เงินถังแรก และการซื้อเสบียงกลับบ้าน

ซูหว่านชิวได้ยินคำเตือนของลุงขายเนื้อ สัญชาตญาณความระแวดระวังในตัวพลันตื่นตัวเต็มที่ ทว่าบนใบหน้ากระจ่างใสกลับไร้ซึ่งรอยตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางปรายตาไปยังมุมมืดสุดทางเดินของตลาดเช้าผิงอันตามทิศทางที่อีกฝ่ายส่งสัญญาณ เงาร่างตะคุ่มสองสามสายที่แฝงเร้นอยู่ในมุมอับกำลังจดจ้องมาที่ถุงเงินในมือของนางดั่งหมาป่าหิวโซที่หมายตากระต่ายน้อย

ทว่าดรุณีตรงหน้าหาใช่กระต่ายอ่อนแอ ซูหว่านชิวพลันแย้มยิ้มกว้าง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วดังกังวานจงใจให้ผู้ที่แอบซ่อนอยู่ได้ยินอย่างชัดเจน "โอ้โห! ขอบพระคุณท่านลุงที่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าค่ะ! มีท่านลุงผู้มีฝีมือเพลงดาบแล่เนื้ออันยอดเยี่ยม ทั้งยังกว้างขวางในตลาดแห่งนี้คอยคุ้มครอง ข้าก็อุ่นใจยิ่งนัก หากมีผู้ใดตาบอดคิดสั้นมารังแกข้า คงต้องถามมีดปังตอเล่มโตในมือท่านลุงก่อนกระมัง!"

ลุงขายเนื้อชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเข้าใจความนัยอันชาญฉลาดของแม่หนูตรงหน้า ชายวัยกลางคนหัวเราะเสียงดังลั่นตลาด พลางยกมีดปังตอเล่มเขื่องขึ้นสับลงบนเขียงไม้เนื้อแข็งดังก้อง 'ปัง!' เสียงนั้นทรงพลังจนสะเทือนไปถึงทรวงอก

"ฮ่าๆๆ! แน่นอนสิข้าน้อย เอ้ย นังหนู! ในตลาดผิงอันแห่งนี้ ใครกล้าแตะต้องลูกค้าคนสำคัญของข้า มันผู้นั้นคงอยากลองดีกับคมมีดสับกระดูกของข้าแน่!"

เมื่อได้ยินเสียงประกาศกร้าวผสานกับรังสีอำมหิตจากการสับเขียง เงาร่างในมุมมืดเหล่านั้นพลันสะดุ้งโหยง ก่อนจะลอบถอยร่นและกลืนหายไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว ซูหว่านชิวลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก การใช้ไหวพริบยืมบารมีผู้อื่นข่มขู่ศัตรู นับเป็นกลยุทธ์ที่หลีกเลี่ยงการปะทะด้วยกำลังได้อย่างหมดจด

เมื่อภัยพาลล่าถอยไปแล้ว ซูหว่านชิวจึงหันมาเจรจาการค้า "ท่านลุง ข้าต้องการเนื้อหมูสามชั้นที่มีชั้นไขมันแทรกสวยงามสักสองชั่ง และขอเนื้อแดงล้วนอีกหนึ่งชั่งเจ้าค่ะ"

ลุงขายเนื้อยิ้มกว้าง รีบลงมีดแล่เนื้อหมูคุณภาพดีที่สุดให้นางอย่างคล่องแคล่ว ซูหว่านชิวนับเหรียญทองแดงจ่ายไปอย่างไม่นึกเสียดาย แม้เนื้อหมูจะมีราคาแพง แต่นี่คือสิ่งจำเป็นในการฟื้นฟูร่างกายที่ซูบผอมของคนในครอบครัว หลังจากรับห่อเนื้อหมูใบจาบมาใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ที่หลินเสี่ยวเฉินแบกอยู่ นางก็กล่าวลาลุงขายเนื้อแล้วพาน้องชายเดินลัดเลาะมุ่งหน้าไปยังร้านขายธัญพืชและเครื่องปรุงรส

ตลอดทาง ซูหว่านชิวลูบคลำพวงเหรียญทองแดงหลายสิบอีแปะในแขนเสื้อ นี่คือ 'เงินถังแรก' ที่นางหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงนับตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ แม้มันจะไม่ใช่เงินก้อนโตระดับเศรษฐี ทว่าสำหรับครอบครัวบ้านรองตระกูลหลินที่ถูกตัดหางปล่อยวัดและต้องทนหิวโหยมาตลอด เงินจำนวนนี้คือหยาดน้ำทิพย์ชโลมใจและเป็นทุนรอนตั้งต้นที่ล้ำค่ายิ่ง

เมื่อก้าวเข้าไปในร้านขายข้าวสาร กลิ่นหอมของธัญพืชก็เตะจมูก ซูหว่านชิวไม่ลังเลที่จะสั่งซื้อข้าวสารขาวบริสุทธิ์จำนวนสิบชั่ง ซึ่งแตกต่างจากข้าวซ้อมมือหยาบกระด้างปนกรวดทรายที่บ้านใหญ่เคยโยนให้พวกนางกินประดุจอาหารหมู นอกจากนี้ นางยังซื้อเกลือบริสุทธิ์ ซีอิ๊วชั้นดี และพริกหอมเสฉวน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรังสรรค์เมนูเลิศรส ก่อนจะแวะร้านขายเมล็ดพันธุ์ ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักกาดคุณภาพดีเตรียมนำไปเพาะปลูกในมิติฟาร์มส่วนตัว เพื่อขยายกิจการเกษตรของนางต่อไป

บัดนี้ ตะกร้าไม้ไผ่บนหลังของหลินเสี่ยวเฉินอัดแน่นไปด้วยเสบียงอาหารคุณภาพสูง นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่แยกบ้านมาที่ครอบครัวบ้านรองมีทั้งเงินทุนและเสบียงอาหารที่อุดมสมบูรณ์ถึงเพียงนี้

ระหว่างทางเดินออกจากตำบลผิงอันมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านหลีอวี่ สายตาของหลินเสี่ยวเฉินพลันไปสะดุดเข้ากับชายชราผู้หนึ่งที่กำลังแบกฟางเสียบไม้ไผ่ยาว บนนั้นมีผลซานจาเคลือบน้ำตาลสีแดงสดใสเป็นประกายแวววาววางขายอยู่

"ถังหูลู่... ถังหูลู่หวานๆ กรอบๆ จ้า!"

เด็กชายตัวน้อยกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมองขนมหวานที่ตนไม่ได้ลิ้มรสมานานนับปี ทว่าด้วยความเจียมตัว เขาจึงรีบก้มหน้าลงและเร่งฝีเท้าเดินตามพี่สาวให้เร็วขึ้น ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากขอ เพราะรู้ดีว่าเงินทุกอีแปะที่พี่สาวหามาได้นั้นมีค่าเพียงใด

ทว่า ปฏิกิริยาเล็กๆ นั้นหรือจะเล็ดลอดสายตาของซูหว่านชิวไปได้ นางแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาพ่อค้าชราและจ่ายเงินซื้อถังหูลู่ไม้ที่ลูกใหญ่และเคลือบน้ำตาลหนาที่สุดมาหนึ่งไม้

"เสี่ยวเฉิน พี่สาวให้เจ้า" ซูหว่านชิวยื่นไม้ถังหูลู่สีแดงสดไปตรงหน้าเด็กชาย

หลินเสี่ยวเฉินชะงักฝีเท้า เบิกตากว้างมองขนมหวานในมือพี่สาวสลับกับใบหน้างดงามของนาง ร่างเล็กสั่นสะท้านน้อยๆ มือที่ผอมจนเห็นกระดูกค่อยๆ ยื่นออกไปรับไม้ถังหูลู่อย่างทะนุถนอมราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในโลก

"พะ... พี่รอง ซื้อให้ข้าจริงๆ หรือขอรับ? มันแพงมากมิใช่หรือ..." น้ำเสียงของเด็กชายสั่นเครือ หยาดน้ำตาสีใสเอ่อคลอเบ้าตา

ซูหว่านชิวยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องชายอย่างรักใคร่ "แพงอันใดกัน พี่สาวบอกแล้วอย่างไรเล่า ว่านับจากนี้ไป พี่จะไม่มีวันปล่อยให้เจ้า ท่านพ่อ และท่านแม่ต้องอดอยากหรือน้อยหน้าผู้ใดอีก กินเถิด นี่คือรางวัลสำหรับเด็กดีที่ช่วยพี่สาวขายของในวันนี้"

เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น หยดน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจก็ไหลร่วงหล่นลงอาบแก้มมอมแมมของหลินเสี่ยวเฉิน เขาเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อ ก่อนจะกัดผลซานจาเคลือบน้ำตาลเข้าปาก ความหวานอมเปรี้ยวแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น ทว่าสิ่งที่หวานล้ำยิ่งกว่าน้ำตาล คือความอบอุ่นในหัวใจที่พี่สาวมอบให้

สองพี่น้องเดินเคียงคู่กันกลับสู่ภูเขาอู๋กู่ท่ามกลางแสงตะวันยามบ่ายที่สาดส่อง ทิ้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไว้เบื้องหลัง เมื่อกลับมาถึงบ้านดินซอมซ่อ ซูหว่านชิวก็ไม่รอช้า นางจัดการล้างทำความสะอาดเนื้อหมูสามชั้นและหยิบหัวไชเท้าหยกขาวที่เหลือจากการขายขึ้นมาเตรียมทำอาหารเย็น นางตั้งใจจะทำเมนู 'หมูผัดหัวไชเท้า' เพื่อบำรุงกำลังให้ทุกคน

กระทะเหล็กถูกตั้งบนเตาดินจนร้อนระอุ ซูหว่านชิวโยนมันหมูลงไปเจียวจนน้ำมันใสแจ๋วส่งเสียงฉ่าๆ จากนั้นจึงใส่กระเทียมและเนื้อหมูสามชั้นลงไปผัดจนขอบเกรียมสวย ตามด้วยหัวไชเท้าหยกขาวที่ฝานเป็นชิ้นพอดีคำ ทันทีที่เครื่องปรุงรสชั้นเลิศและน้ำพุวิญญาณเล็กน้อยถูกเหยาะลงไปปะทะกับความร้อน เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นชั่วขณะ พร้อมกับกลิ่นหอมหวนรุนแรงที่ระเบิดออกมาราวกับคลื่นพายุ

กลิ่นของเนื้อหมูผัดซีอิ๊วที่ผสานเข้ากับความหวานล้ำของหัวไชเท้าหยกขาวนั้น เป็นกลิ่นหอมที่เกินกว่าอาหารมนุษย์ทั่วไปจะเทียบเทียมได้ มันล่องลอยทะลุหน้าต่างบานเก่า ข้ามรั้วไม้ไผ่ผุพัง ทวนกระแสลมพัดลงจากภูเขาอู๋กู่ ลัดเลาะไปตามหมู่บ้านหลีอวี่...

และในขณะที่ซูหว่านชิวกำลังตักอาหารรสเลิศลงจานด้วยรอยยิ้ม นางกลับไม่ทันสังเกตเลยว่า นอกรั้วบ้านที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังย่ำเหยียบกิ่งไม้แห้งเข้ามาใกล้ พร้อมกับดวงตาที่เบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึงและไฟแห่งความริษยาที่ลุกโชนเมื่อได้สูดดมกลิ่นเนื้อลอยลมมา!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กลิ่นเนื้อหอมฉุยยั่วกิเลสบ้านใหญ่]**