ตอนที่ 9
***บทที่ 9: ผักป่าไร้ค่าหรืออาหารเหลา?***
ท่ามกลางกระแสธารของผู้คนที่หลั่งไหลในตลาดชิงซี หลินหว่านเอ๋อร์กระชับสายสะพายตะกร้าไผ่สานแนบกาย สายตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ นางมิได้ยื่นมือเข้าสอดเรื่องของยายเฒ่าขายผักที่ถูกนักเลงรังแก มิใช่เพราะแล้งน้ำใจ หากแต่ในยามนี้ ‘ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด จะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยผู้อื่น’ นางจดจำใบหน้าของอันธพาลเหล่านั้นไว้ในใจ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปยังมุมสงบมุมหนึ่งที่พอจะมีที่ว่างให้วางสัมภาระ
นางปูผ้าผืนเก่าลงบนพื้นดินที่อัดแน่นจนแข็ง นำผักป่าจากมิติลับออกมาจัดวางอย่างพิถีพิถัน ผักจี้ไช่ใบเขียวสดอวบอิ่มราวกับหยกสลัก เห็ดหอมป่าดอกใหญ่หนานุ่มส่งกลิ่นหอมจางๆ และหน่อไม้สดที่ขุดมาใหม่ๆ ผิวเนียนละเอียดปราศจากรอยขีดข่วน สินค้าของนางล้วนเปี่ยมด้วยพลังวิญญาณจากน้ำพุในมิติ เพียงแค่มองด้วยตาก็รู้ว่าเหนือกว่าผักเหี่ยวเฉาในตลาดทั่วไปราวฟ้ากับเหว
“ผักป่าสดๆ เจ้าค่ะ! หวานกรอบ อร่อย ยิ่งกว่าผักปลูกเอง เชิญแวะชมก่อนได้!”
หว่านเอ๋อร์เปล่งเสียงเรียกร้องลูกค้า น้ำเสียงใสกังวานดุจระฆังเงิน ทว่าปฏิกิริยาของผู้คนกลับช่างน่าผิดหวัง
แม่บ้านร่างท้วมผู้หนึ่งหยุดมองแวบหนึ่ง ก่อนจะเบะปาก “ก็แค่ผักป่าข้างทาง จะเอามาวางขายทำไม ใครอยากกินก็ไปเดินเก็บเองในป่าก็ได้ ไร้สาระจริงเชียว”
“นั่นสิ นึกว่าเป็นผักหายากอะไร ที่แท้ก็วัชพืช เอาเวลาไปซื้อหมูสามชั้นมันๆ มาตุ๋นกินยังดีเสียกว่า” ชายวัยกลางคนอีกคนส่ายหน้าแล้วเดินผ่านไป
เวลาล่วงเลยไปเกือบหนึ่งชั่วยาม แดดสายเริ่มแรงกล้าขึ้น แต่สินค้าในตะกร้าของหว่านเอ๋อร์กลับพร่องไปเพียงน้อยนิด คนที่ซื้อไปบ้างก็มีเพียงขอทานเฒ่าที่นางสงสารลดราคาให้จนแทบจะแจกฟรี
หลินหว่านเอ๋อร์ถอนหายใจยาว นางประเมินตลาดผิดไป... สำหรับชาวบ้านร้านตลาดที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ‘ความอิ่มท้อง’ และ ‘รสชาติมันเลี่ยนของไขมัน’ คือสวรรค์ ส่วนความสดกรอบและรสชาติธรรมชาติของผักป่าชั้นเลิศ กลับกลายเป็นเพียง ‘อาหารคนจน’ ในสายตาพวกเขา
“ไข่มุกย่อมไร้ค่าเมื่ออยู่ในมือของสุกร” นางพึมพำกับตนเอง นัยน์ตาหงส์หรี่ลงอย่างใช้ความคิด “หากกลุ่มลูกค้าที่นี่ไม่เห็นค่า ข้าก็ต้องเปลี่ยนสถานที่... ของดีเช่นนี้ ย่อมคู่ควรกับลิ้นของผู้รู้คุณค่า”
นางตัดสินใจเก็บของลงตะกร้าทันที ไม่รั้งรอให้เสียเวลาเปล่า เป้าหมายใหม่ของนางมิใช่แผงลอยข้างถนน แต่เป็นภัตตาคารชั้นนำที่ต้องการวัตถุดิบแปลกใหม่!
หว่านเอ๋อร์สอบถามเส้นทางจากพ่อค้าขายซาลาเปา ทราบมาว่าในอำเภอนี้มีภัตตาคารใหญ่ชื่อดังที่สุดนามว่า ‘เหลาอาหารฟู่อัน’ เป็นสถานที่ที่เหล่าคหบดีและขุนนางมักมาสังสรรค์ นางไม่รอช้า มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ตั้งของเหลาอาหารแห่งนั้นทันที
ตัวอาคารของเหลาอาหารฟู่อันสูงตระหง่านถึงสองชั้น ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงและไม้แกะสลักลวดลายวิจิตร กลิ่นหอมของอาหารปรุงสุกโชยออกมาเตะจมูก แต่หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่านางในสภาพสาวชาวบ้านซอมซ่อไม่อาจเดินอาดๆ เข้าทางประตูหน้าได้ นางจึงเลี้ยวเลาะไปยังตรอกด้านหลัง ซึ่งเป็นทางเข้าออกสำหรับส่งวัตถุดิบและเป็นที่ตั้งของห้องครัว
เสียงตะหลิวกระทบกระทะและเสียงตะโกนสั่งงานดังเล็ดลอดออกมา หว่านเอ๋อร์สูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้ดูมั่นใจ ก่อนจะเคาะประตูไม้บานใหญ่
“ใครวะ! ยุ่งจะตายอยู่แล้ว มาเคาะอะไรตอนนี้!” เสียงตวาดหยาบคายดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะถูกกระชากเปิดออก
ผู้ที่ปรากฏตัวคือชายวัยกลางคนร่างอ้วนท้วน พุงพลุ้ยจนดันผ้ากันเปื้อนที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันจนตึงเปรี๊ยะ ใบหน้ามันเยิ้มและมีหนวดเคราแพะที่ดูไม่น่าอภิรมย์ เขากวาดสายตามองหว่านเอ๋อร์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาดูแคลน
“เจ้าเป็นใคร? ขอทานหรือ? ครัวหลังร้านไม่ใช่ที่ให้เด็กสกปรกมายืนเกะกะนะ ไป๊!” พ่อครัวร่างยักษ์โบกมือไล่เหมือนไล่แมลงวัน
หลินหว่านเอ๋อร์ข่มความขุ่นเคืองไว้ในอก นางฝืนยิ้มการค้า “ท่านพ่อครัวเจ้าคะ ข้าน้อยนำผักป่าและเห็ดหอมชั้นเลิศมาเสนอขาย รับรองว่าเป็นของดีที่ท่านหาไม่ได้จากที่อื่น หากนำไปปรุงอาหารรสชาติจะ...”
“หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!” พ่อครัวใหญ่อันตะคอกขัดขึ้น พลางหัวเราะเสียงดังลั่นจนพุงกระเพื่อม “ผักป่า? เห็ดหอม? เจ้าคิดว่าเหลาอาหารฟู่อันอันดับหนึ่งแห่งนี้เป็นโรงทานหรือไง? หรือเห็นข้าเป็นคนโง่ที่จะรับซื้อขยะพรรค์นั้นมาทำอาหารให้ลูกค้าผู้มีเกียรติกิน!”
“ท่านยังไม่ได้ดูของเลยนะเจ้าคะ” หว่านเอ๋อร์พยายามเปิดผ้าคลุมตะกร้าออกเผยให้เห็นเห็ดหอมดอกโต
เพล้ง!
พ่อครัวอ้วนใช้เท้าเขี่ยตะกร้าของนางอย่างแรงจนเกือบคว่ำ หากหว่านเอ๋อร์ไม่ว่องไวพอกระชากกลับมาได้ทัน ป่านนี้เห็ดหอมล้ำค่าคงลงไปเกลือกกลิ้งกับน้ำครำบนพื้นแล้ว
“ข้าบอกให้ไสหัวไป! ของต่ำๆ แบบนี้เอาไปโยนให้หมูกินเถอะ อย่าเอามาเสนอหน้าในครัวของข้า! ที่นี่ใช้แต่วัตถุดิบชั้นดีจากสวนหลวง หรือไม่ก็ของป่าหายากราคาแพง ไม่ใช่เศษผักข้างทางจากเด็กบ้านนอกอย่างเจ้า!”
คำพูดนั้นเสียดแทงราวกับคมมีด แต่สิ่งที่ทำให้หว่านเอ๋อร์โกรธที่สุดไม่ใช่การถูกดูถูก แต่คือการที่วัตถุดิบที่นางฟูมฟักด้วยน้ำวิเศษในมิติถูกเหยียดหยามว่าเป็น ‘อาหารหมู’
เหล่าลูกมือในครัวต่างพากันชะโงกหน้าออกมาหัวเราะเยาะเย้ย แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสมเพชและขบขันที่เห็นเด็กสาวตัวเล็กๆ ถูกหัวหน้าพ่อครัวด่ากราด
หว่านเอ๋อร์ค่อยๆ ยืดตัวขึ้น ดวงตาหงส์ที่เคยทอประกายสดใส บัดนี้กลับฉายแววเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี นางจ้องมองเข้าไปในดวงตาขุ่นมัวของพ่อครัวร่างอ้วนอย่างไม่เกรงกลัว รัศมีกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างบอบบางจนพ่อครัวอ้วนชะงักไปชั่วครู่
“จำคำพูดของท่านในวันนี้ไว้เถิด ท่านพ่อครัวใหญ่” น้ำเสียงของนางเรียบนิ่งแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา “วันหนึ่งท่านจะนึกเสียใจที่มองข้าม ‘ขยะ’ ในตะกร้าใบนี้... และเมื่อถึงวันนั้น แม้ท่านจะคุกเข่าอ้อนวอน ข้าก็จะไม่ชายตามองเหลาอาหารฟู่อันแม้แต่หางตาเดียว!”
“นังเด็กปากกล้า! ยังไม่รีบไปอีก เดี๋ยวพ่อจะสาดน้ำร้อนไล่!” พ่อครัวอ้วนคำรามแก้เก้อเมื่อรู้สึกเสียหน้าที่ถูกเด็กสาวข่มขวัญ เขาคว้ากระบวยตักน้ำทำท่าจะสาดจริงๆ
หว่านเอ๋อร์สะบัดหน้าหมุนตัวกลับทันที นางเดินออกจากตรอกสกปรกนั้นด้วยท่วงท่าสง่างาม หลังเหยียดตรงราวกับต้นไผ่ที่ไม่ยอมหักโค่นต่อแรงลม แม้ในใจจะเดือดพล่านด้วยเพลิงโทสะ แต่สติของนางกลับแจ่มชัดยิ่งกว่าเดิม
ความล้มเหลวครั้งนี้หาใช่จุดจบไม่ แต่มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะผลักดันให้นางก้าวไปข้างหน้า นางเงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม ปาดเหงื่อที่ไรผมออก สายตามุ่งมั่นกวาดมองไปตามถนนสายหลักอีกครั้ง
ในเมื่อ ‘เหลาฟู่อัน’ ตาถั่ว มองเพชรเป็นกรวดทราย... เช่นนั้น นางก็จะไปหาผู้ที่มีวาสนาพอจะได้ลิ้มรสอาหารทิพย์จากมิติสวรรค์!
สายตาของนางไปสะดุดเข้ากับป้ายร้านอาหารอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกล แม้จะไม่ใหญ่โตโอ่อ่าเท่าร้านฟู่อันและดูเงียบเหงากว่ามาก แต่ป้ายไม้เก่าคร่ำคร่านั้นกลับเขียนตัวอักษรวิจิตรบรรจงว่า ‘ภัตตาคารจินยวี่’
รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้ม หว่านเอ๋อร์กระชับตะกร้าขึ้นสะพายอีกครั้ง ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังจุดหมายใหม่ด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้ายิ่งกว่าเก่า ศึกครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้น และนาง หลินหว่านเอ๋อร์ ผู้นี้ จะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะได้ชัยชนะ!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: โอกาสที่ภัตตาคารจินยวี่]**