ตอนที่ 13

***บทที่ 13: มื้อเย็นแสนสุขและการสอบสวน***

เสียงประตูไม้ผุพังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อถูกผลักออก หลินต้าซานที่กำลังนั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ใต้ชายคาเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาอ่อนล้า ข้างกายเขามีเสี่ยวเฟิงนั่งคุดคู้ใช้กิ่งไม้ขีดเขียนพื้นดินเล่นแก้หิว

ทันทีที่สองพ่อลูกเห็นร่างบอบบางของหลินหว่านเอ๋อร์เดินเข้ามา พร้อมกับข้าวของพะรุงพะรังเต็มสองมือและตะกร้าใบใหญ่ที่สะพายอยู่บนหลัง ดวงตาที่เคยหม่นหมองของทั้งคู่ก็เบิกกว้างขึ้นราวกับเห็นภาพฝัน

"ท่านพี่! ท่านกลับมาแล้ว!" เสี่ยวเฟิงร้องเรียกเสียงใส วิ่งถลาเข้าไปหาพี่สาว แต่เมื่อสายตาปะทะเข้ากับก้อนเนื้อหมูสามชั้นมันวาวและถุงข้าวสารขาวจั๊วะในมือพี่สาว ขาเล็กๆ นั้นก็แทบจะหยุดชะงัก น้ำลายสอขึ้นมาในปากทันที

หลินต้าซานรีบวางมือจากงานสาน ลุกขึ้นเดินโขยกเขยกมาช่วยบุตรสาวรับของ "หว่านเอ๋อร์... นี่มัน... เจ้าไปเอาของพวกนี้มาจากไหนกัน?" น้ำเสียงของบิดาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น เขารู้ดีว่าเงินที่บุตรสาวพกติดตัวไปมีเพียงน้อยนิด ย่อมไม่อาจซื้อหาเสบียงมากมายขนาดนี้ได้

หว่านเอ๋อร์ส่งยิ้มบางๆ ให้บิดา แววตาของนางสงบนิ่งดุจน้ำในบ่อลึก "ท่านพ่อ เรื่องนั้นเอาไว้คุยกันทีหลังเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้ท้องของเสี่ยวเฟิงร้องประท้วงจนข้าได้ยินไปถึงหน้าบ้านแล้ว วันนี้ข้าจะลงมือทำของอร่อยให้พวกท่านทานเอง"

นางไม่รอให้บิดาซักไซ้รีบขนของเข้าไปในครัวที่มืดทึบและมีเพียงเตาดินเก่าๆ ตั้งอยู่ แม้สภาพครัวจะอัตคัดขัดสน แต่สำหรับ 'จอมวางแผน' อย่างนาง อุปกรณ์ไม่ใช่ปัญหาสำคัญเท่ากับวัตถุดิบ ในเมื่อมีเนื้อหมูชั้นดีและเครื่องปรุงที่นางแอบนำออกมาจากมิติลับผสมปนเปมาด้วย มื้อนี้ย่อมต้องเป็นมื้อที่วิเศษที่สุด

หว่านเอ๋อร์จัดการก่อไฟอย่างคล่องแคล่ว แสงไฟสีส้มสาดส่องใบหน้าที่มุ่งมั่นของนาง นางนำหมูสามชั้นมาล้างทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำ จากนั้นจึงตั้งกระทะใบเก่าลงบนเตา

เมื่อกระทะร้อนได้ที่ นางไม่ได้ใส่น้ำมันลงไปทันทีแต่นำหมูสามชั้นลงไปจี่ให้ไขมันละลายออกมา กลิ่นหอมของมันหมูเริ่มฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัวเล็กๆ ไล่ความอับชื้นออกไปจนหมดสิ้น เสี่ยวเฟิงที่มายืนเกาะขอบประตูมองตาแป๋ว สูดจมูกฟุดฟิดด้วยความหลงใหล

"หอมเหลือเกิน..." เด็กน้อยรำพึงออกมา

หว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก นางตักเนื้อหมูพักไว้ แล้วใส่น้ำตาลกรวดลงไปเคี่ยวในน้ำมันที่เหลืออยู่ นี่คือเคล็ดลับสำคัญของการทำ 'หมูตุ๋นน้ำแดง' เมื่อน้ำตาลละลายกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มดุจคาราเมล นางจึงนำเนื้อหมูลงไปผัดคลุกเคล้า ตามด้วยขิงแก่หั่นแว่น โป๊ยกั๊ก และซีอิ๊วชั้นดีที่นางเตรียมมา เติมน้ำลงไปพอท่วม ปิดฝาแล้วปล่อยให้ไฟอ่อนๆ ทำหน้าที่ของมัน

กลิ่นหอมของเครื่องเทศผสมกับกลิ่นเนื้อหมูที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มค่อยๆ ลอยอบอวลออกมา มันมิใช่เพียงกลิ่นอาหาร แต่มันคือกลิ่นแห่งความสุขที่บ้านหลังนี้ขาดหายไปนานแสนนาน

เมื่อข้าวสวยร้อนๆ หุงสุกพร้อม หมูตุ๋นน้ำแดงในกระทะก็งวดได้ที่ ซอสสีแดงเข้มข้นเคลือบชิ้นหมูจนเป็นประกายวาววับ เนื้อหมูสั่นไหวราวกับเยลลี่ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนแทบทนไม่ไหว

หว่านเอ๋อร์ตักหมูตุ๋นใส่ชามใบใหญ่ ยกออกไปวางบนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่ากลางบ้าน พร้อมกับผักลวกจานเล็กเพื่อตัดเลี่ยน

"ทานข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ"

ภาพเบื้องหน้าของหลินต้าซานและเสี่ยวเฟิง คือชามหมูตุ๋นที่ส่งกลิ่นหอมฉุย ข้าวสวยร้อนๆ ควันฉุย เม็ดข้าวเรียงตัวสวยงามราวกับไข่มุก บิดาผู้ตรากตรำทำงานหนักมือไม้สั่นเทาเล็กน้อยเมื่อหยิบตะเกียบ ส่วนเสี่ยวเฟิงนั้นแทบจะรอไม่ไหว

"อร่อย! อร่อยมากเลยท่านพี่!" เสี่ยวเฟิงคีบหมูชิ้นโตเข้าปาก รสสัมผัสที่นุ่มละลายในปาก รสชาติหวานเค็มกลมกล่อมของซอสที่แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูเนื้อ ทำให้เด็กน้อยเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความสุขล้นปรี่ เขาตักข้าวเข้าปากคำโต สลับกับเนื้อหมู ราวกับกลัวว่าใครจะมาแย่งไป

หลินต้าซานมองดูบุตรชายและบุตรสาวด้วยความตื้นตันใจ เขาคีบหมูขึ้นมาหนึ่งชิ้น รสชาติที่สัมผัสลิ้นทำให้เขาต้องหลับตาลงซึมซับความอร่อยที่ไม่ได้ลิ้มรสมาหลายปี ตั้งแต่ภรรยาจากไป บ้านนี้ก็ไม่เคยมีมื้ออาหารที่สมบูรณ์เช่นนี้อีกเลย

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงกระทบของตะเกียบและเสียงเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย หว่านเอ๋อร์คอยคีบเนื้อให้บิดาและน้องชาย นางกินเพียงเล็กน้อย แต่ความอิ่มเอมใจกลับล้นปรี่เมื่อเห็นรอยยิ้มเปื้อนคราบซอสบนใบหน้าของคนในครอบครัว

เมื่อมื้ออาหารจบลง เสี่ยวเฟิงที่กินจนพุงกางก็นั่งตาปรือ เอนตัวพิงเสาบ้านแล้วผล็อยหลับไปอย่างง่ายดายพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ทิ้งให้เหลือเพียงความเงียบงันระหว่างบิดาและบุตรสาว

หลินต้าซานวางตะเกียบลง สีหน้าที่มีความสุขเมื่อครู่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและกังวลใจ เขาจ้องมองใบหน้าของบุตรสาวนิ่งนาน ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"หว่านเอ๋อร์... บอกพ่อตามตรง เงินที่เจ้าซื้อของพวกนี้ เจ้าได้มาจากไหน?" ดวงตาของชายวัยกลางคนฉายแวววูบไหว "พ่อรู้ว่าเจ้าเป็นเด็กดี แต่ของพวกนี้ราคามิใช่น้อย... เจ้าคงไม่ได้ไปทำอะไรที่..."

เขาละคำพูดไว้เพียงเท่านั้น แต่หว่านเอ๋อร์เข้าใจความหมายดี บิดากลัวว่านางจะไปขโมย หรือทำเรื่องเสื่อมเสียเกียรติเพื่อแลกกับปากท้อง

หว่านเอ๋อร์สบตาบิดาอย่างไม่หลบเลี่ยง นางเตรียมคำตอบไว้แล้ว "ท่านพ่อ ท่านวางใจเถิด เงินเหล่านี้ข้าได้มาด้วยความสุจริต ข้าเอาสูตรอาหารที่ท่านแม่เคยสอนข้า ไปขายให้กับเหลาอาหารในเมืองเจ้าค่ะ"

"ขายสูตรอาหาร?" หลินต้าซานทวนคำด้วยความงุนงง

"ใช่เจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์โกหกหน้าตาย แต่แนบเนียนด้วยเหตุผล "ท่านแม่มีฝีมือทำอาหารเป็นเลิศ ข้าจดจำเคล็ดลับเหล่านั้นได้ วันนี้ข้าลองเข้าไปเสนอขายสูตร 'หมูตุ๋น' ให้กับหลงจู๊ร้านอาหาร ท่านหลงจู๊ชิมแล้วชอบใจมาก จึงรับซื้อสูตรไว้และให้เงินก้อนนี้แก่ข้า"

นางหยิบถุงเงินที่เหลือออกมาวางบนโต๊ะ "นี่คือเงินที่เหลือเจ้าค่ะ"

หลินต้าซานมองถุงเงินแล้วมองหน้าบุตรสาว น้ำตาของลูกผู้ชายที่อดกลั้นมานานพลันรินไหลออกมาอาบแก้มกร้านแดดกร้านลม

"โถ่... หว่านเอ๋อร์ของพ่อ..." เสียงของเขาสั่นเครือ เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่อัดอั้นในอก "เป็นเพราะพ่อไร้ความสามารถ ร่างกายพิการ ทำงานหนักไม่ได้ ทำให้เจ้าต้องลำบากแบกรับภาระครอบครัวตั้งแต่อายุเท่านี้... พ่อมันไม่ได้เรื่อง พ่อมัน..."

เขาฟุบหน้าลงกับฝ่ามือ ไหล่สั่นเทาด้วยแรงสะอื้น ความเจ็บปวดที่ตนเองปกป้องลูกเมียไม่ได้ กัดกินหัวใจเขามาตลอด ยิ่งเห็นบุตรสาวต้องดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัว เขายิ่งรู้สึกสมเพชตนเอง

หว่านเอ๋อร์เอื้อมมือไปกุมมือหยาบกร้านของบิดา บีบเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความเข้มแข็ง "ท่านพ่อ ท่านอย่าได้โทษตัวเองเลยเจ้าค่ะ ท่านเลี้ยงดูข้าและเสี่ยวเฟิงมาอย่างดีที่สุดแล้ว ต่อจากนี้ไป ข้าสัญญาว่าชีวิตของพวกเราจะดีขึ้น ข้าจะเป็นคนดูแลบ้านสามนี้เอง"

แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่น "เงินก้อนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ข้ายังมีหนทางอีกมากที่จะทำให้เราลืมตาอ้าปากได้ ท่านพ่อเพียงแค่รักษาตัวให้แข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ข้าและน้องก็พอ"

หลินต้าซานเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาว ผ่านม่านน้ำตาเขาเห็นประกายความเด็ดเดี่ยวในดวงตาคู่นั้น มันไม่ใช่แววตาของเด็กสาวขี้กลัวคนเดิมอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของนางพญาหงส์ที่พร้อมจะกางปีกปกป้องรัง

"ได้... พ่อเชื่อเจ้า" หลินต้าซานปาดน้ำตา พยักหน้าช้าๆ ความเชื่อมั่นในตัวบุตรสาวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แทนที่ความสิ้นหวังที่เคยมี

ค่ำคืนนั้น ไฟในตะเกียงมอดลง แต่ไฟแห่งความหวังในบ้านหลังน้อยกลับลุกโชนขึ้น ทว่า ในความมืดมิดนอกรั้วบ้าน กลิ่นหอมของหมูตุ๋นน้ำแดงที่ลอยไปตามลมไม่ได้หยุดอยู่แค่ในครัว

มันลอยข้ามรั้ว ลอยไปตามทางเดิน จนไปแตะจมูกใครบางคนที่บ้านใหญ่ตระกูลหลิน...

หญิงชราผมขาวโพลนในชุดเก่าซอมซ่อ จมูกไวดุจสุนัขล่าเนื้อ นางขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงไม้แข็งๆ ด้วยความหงุดหงิดพลางสูดดมกลิ่นนั้น

"กลิ่นเนื้อ... มาจากทางท้ายหมู่บ้าน..." นางพึมพำ แววตาที่เต็มไปด้วยความละโมบวาววับขึ้นในความมืด "นังเด็กบ้านสาม... มันไปเอาเงินมาจากไหน?"

ความสงบสุขของมื้อเย็นแสนสุขกำลังจะผ่านพ้นไป พายุลูกใหม่ในรูปลักษณ์ของเครือญาติผู้หิวโหยกำลังตั้งเค้าเตรียมพัดถล่มในรุ่งสาง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ย่ามาทวงเงิน]**