ตอนที่ 10

***บทที่ 10: โอกาสที่ภัตตาคารจินยวี่***

บรรยากาศภายในภัตตาคารจินยวี่ช่างแตกต่างจากเหลาอาหารฟู่อันราวฟ้ากับเหว หากที่นั่นคือตลาดสดที่พลุกพล่าน ที่นี่ก็เปรียบเสมือนศาลาร้างกลางป่า ภายในร้านตกแต่งด้วยไม้เนื้อดีขัดมันวาวสะอาดสะอ้าน โต๊ะเก้าอี้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทว่าสิ่งที่ขาดหายไปคือเสียงพูดคุยจอแจของผู้คน มีเพียงลูกค้าไม่กี่โต๊ะที่นั่งทานอาหารกันอย่างเงียบเชียบ บรรยากาศอึมครึมปกคลุมไปทั่วร้าน

หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ร่างกายผอมบางในชุดผ้าเนื้อหยาบเก่าคร่ำคร่าดูขัดตาเมื่อเทียบกับความหรูหราของสถานที่ ทว่าแววตาที่สุกสกาวดั่งดาราและความมั่นใจที่แผ่ออกมาจากท่วงท่าการเดิน ทำให้เสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่หลังเคาน์เตอร์ต้องรีบดีดตัวลุกขึ้น

“แม่นางน้อย มาทานอาหารหรือ? หรือมาส่งฟืน?” เสี่ยวเอ้อร์หนุ่มถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แม้จะเจือความสงสัยแต่ก็ไร้ซึ่งแววดูถูกเหยียดหยาม

หว่านเอ๋อร์พยักหน้าในใจ อย่างน้อยมารยาทของคนที่นี่ยังนับว่าใช้ได้ นางวางตะกร้าไม้ไผ่ลงบนโต๊ะว่างใกล้ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

“ข้ามาขอพบเถ้าแก่ร้าน มีการค้าสำคัญจะเจรจา”

เสี่ยวเอ้อร์ทำสีหน้าลำบากใจ “การค้า? แม่นางน้อย ช่วงนี้กิจการร้านเรา... เอ้อ... เถ้าแก่เนี่ยคงไม่รับซื้อวัตถุดิบเพิ่มหรอกนะ”

“ให้ข้าได้พบนางเถิด หากนางไม่สนใจ ข้าจะรีบไปทันที ไม่ทำให้พวกท่านเสียเวลา”

ยังไม่ทันที่เสี่ยวเอ้อร์จะเอ่ยปฏิเสธซ้ำ สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากหลังร้าน นางสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าแม้จะมีร่องรอยแห่งความกังวลแต่ก็ยังคงเค้าความงามสง่า นางคือ ‘เถ้าแก่เนี่ย’ เจ้าของภัตตาคารจินยวี่แห่งนี้

“มีเรื่องอันใดกัน?” เถ้าแก่เนี่ยเอ่ยถามพลางปรายตามองเด็กสาวแปลกหน้า

หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางเปิดผ้าคลุมตะกร้าออก เผยให้เห็นเห็ดหอมดอกโตที่อัดแน่นอยู่ภายใน เห็ดเหล่านั้นมีสีน้ำตาลเข้มมันวาว ดอกหนาอวบอิ่ม และที่สำคัญคือกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่โชยออกมาเตะจมูกทันทีที่สัมผัสอากาศ

“เห็ดหอมป่า?” เถ้าแก่เนี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาฉายแววประหลาดใจ “ดอกใหญ่และสมบูรณ์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ...”

“ท่านป้าเจ้าของร้าน นี่คือเห็ดหอมที่ดีที่สุดที่ท่านจะหาได้ในเมืองนี้” หว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยรอยยิ้มการค้า “แต่ข้าไม่ได้มาเพื่อขายแค่เห็ด ข้ามาขาย ‘โอกาส’ ที่จะทำให้ร้านของท่านกลับมาคึกคักอีกครั้ง”

คำพูดโอ้อวดเกินตัวของเด็กสาวทำให้เถ้าแก่เนี่ยชะงัก นางมองสบตากลมโตคู่นั้นและพบเพียงความมั่นใจที่เปี่ยมล้น ไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย

“ปากกล้านักนะแม่นางน้อย” เถ้าแก่เนี่ยยิ้มมุมปาก “เจ้าจะทำอย่างไร?”

“ข้าขอใช้ครัวของท่าน และเห็ดพวกนี้ ปรุงอาหารจานหนึ่งให้ท่านชิม หากไม่อร่อย ข้าจะทิ้งเห็ดทั้งหมดให้ท่านฟรีๆ แล้วเดินจากไป แต่หากอร่อย... เราค่อยมาคุยเรื่องราคากัน”

ข้อเสนอนี้ไม่มีสิ่งใดให้เสีย เถ้าแก่เนี่ยพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ตกลง เสี่ยวเอ้อร์ พานางไปที่ครัว บอกพ่อครัวหลิวให้หลีกทางให้นางหน่อย”

ภายในครัวที่สะอาดสะอ้าน หว่านเอ๋อร์หยิบจับอุปกรณ์อย่างคล่องแคล่ว นางเลือกทำเมนูที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อชูรสชาติของวัตถุดิบ นั่นคือ ‘เห็ดหอมผัดน้ำมันหอยสูตรพิเศษ’

นางล้างเห็ดหอมจากมิติจนสะอาด หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ตั้งกระทะเหล็กจนร้อนฉ่า ใส่น้ำมันหมูลงไปเล็กน้อย เสียง *ฉ่า* ดังสนั่นพร้อมควันหอมฉุยเมื่อกระเทียมสับถูกโยนลงไปผัดจนเหลืองทอง ตามด้วยเห็ดหอมสดใหม่

กลิ่นหอมประหลาดพลันฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัว มันไม่ใช่แค่กลิ่นเห็ดธรรมดา แต่เป็นกลิ่นหอมลึกซึ้งที่กระตุ้นความอยากอาหารอย่างรุนแรง หอมจนพ่อครัวและลูกมือในร้านต้องหยุดมือและหันมามองเป็นตาเดียว

หว่านเอ๋อร์สะบัดกระทะด้วยข้อมือที่แข็งแรง ไฟลุกท่วมกระทะชั่ววูบ มอบกลิ่นกระทะไหม้อันเป็นเสน่ห์ของอาหารจีน นางปรุงรสเพียงเล็กน้อยด้วยเกลือและซีอิ๊วชั้นดีที่ร้านมี ดึงรสหวานธรรมชาติของเห็ดออกมาจนถึงขีดสุด

เพียงครู่เดียว จานอาหารที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ถูกวางลงตรงหน้าเถ้าแก่เนี่ยที่นั่งรออยู่โต๊ะด้านนอก

ทันทีที่จานอาหารถูกยกออกมา กลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วโถงร้าน ลูกค้าโต๊ะหนึ่งที่กำลังก้มหน้ากินบะหมี่จืดชืดถึงกับเงยหน้าขึ้นทำจมูกฟุดฟิด

“กลิ่นอะไรน่ะ? หอมเหลือเกิน!”

เถ้าแก่เนี่ยจ้องมองเห็ดหอมสีน้ำตาลสวยที่เคลือบด้วยน้ำซอสวาววับ นางคีบขึ้นมาหนึ่งชิ้น เป่าเบาๆ แล้วส่งเข้าปาก

วินาทีที่ฟันกระทบเนื้อเห็ด ความกรุบกรอบเด้งสู้ฟันผสานกับรสสัมผัสที่นุ่มนวล น้ำจากเนื้อเห็ดที่ชุ่มฉ่ำทะลักออกมาผสมกับรสเค็มหวานกลมกล่อมของเครื่องปรุง รสชาติอูมามิที่เข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น ดวงตาของเถ้าแก่เนี่ยเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ

“นี่มัน...” นางอุทานออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว “รสชาตินี้... เห็ดหอมธรรมดาทำไมถึงมีรสชาติล้ำลึกเพียงนี้?”

“เถ้าแก่เนี่ย! จานนั้นคืออะไร? ข้าขอสั่งหนึ่งที่! ไม่สิ สองที่เลย!”

เสียงตะโกนจากลูกค้าชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่โต๊ะมุมร้านดังแทรกขึ้น เขาเป็นพ่อค้าเร่ที่ผ่านมาแวะทานเพราะหิวจัด แต่กลิ่นหอมเมื่อครู่ทำเอาเขานั่งไม่ติด

เถ้าแก่เนี่ยได้สติ นางหันไปมองลูกค้าก่อนจะหันกลับมามองหว่านเอ๋อร์ที่ยืนกอดอกยิ้มละไมอยู่

“ขายสิเจ้าคะท่านป้า” หว่านเอ๋อร์กระซิบ

“เสี่ยวเอ้อร์! ไปบอกพ่อครัวหลิว ผัดเห็ดหอมแบบเมื่อครู่ให้ลูกค้าเดี๋ยวนี้!” เถ้าแก่เนี่ยสั่งการทันที แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าวัตถุดิบอยู่ที่เด็กสาวตรงหน้า

“แม่นางน้อย... เรามาคุยธุระกันเถอะ” น้ำเสียงของเถ้าแก่เนี่ยเปลี่ยนไป เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น

การเจรจาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่โต๊ะบัญชี หว่านเอ๋อร์ไม่ได้เรียกร้องมากเกินงาม แต่นางรู้มูลค่าของสิ่งที่ตนมี

“ข้าไม่ขายแค่เห็ด แต่ข้าขาย ‘สูตร’ วิธีการเตรียมและการผัดไฟแรงเมื่อครู่ด้วย” หว่านเอ๋อร์ยื่นข้อเสนอ “เห็ดในตะกร้านี้มีประมาณห้าชั่ง ข้าขอขายเหมาทั้งหมดพร้อมสูตร ในราคาห้าตำลึงเงิน”

“ห้าตำลึง!” เถ้าแก่เนี่ยอุทาน “ราคาเท่ากับหมูตัวโตเลยนะ!”

“แต่หมูหนึ่งตัวกินแล้วก็หมดไป สูตรอาหารของข้าจะอยู่คู่ร้านท่านตลอดไป และเห็ดรสเลิศเช่นนี้ ท่านหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว กลิ่นที่ดึงดูดลูกค้าเมื่อครู่ ท่านก็เห็นกับตา”

เสียงชื่นชมจากลูกค้าโต๊ะนั้นที่เพิ่งได้รับอาหารดังแว่วมา “สวรรค์! อร่อยยิ่งนัก! เถ้าแก่เนี่ย ขอข้าวสวยเพิ่มอีกโถ!”

เสียงนั้นคือคำตัดสิน เถ้าแก่เนี่ยกัดฟันหยิบก้อนเงินออกมาวางบนโต๊ะ ห้าตำลึงเงิน... สำหรับร้านที่กำลังซบเซานับเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่สัญชาตญาณแม่ค้าบอกนางว่า นี่คือจุดเปลี่ยน

“ตกลง! ข้ารับซื้อไว้ และถ้าเจ้ามีของดีเช่นนี้อีก ต้องมาส่งที่ร้านข้าเป็นที่แรก”

“ยินดีเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์รับเงินก้อนโตมาเก็บในอกเสื้อ สัมผัสหนักอึ้งของเงินตราทำให้หัวใจของนางพองโต

ห้าตำลึงเงิน! ในยุคสมัยที่ชาวบ้านทั่วไปหาเงินได้เพียงวันละไม่กี่สิบอีแปะ เงินจำนวนนี้มากพอที่จะพลิกชีวิตครอบครัวนางได้ในชั่วข้ามคืน

หลินหว่านเอ๋อร์เดินออกจากภัตตาคารจินยวี่ด้วยฝีเท้าที่เบาสบายราวกำลังเหาะเหิน แสงแดดยามบ่ายที่เคยร้อนระอุกลับดูอบอุ่นงดงามขึ้นถนัดตา นางตบที่อกเสื้อเบาๆ สัมผัสถึงก้อนเงินแข็งๆ ที่ซ่อนอยู่ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

ท่านพ่อ เสี่ยวเป่า... รอก่อนเถิด วันนี้พวกเราจะได้กินเนื้อกันจนพุงกาง!

ดวงตาคู่งามกวาดมองไปตามถนนตลาดเบื้องหน้า ร้านขายข้าวสาร ร้านขายผ้า ร้านขายเนื้อ... ทุกอย่างที่นางเคยได้แต่มองตาละห้อย บัดนี้ประตูสู่ความมั่งคั่งได้เปิดออกแล้ว

เงินในกระเป๋ามันร้อนวิชาเสียจริง ถึงเวลาที่นางจะต้องระเบิดภูเขาเผากระท่อม... ไม่สิ ถึงเวลาจับจ่ายใช้สอยให้หนำใจสมกับที่อดอยากมานานเสียที!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ช็อปปิ้งกระจาย]**