ตอนที่ 11

***บทที่ 11: ช็อปปิ้งกระจาย***

เสียงจอแจของผู้คนในตลาดดังระงมเซ็งแซ่ ประหนึ่งดนตรีบรรเลงบทแห่งชีวิตที่หลินหว่านเอ๋อร์ไม่เคยมีโอกาสได้ร่วมขับขานมาก่อนในร่างนี้ ทว่ายามนี้ ความหนักอึ้งของก้อนเงินในอกเสื้อกลับทำให้เสียงเหล่านั้นไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก นางกวาดสายตามองไปรอบด้านด้วยแววตาเป็นประกายดั่งนักล่าที่มองเห็นเหยื่ออันโอชะ

เป้าหมายแรกคือร้านขายข้าวสาร

“เถ้าแก่! ข้าต้องการข้าวสารขาวจิงหมี่สิบจิน และแป้งหมี่ขาวละเอียดอีกสิบจิน!”

เสียงหวานใสแต่กังวานดั่งระฆังแก้วเรียกสายตาของเถ้าแก่ร้านข้าวสารให้หันขวับ เดิมทีชายวัยกลางคนผู้นั้นทำท่าจะโบกมือไล่เมื่อเห็นเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นของเด็กสาว แต่เมื่อเห็นนางล้วงเอาเศษเงินก้อนเล็กออกมาวางบนเคาน์เตอร์ไม้ด้วยท่าทีองอาจ แววตาดูแคลนพลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบสอพลอทันควัน

“โอ้! แม่นางน้อยช่างตาถึง ข้าวสารร้านข้าเม็ดสวยดั่งไข่มุก แป้งหมี่ก็ขาวดั่งหิมะ เชิญๆ!”

หลินหว่านเอ๋อร์เพียงยิ้มมุมปาก นางเลือกข้าวสารและแป้งหมี่อย่างพิถีพิถัน ในยุคสมัยนี้ข้าวขาวและแป้งหมี่ขาวนับเป็นอาหารชั้นเลิศที่ชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไปแทบไม่กล้าแตะต้อง ส่วนใหญ่กินเพียงข้าวกล้องหยาบหรือแป้งข้าวโพดสากคอ แต่สำหรับนางที่มาจากโลกอนาคต เรื่องปากท้องคือเรื่องใหญ่ที่สุด หากท้องไม่อิ่ม จะเอากำลังสมองที่ไหนไปวางแผนการใหญ่

เมื่อได้ข้าวและแป้งใส่กระสอบป่านใบย่อม นางก็ฝากของไว้ที่ร้านครู่หนึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังแผงขายเนื้อ กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นมันหมูที่ลอยมาแตะจมูกอาจทำให้คุณหนูในห้องหอเบือนหน้าหนี แต่สำหรับหลินหว่านเอ๋อร์ มันคือกลิ่นแห่งความสุข

“ท่านลุงคนขายเนื้อ ข้าเอาเนื้อหมูสามชั้นห้าจิน แล้วก็มันแข็งสำหรับเจียวอีกสามจิน เจ้าค่ะ!”

คนขายเนื้อชะงักมีดปังตอในมือ มองเด็กสาวร่างผอมบางอย่างเหลือเชื่อ ในยุคนี้เนื้อสัตว์เป็นของแพง ยิ่งเป็นเนื้อติดมันหรือมันแข็งยิ่งเป็นที่ต้องการมากกว่าเนื้อแดง เพราะน้ำมันหมูสามารถนำมาใช้ทำอาหารได้นานและให้พลังงานสูง

“แม่หนู เจ้าแน่ใจรึ? เงินทองหายากนะ” คนขายเนื้อเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

“แน่ใจเจ้าค่ะ เลือกชิ้นที่มันแทรกสวยๆ ให้ข้าด้วยนะเจ้าคะ” หว่านเอ๋อร์ตอบเสียงใส นางนึกถึงรสชาติของหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่เปื่อยนุ่มละลายในปาก พลางลอบกลืนน้ำลาย ร่างกายของเสี่ยวเป่าและท่านพ่อขาดสารอาหารมานาน ไขมันและโปรตีนคือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในตอนนี้

หลังจากจ่ายเงินและรับก้อนเนื้อที่ห่อด้วยใบบัวอย่างดี หว่านเอ๋อร์ก็เดินตัวปลิวไปยังเป้าหมายต่อไป ร้านขายผ้า...

ลมฤดูใบไม้ร่วงเริ่มพัดพาความหนาวเย็นมาเยือนแล้ว เสื้อผ้าที่นาง ท่านพ่อ และเสี่ยวเป่าสวมใส่อยู่นั้น ทั้งบางทั้งปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม หากหิมะแรกตกลงมา เกรงว่าคงได้หนาวตายกันทั้งบ้าน

ภายในร้านขายผ้า หว่านเอ๋อร์ลูบคลำเนื้อผ้าฝ้ายเนื้อหนาอย่างพิจารณา แม้ผ้าไหมจะงดงามและนุ่มลื่น แต่ไม่เหมาะกับฐานะชาวนาที่ต้องทำงานหนัก ผ้าฝ้ายเนื้อดีต่างหากที่ทนทานและให้ความอบอุ่น

“เถ้าแก่ ข้าต้องการผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มพับหนึ่ง แล้วก็สีฟ้าอ่อนอีกพับหนึ่ง รวมถึงสำลีสำหรับยัดนวมกันหนาวด้วยเจ้าค่ะ”

นางเลือกสีเข้มให้บิดาเพื่อความทะมัดทะแมงและไม่เลอะง่าย ส่วนสีฟ้าอ่อนสำหรับเสี่ยวเป่าและตัวนางเอง เพื่อให้ดูสดใสสมวัย นางคำนวณในใจว่าผ้าสองพับนี้เพียงพอสำหรับตัดชุดใหม่ให้ทุกคนคนละสองชุด พร้อมทั้งทำเสื้อนวมกันหนาวได้อีกด้วย

เมื่อจัดการเรื่องปัจจัยสี่ครบถ้วน หว่านเอ๋อร์ก็ไม่ลืมธุระสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง นางเดินแบกของพะรุงพะรัง (ซึ่งบางส่วนนางแอบยัดเข้ามิติลับในจังหวะที่ปลอดคนเหลือเพียงห่อผ้าบังหน้าไว้) มุ่งหน้าไปยัง ‘โรงหมอจี้ซื่อ’ โรงหมอที่มีชื่อเสียงที่สุดในตำบล

กลิ่นสมุนไพรหอมฉุนลอยอวลอยู่ภายในโถงกว้าง ให้ความรู้สึกสงบและน่าเกรงขาม หว่านเอ๋อร์วางข้าวของลง แล้วเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ยา

“หลงจู๊ ข้าต้องการซื้อตังกุย พุทราจีน และเก๋ากี้ อย่างละหนึ่งห่อเจ้าค่ะ แล้วก็... ยาสมานแผลภายนอกแบบผงด้วย”

นางสั่งสมุนไพรบำรุงเลือดลมพื้นฐานสำหรับท่านพ่อและบำรุงร่างกายเสี่ยวเป่า ในขณะที่หลงจู๊กำลังจัดยา ชายชราหนวดเคราสีดอกเลาผู้หนึ่งเดินออกมาจากห้องตรวจ ท่าทางภูมิฐานและเปี่ยมด้วยเมตตา นั่นคือ ‘ท่านหมอฝู’ หมอเทวดาประจำตำบลที่ชาวบ้านเล่าลือ

หว่านเอ๋อร์เห็นจังหวะเหมาะจึงรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ท่านหมอฝูเจ้าคะ ข้าน้อยมีเรื่องอยากขอคำชี้แนะเจ้าค่ะ”

หมอฝูหยุดเดิน มองเด็กสาวด้วยแววตาปรานี “ว่ามาเถิดแม่นางน้อย เจ็บป่วยตรงที่ใดหรือ?”

“มิใช่ข้าเจ้าค่ะ แต่เป็นบิดาของข้า” หว่านเอ๋อร์สูดหายใจลึก ก่อนจะเล่าอาการบาดเจ็บที่ขาของหลินตงจื้ออย่างละเอียด รวมถึงระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดเหตุและสภาพขาที่เริ่มลีบลงเพราะกระดูกต่อผิดรูป

หมอฝูฟังความแล้วขมวดคิ้วมุ่น ยกมือลูบเคราอย่างใช้ความคิด “อืม... หากเป็นเช่นที่เจ้าว่า กระดูกที่หักได้เชื่อมต่อกันแล้วแต่ผิดตำแหน่ง การจะรักษาให้กลับมาเดินได้ปกติ มีเพียงวิธีเดียว...”

“วิธีใดเจ้าคะ?” หว่านเอ๋อร์ถามสวนทันควัน หัวใจเต้นรัว

“ต้องหักกระดูกซ้ำเพื่อต่อใหม่” หมอฝูเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “จากนั้นต้องใช้ยาสมานกระดูกชั้นเลิศ และสมุนไพรบำรุงเส้นเอ็นราคาแพง ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องแรมเดือน ขั้นตอนนี้เจ็บปวดทรมานยิ่งนัก และที่สำคัญ...”

ท่านหมอหยุดเว้นจังหวะ มองสบตาเด็กสาว “ค่ารักษาและค่ายาตลอดการรักษา มิใช่น้อยๆ เลย”

“เท่าไหร่เจ้าคะ?” หว่านเอ๋อร์ถามเสียงเข้ม ไม่มีความลังเลในแววตา

หมอฝูถอนหายใจเบาๆ “ประเมินคร่าวๆ อย่างต่ำที่สุด... ห้าสิบตำลึงเงิน”

ห้าสิบตำลึง!

ตัวเลขนั้นดังก้องในหัวของหว่านเอ๋อร์ราวกับฟ้าผ่า เงินห้าตำลึงที่นางหามาได้ด้วยความยากลำบากในวันนี้ และคิดว่ามากโขแล้ว กลับกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในสิบของค่ารักษาเท่านั้น

สำหรับชาวบ้านทั่วไป เงินห้าสิบตำลึงคือรายได้ทั้งชีวิต หากเป็นคนอื่นคงทรุดลงร้องไห้สิ้นหวังไปแล้ว

ทว่า... หลินหว่านเอ๋อร์มิใช่คนทั่วไป

นางกำมือแน่น เล็บจิกเข้าในเนื้อเรียกสติ แววตาที่สั่นไหวเพียงชั่วครู่กลับมาสงบนิ่งและลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม นางประสานมือคารวะหมอฝูอีกครั้ง “ขอบคุณท่านหมอที่ชี้แนะ ข้าจะจดจำไว้”

“แม่นางน้อย... หากลำบากเกินไป ก็อย่าได้ฝืนเลย การรักษาขาที่เรื้อรังมิใช่เรื่องง่าย” หมอฝูเอ่ยปลอบด้วยความเวทนา

“ข้าไม่ฝืนเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้า แต่ดวงตากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวราวกับแม่ทัพที่กำลังจะออกศึก “แต่ขาของท่านพ่อข้า จะต้องหายดีอย่างแน่นอน ต่อให้ต้องใช้ร้อยตำลึง ข้าก็จะหามาให้ได้... ห้าสิบตำลึงนี้ ข้าขอฝากไว้ที่โรงหมอจี้ซื่อชั่วคราว อีกไม่นานข้าจะมารับการรักษาอย่างแน่นอน!”

นางรับห่อยาสมุนไพร จ่ายเงินค่ายา แล้วหันหลังเดินออกจากโรงหมอจี้ซื่อโดยไม่เหลียวหลัง

แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมากระทบร่างบอบบางที่แบกห่อผ้าพะรุงพะรัง เงาของนางทอดยาวไปบนพื้นถนน แม้ไหล่จะเล็กและบอบบาง แต่แผ่นหลังนั้นกลับเหยียดตรงอย่างทระนง

ห้าสิบตำลึงหรือ? ก็แค่ตัวเลขที่มากกว่าเดิมสิบเท่า

สูตรอาหารนางยังมีอีกเพียบ สมุนไพรในมิติลับก็ยังรอการเติบโต ความรู้ในหัวของนางมีค่ามากกว่าทองคำกองเท่าภูเขา

“รอก่อนเถอะ” หว่านเอ๋อร์พึมพำกับสายลม แววตาฉายประกายอำมหิตเล็กๆ ของคนที่พร้อมจะงัดข้อกับโชคชะตา “วันนี้กลับบ้านไปขุนท่านพ่อกับน้องชายให้อ้วนท้วนก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มแผนการโกยเงิน... ใครขวางทางแม่ แม่จะชนให้กระเด็น!”

นางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มองมาด้วยความสงสัย หารู้ไม่ว่า ภายใต้เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อนั้น จิตวิญญาณแห่งราชินีนักธุรกิจกำลังตื่นขึ้นอย่างเต็มตัว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กลับบ้านพร้อมของเต็มไม้เต็มมือ]**