ตอนที่ 12
***บทที่ 12: กลับบ้านพร้อมของเต็มไม้เต็มมือ***
หลังจากเดินออกจากโรงหมอจี้ซื่อด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น หลินหว่านเอ๋อร์มิได้มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านตระกูลหลินในทันที ดวงตะวันยังมิทันลาลับขอบฟ้า เวลายังมีเหลือเฟือสำหรับการเตรียมเสบียงกรัง
ในเมื่อตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะขุนบิดาและน้องชายให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ นางจึงเดินตรงดิ่งไปยังตลาดสด ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คน นางกวาดสายตาคมกริบประดุจเหยี่ยวเลือกเหยื่อ เริ่มต้นด้วยการซื้อข้าวสารชั้นดีสีขาวนวลราวมุก ยามนี้ร่างกายของคนในครอบครัวต้องการสารอาหาร จะให้กินแต่ข้าวกล้องหยาบๆ บาดคอต่อไปคงมิได้การ ตามด้วยแป้งสาลีขาวละเอียดอีกถุงใหญ่
ทว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือก้อนเนื้อหมูสามชั้นมันย่องชิ้นโตที่วางแผ่หราอยู่บนแผงเขียงหมู ในยุคสมัยที่น้ำมันหายากและมีค่าดั่งทองคำ เนื้อติดมันเช่นนี้คือรสโอชาที่ชาวบ้านร้านตลาดต่างถวิลหา นางชี้ไปที่ชิ้นที่สวยที่สุดอย่างไม่ลังเล พร้อมทั้งซื้อกระดูกหมูท่อนใหญ่และมันหมูแข็งสำหรับเจียวราดข้าวอีกจำนวนหนึ่ง
เครื่องปรุงรสอย่างเกลือ น้ำตาล ซีอิ๊ว และเครื่องเทศพะโล้ต่างๆ ก็ถูกกวาดซื้อมาจนครบครัน มิหนำซ้ำนางยังแวะร้านผ้า ซื้อผ้าฝ้ายเนื้อดีสีเรียบง่ายมาอีกสองพับ ตั้งใจจะนำไปตัดเย็บชุดใหม่ให้บิดาและน้องชายแทนชุดเก่าที่ปะชุนจนหาเนื้อผ้าเดิมแทบไม่เจอ
เมื่อรายการซื้อของครบถ้วน หว่านเอ๋อร์จึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ร่างกายในวัยสิบสองหนาวที่ผอมแห้งแรงน้อยนี้ มิอาจแบกข้าวของพะรุงพะรังทั้งหมดกลับบ้านได้เพียงลำพัง ระยะทางจากตัวอำเภอกลับไปยังหมู่บ้านตระกูลหลินแม้มิไกลสุดขอบฟ้า แต่หากต้องแบกข้าวสารและแป้งสาลีหนักอึ้งเยี่ยงนี้ เกรงว่าขาของนางคงหักก่อนจะถึงบ้านเป็นแน่
"เงินสามารถใช้ผีโม่แป้งได้" หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตนเอง ก่อนจะตัดสินใจจ้างเกวียนวัวรับจ้างที่จอดรออยู่หน้าตลาด
"ท่านลุง ไปหมู่บ้านตระกูลหลิน คิดเท่าไหร่เจ้าคะ?"
ชายขับเกวียนรูปร่างสันทัดมองเด็กสาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางกองข้าวของด้วยความประหลาดใจ "สิบอีแปะ"
"ตกลงเจ้าค่ะ รบกวนท่านลุงช่วยข้าขนของขึ้นเกวียนด้วยนะเจ้าคะ" นางตอบตกลงทันทีโดยไม่ต่อรอง สร้างความพอใจให้คนขับเกวียนยิ่งนัก เขาจึงรีบกุลีกุจอมาช่วยยกกระสอบข้าวและถุงแป้งขึ้นท้ายเกวียนอย่างกระตือรือร้น
ล้อเกวียนเริ่มหมุนบดไปบนถนนลูกรัง ฝุ่นทรายตลบอบอวลเล็กน้อย แสงแดดสีส้มยามเย็นทาทาบลงบนทุ่งนาสองข้างทาง ลมเย็นพัดปะทะใบหน้าซูบตอบของหว่านเอ๋อร์ นางนั่งกอดห่อผ้าแน่น สายตาทอดมองไปเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด
ระหว่างทางที่เกวียนวัวแล่นผ่านเส้นทางเปลี่ยวใกล้ปากทางเข้าหมู่บ้าน หว่านเอ๋อร์พลันสังเกตเห็นเงาร่างคุ้นตาแอบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ
นั่นมิใช่ 'หวังชุนฮวา' ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้ใจแคบหรอกหรือ?
หว่านเอ๋อร์หรี่ตามองพลางกระตุกยิ้มมุมปาก ดูเหมือนว่าป้าสะใภ้ใหญ่ผู้นี้จะยังไม่ละความพยายามที่จะดักเล่นงานนาง คาดว่าคงมายืนดักรอตั้งแต่นางออกจากบ้านเมื่อตอนสาย เพื่อหวังจะรีดไถเงินหรือข่มขู่นางกลางทางเปลี่ยว
ทว่ายามนี้ หวังชุนฮวาที่ชะโงกหน้าออกมาจากพุ่มไม้กลับต้องชะงักกึก เมื่อเห็นว่าหลานสาวตัวดีมิได้เดินกลับมาเพียงลำพัง แต่กำลังนั่งเชิดหน้าอยู่บนเกวียนวัวที่มีชายฉกรรจ์เป็นคนขับ
สายตาของหวังชุนฮวามิได้หยุดอยู่ที่คน แต่กลับเบิกโพลงเมื่อเห็นกองข้าวของพะเนินเทินทึกบนเกวียน ข้าวสารกระสอบใหญ่! แป้งสาลี! และนั่น... เนื้อหมูสามชั้นชิ้นโตที่มันวาววับ!
ความโลภและความริษยาพุ่งพล่านขึ้นมาจุกที่คอหอยราวกับน้ำเดือด หวังชุนฮวากำมือแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อ นางอยากจะกระโจนเข้าไปแย่งชิงของเหล่านั้นมาเป็นของตนเสียเดี๋ยวนี้ แต่เมื่อสบตากับคนขับเกวียนร่างกำยำที่หันมามองด้วยความสงสัย นางก็จำต้องหดหัวกลับเข้าไปในพุ่มไม้ด้วยความขลาดเขลา ทำได้เพียงส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายไล่หลังมาเท่านั้น
"หึ... ช่างขลาดเขลาและโง่เขลาสิ้นดี" หว่านเอ๋อร์แค่นเสียงในลำคอแผ่วเบา โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองซ้ำ
เมื่อเกวียนวัวแล่นเข้าสู่เขตหมู่บ้านตระกูลหลิน เป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจจากท้องไร่ท้องนาและกำลังทยอยกันกลับเรือน หรือบางกลุ่มก็นั่งจับกลุ่มสนทนากันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าหมู่บ้าน
เสียงล้อเกวียนบดถนนดึงดูดความสนใจของผู้คนให้หันมามองเป็นตาเดียว และเมื่อพวกเขาเห็นสิ่งที่อยู่บนเกวียน เสียงพูดคุยก็พลันเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดขึ้นราวกับรังแตกรัง
"นั่นมัน... นังหนูหว่านเอ๋อร์จากบ้านสามมิใช่หรือ?"
"สวรรค์! ดูของบนเกวียนนั่นสิ! ข้าวสารขาวจั๊วะ! แป้งสาลีถุงเบ้อเริ่ม!"
"ข้าตาฝาดไปหรือไม่? นั่นมันเนื้อหมูสามชั้นชิ้นใหญ่ขนาดนั้น! ต้องใช้เงินกี่อีแปะกันเชียว!"
สายตานับสิบคู่จ้องมองมาที่เกวียนวัวด้วยความตกตะลึงระคนอิจฉาริษยา ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านร้านถิ่นต่างต้องประหยัดมัธยัสถ์ จะกินข้าวขาวสักมื้อยังต้องรอให้ถึงวันปีใหม่ แต่เด็กสาวจากบ้านสามที่เพิ่งถูกแยกบ้านออกมาพร้อมกับหนี้สินรุงรัง กลับมีปัญญาซื้อข้าวของราคาแพงเช่นนี้กลับมาได้!
"บ้านสามไปเอาเงินมาจากไหน?" หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกระซิบกระซาบกับสหายข้างกาย สายตาจับจ้องไปที่ผ้าพับใหม่อย่างไม่วางตา "ได้ยินว่าตอนแยกบ้าน แทบไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียวมิใช่หรือ?"
"หรือว่า... ไปขโมยใครมา?" เสียงหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นมาลอยๆ แต่กลับดังพอที่จะได้ยินกันทั่ว
"จะเป็นไปได้อย่างไร นังหนูตัวแค่นั้น"
"ใครจะไปรู้! หรือว่าไปทำเรื่องมิชอบมา? พ่อก็ขาพิการ น้องก็ยังเล็ก นางหายเข้าไปในเมืองทั้งวัน กลับมาพร้อมของเต็มคันรถ มันน่าสงสัยนัก!"
คำครหาเริ่มแพร่สะพัดรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ความสงสัยกลายเป็นความระแวง ความอิจฉากลายเป็นถ้อยคำเสียดสี หว่านเอ๋อร์นั่งหลังตรงอยู่บนเกวียน ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชา ราวกับไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น
นางรู้ดีว่าการนำของมีค่าเข้าหมู่บ้านอย่างเปิดเผยเช่นนี้ย่อมต้องตกเป็นเป้าสายตา แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ ปากท้องของคนในครอบครัวสำคัญกว่าขี้ปากชาวบ้าน หากมัวแต่กลัวคนนินทาจนต้องอดอยาก นั่นคือความโง่เขลาที่สุด
สายตาของชาวบ้านที่มองมา ไม่ต่างอะไรกับฝูงหมาป่าหิวโซที่จ้องมองชิ้นเนื้อ ยิ่งเห็นความมั่งคั่งที่นางนำกลับมา ความริษยาก็ยิ่งกัดกินจิตใจพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงสภาพบ้านที่ทรุดโทรมของครอบครัวนาง ความขัดแย้งนี้ยิ่งกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นในทางร้าย
"จอดตรงนี้เจ้าค่ะท่านลุง" หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นเมื่อเกวียนมาถึงหน้ากระท่อมหลังเก่าซอมซ่อที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน
คนขับเกวียนช่วยขนของลงมาวางไว้หน้าประตูรั้วไม้ไผ่ผุพัง สายตาของเขามองสภาพบ้านแล้วก็อดเวทนาไม่ได้ "แม่นางน้อย ระวังตัวด้วยล่ะ ของมีค่าล่อตาล่อใจ โจรขโมยมันเยอะ"
"ขอบคุณที่เตือนเจ้าค่ะท่านลุง" นางยิ้มบางๆ พลางยื่นเงินค่าจ้างให้
เมื่อเกวียนวัวจากไป หว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ท่ามกลางกองเสบียงอาหาร เบื้องหน้าคือบ้านที่เปรียบเสมือนรังนอนซุกหัวนอน เบื้องหลังคือสายตาของชาวบ้านที่แอบมองมาจากระยะไกลด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
กลิ่นอายของความยุ่งยากกำลังก่อตัวขึ้นในอากาศ ราวกับพายุฝนที่ตั้งเค้าทะมึน
หว่านเอ๋อร์สูดหายใจลึก กวาดตามองรอบกายด้วยแววตาคมกล้า ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น
"มองกันให้พอเถิด..." นางรำพึงในใจ "เพราะต่อจากนี้ไป สิ่งที่พวกเจ้าจะได้เห็น จะมิใช่เพียงแค่ข้าวสารและเนื้อหมู แต่จะเป็นความรุ่งโรจน์ของบ้านสามที่พวกเจ้าทำได้เพียงแค่อิจฉาจนกระอักเลือด!"
นางก้มลงหยิบก้อนเนื้อหมูสามชั้นและถุงข้าวสารขึ้นมา แววตาที่เคยแข็งกร้าวพลันอ่อนลงเมื่อนึกถึงใบหน้าของบิดาและน้องชายที่กำลังรอคอยอยู่หลังบานประตูไม้นั้น วันนี้... นางจะทำหมูตุ๋นน้ำแดงชามโตให้พวกเขาได้ลิ้มรสความสุขเสียที
ส่วนเรื่องข่าวลือและสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาเหล่านั้น...
นางจะจัดการมันไปพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ ในมื้อเย็นนี้เสียเลย!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: มื้อเย็นแสนสุขและการสอบสวน]**