก หยาดน้ำค้างบริสุทธิ์ซึมรื้นออกมาตามรอยตัด ส่งกลิ่นหอมหวานสดชื่นราวกับผลไม้ในฤดูใบไม้ผลิลอยเตะจมูกผู้คนรอบข้าง

ฝูงชนที่มุงดูถึงกับลอบกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมเช่นนี้พวกเขาไม่เคยพานพบจากผักชนิดใดมาก่อน

"พี่น้องทุกท่านเจ้าคะ!" ซูหว่านชิวร้องเรียกด้วยรอยยิ้มการค้าบนใบหน้า "หัวไชเท้าหยกขาวของข้า ปลูกด้วยความใส่ใจ รสชาติหวานกรอบชุ่มคอ วันนี้ข้านำมาขายเป็นวันแรก จึงอยากงัดกลยุทธ์ที่เรียกว่า 'ชิมฟรี' มามอบให้ทุกท่านเจ้าค่ะ!"

"ชิมฟรี? ชิมฟรีคืออันใดรึ?" ชาวบ้านคนหนึ่งร้องถามด้วยความงุนงง คำศัพท์ประหลาดนี้ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน

"หมายความว่า ข้าจะฝานให้ทุกท่านได้ลิ้มรสดูเปล่าๆ โดยมิคิดเงินแม้แต่อีแปะเดียวเจ้าค่ะ! หากชิมแล้วไม่อร่อย ไม่ต้องควักเงินซื้อ แต่หากชิมแล้วถูกใจ ค่อยอุดหนุนข้าสักหัวสองหัวก็พอเจ้าค่ะ" ซูหว่านชิวอธิบายพร้อมกับใช้ปลายมีดเสียบชิ้นหัวไชเท้าที่หั่นเป็นแผ่นบางเท่ากันทุกชิ้น ยื่นไปเบื้องหน้า

ในยุคสมัยที่อาหารการกินฝืดเคือง การมีของให้กินเปล่าๆ นับเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ผู้คนต่างลังเล ไม่มีใครกล้าก้าวออกมารับเป็นคนแรก

ทันใดนั้น ลุงขายเนื้อที่ทนกลิ่นหอมยั่วน้ำลายไม่ไหวก็หัวเราะฮ่าๆ ออกมา "ดี! ในเมื่อให้ชิมฟรี ลุงผู้นี้จะขอเป็นหนูทดลองให้เจ้าเอง!"

เขารับชิ้นหัวไชเท้าไปโยนเข้าปาก ทันทีที่ฟันขบลงไป เสียงกรุบกรอบก็ดังชัดเจน น้ำหวานฉ่ำทะลักล้นอาบชุ่มลิ้น ความหวานละมุนที่ไร้ซึ่งรสฝาดขมหรือเสี้ยนระคายคอแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก มันสดชื่นเสียยิ่งกว่าการได้กินสาลี่หิมะชั้นเลิศเสียอีก!

ดวงตาของลุงขายเนื้อเบิกกว้างราวกับไข่ห่าน เขากลืนหัวไชเท้าลงคออย่างรวดเร็ว ก่อนจะตบต้นขาตนเองฉาดใหญ่ "สวรรค์! นี่มันหัวไชเท้าหรือผลท้อสวรรค์กันแน่! เกิดมาข้าไม่เคยปะทะรสชาติที่หวานกรอบปานนี้มาก่อน นังหนู! ข้าเหมาห้าหัว! ไม่สิ เอามาสิบหัวเลย!"

คำยืนยันของพ่อค้าเนื้อที่คนในตลาดคุ้นเคย ทำลายความกำแพงความลังเลของฝูงชนจนหมดสิ้น ชาวบ้านต่างกรูระนาวกันเข้ามาขอชิม

"อ๊ะ! หวานจริงๆ ด้วย! เอาให้ข้าสามหัว!"

"ข้าเอาห้าหัว! จะเอาไปต้มน้ำแกงให้หลานชาย!"

"อย่าแย่งกัน! ข้ามาก่อน ข้าเหมาหมดตะกร้าฝั่งซ้ายนี่เลย!"

เสียงจอแจเปลี่ยนจากการมุงดูเรื่องวิวาท กลายเป็นการแย่งชิงสินค้าอย่างบ้าคลั่ง ซูหว่านชิวรับเงินทองแดงที่หลั่งไหลเข้ามาจนแทบจะล้นมือ หลินเสี่ยวเฉินที่ยืนตะลึงอยู่ในตอนแรก รีบเข้ามาช่วยพี่สาวรับเงินและส่งหัวไชเท้าให้ลูกค้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้าง สองพี่น้องทำงานสอดประสานกันอย่างคล่องแคล่ว

เพียงชั่วจิบชาเดียว... หัวไชเท้าหยกขาวกว่าสามสิบหัวในกระบุงก็ถูกกวาดซื้อไปจนหมดเกลี้ยง!

บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความชื่นมื่นของลูกค้าที่ได้ของดีกลับบ้าน ในขณะเดียวกัน แม่ค้าเจ้าถิ่นที่เคยชี้หน้าด่าทอซูหว่านชิวเมื่อครู่ บัดนี้ยืนอ้าปากค้าง แววตาแข็งค้างราวกับถูกผีหลอก แผงขายผักเหี่ยวๆ ของนางไม่มีผู้ใดชายตามองแม้แต่คนเดียว ความอิจฉาริษยาและไฟแค้นสุมอกจนใบหน้าบิดเบี้ยวกลายเป็นสีเขียวคล้ำ นางได้แต่มองถุงเงินที่ตุงจนแทบปริของเด็กสาวซอมซ่อด้วยความริษยาจนแทบกระอักเลือด

ซูหว่านชิวนำมีดไปล้างน้ำจนสะอาดเอี่ยม ก่อนจะส่งคืนให้ลุงขายเนื้อพร้อมค้อมศีรษะอย่างงดงาม "ขอบพระคุณท่านลุงที่ให้ยืมมีด และช่วยเปิดประเดิมเป็นลูกค้ารายแรกให้ข้าเจ้าค่ะ"

ลุงขายเนื้อรับมีดกลับมาพลางหัวเราะร่วน "เป็นเพราะของเจ้าดีจริงต่างหากเล่า นังหนู เจ้าช่างฉลาดเฉลียวยิ่งนัก"

จากนั้น นางจึงหันไปหาแม่ค้าเจ้าถิ่นที่ยืนสั่นเป็นเจ้าเข้า ซูหว่านชิวยิ้มละมุนทว่าคำพูดกลับแฝงด้วยคมมีดที่กรีดลึก "ขอบพระคุณท่านป้าเช่นกันนะเจ้าคะ ที่ช่วยตะเบ็งเสียงเรียกลูกค้าให้เมื่อครู่ หากไม่ได้ความกรุณาจากท่าน ผู้คนคงไม่เดินมารวมตัวกันที่แผงเล็กๆ ของข้าเร็วถึงเพียงนี้... ขอให้ท่านขายผักเหี่ยวๆ ของท่านให้หมดไวๆ นะเจ้าคะ"

คำพูดนั้นทำเอาแม่ค้าเจ้าถิ่นถึงกับเข่าอ่อน ทรุดลงไปนั่งพะงาบๆ อยู่กับพื้นโดยไม่อาจหาคำใดมาโต้ตอบได้

ซูหว่านชิวหันกลับมาลูบศีรษะน้องชาย น้ำหนักของพวงเหรียญทองแดงในแขนเสื้อทำให้หัวใจของนางพองโต นี่คือก้าวแรกแห่งความสำเร็จในการสร้างตัวของนาง หญิงสาวเงยหน้าขึ้น สบตากับลุงขายเนื้อเพื่อเตรียมจะเจรจาขอซื้อเนื้อหมูกลับไปบำรุงครอบครัวตามที่ตั้งใจไว้

ทว่า ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปาก ลุงขายเนื้อกลับโน้มตัวลงมาใกล้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจัง สายตาของเขาเหลือบมองข้ามไหล่ของนางไปยังมุมมืดสุดทางเดินของตลาดเช้า

"นังหนู ฝีมือการค้าของเจ้าช่างร้ายกาจนัก" ลุงขายเนื้อกระซิบเตือนด้วยความหวังดี "ทว่า... การเผยความมั่งคั่งในที่แจ้งย่อมดึงดูดฝูงหมาป่า เจ้าจงระวังตัวให้ดีเถิด ดูเหมือนว่ากลิ่นหอมหวานจากเงินในถุงของเจ้า จะเรียกสายตาของตัวบัดซบที่ไม่ได้รับเชิญมาเสียแล้ว!"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เงินถังแรก และการซื้อเสบียงกลับบ้าน]**