ตอนที่ 14

***บทที่ 14: ย่ามาทวงเงิน***

รุ่งอรุณเบิกฟ้า แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ขับไลความมืดมิดของรัตติกาลให้จางหายไป หมอกจางๆ ยังคงปกคลุมทั่วหมู่บ้านสกุลหลิน อากาศยามเช้าเย็นสบายสดชื่น ทว่าความสงบสุขหน้าเรือนหลังเก่าท้ายหมู่บ้านกลับดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ยาม

"ปัง! ปัง! ปัง!"

เสียงทุบประตูรั้วไม้ผุพังดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับจะพังทลายลงมาเสียให้ได้ ทำลายความเงียบสงบของยามเช้าจนสิ้น นกกาที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้แตกตื่นบินว่อน

"ไอ้เจ้าสาม! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้ารู้ว่าพวกแกตื่นแล้ว อย่ามัวแต่มุดหัวอยู่ในกระดอง!"

เสียงตะโกนแหลมสูงอันคุ้นหูนี้ มิใช่ใครอื่น นอกจาก 'แม่เฒ่าจาง' ผู้เป็นย่าแท้ๆ ของหลินหว่านเอ๋อร์นั่นเอง น้ำเสียงของนางเกรี้ยวกราดเจือกระแสความหิวโหยและความละโมบอย่างปิดไม่มิด

ภายในเรือน หลินต้าซานที่กำลังเตรียมตัวจะไปตักน้ำถึงกับสะดุ้งเฮือก ใบหน้าซูบตอบซีดเผือดลงทันตา เขาจำเสียงมารดาได้แม่นยำ ร่างกายที่ยังไม่หายดีสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกมานานปี

"หว่านเอ๋อร์... ย่าของเจ้า..." หลินต้าซานหันไปมองบุตรสาวด้วยแววตาตื่นตระหนก

หลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังอุ่นโจ๊กธัญพืชในครัวเดินออกมาอย่างใจเย็น นางวางชามลงบนโต๊ะ จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ใบหน้างดงามไร้ซึ่งความตื่นกลัว ตรงกันข้าม ริมฝีปากบางกลับยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา

"ท่านพ่อทานข้าวเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าออกไปรับหน้าเอง" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่น ดุจหินผาที่ไม่อาจสั่นคลอนด้วยพายุ

"แต่ว่า..."

"ไม่มีแต่เจ้าค่ะ ท่านพ่อเชื่อใจข้าเถิด วันนี้ไม่ใช่เมื่อวาน และพวกเราไม่ใช่คนเดิมที่จะยอมให้ใครมารังแกได้อีกแล้ว"

หว่านเอ๋อร์เดินตรงไปยังประตูรั้ว นางสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้ดูเรียบเฉย ก่อนจะดึงสลักประตูไม้ออก

ทันทีที่ประตูเปิดผัวะ ร่างท้วมในชุดผ้าเนื้อหยาบสีทึมๆ ของแม่เฒ่าจางก็แทบจะถลามุดเข้ามา นางกวาดสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อมองเข้าไปในลานบ้าน จมูกฟุดฟิดดมหาต้นตอของกลิ่นหอมเมื่อคืน แต่อนิจจา กลิ่นนั้นจางหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงกลิ่นโจ๊กจางๆ

"นังเด็กบ้า! กว่าจะเปิดประตูได้ คิดจะซ่อนอะไรไว้อย่างนั้นรึ!" แม่เฒ่าจางตวาดแว้ด นิ้วชี้หน้าหลานสาวอย่างหยาบคาย

หว่านเอ๋อร์ย่อกายคารวะเล็กน้อยพอเป็นพิธี กิริยาแช่มช้อยทว่าแววตาเย็นชา "อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านย่า ลมอะไรหอบท่านมาถึงเรือนซอมซ่อของพวกเราแต่เช้าตรู่เช่นนี้ หรือว่าท่านย่าจะเป็นห่วงความเป็นอยู่ของหลานๆ และท่านพ่อที่ป่วยหนัก?"

คำพูดเหน็บแนมนั้นทำให้แม่เฒ่าจางหน้าตึง นางเชิดหน้าขึ้น เอามือเท้าเอวพลางแค่นเสียง "หึ! ใครจะมีเวลามาห่วงพวกตัวซวยอย่างพวกแก ข้าได้กลิ่นเนื้อลอยไปถึงบ้านใหญ่เมื่อคืน พวกแกไปขโมยเงินใครมาซื้อเนื้อกิน! บอกมาเดี๋ยวนี้!"

"ขโมย?" หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วสูง "ท่านย่ากล่าวหาหนักเกินไปแล้ว เงินที่ข้าได้มา ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงที่ข้าเข้าป่าไปหาสมุนไพรแลกมาทั้งสิ้น จะกินเนื้อบ้างสักมื้อก็คงไม่หนักศีรษะใครกระมังเจ้าคะ"

"ปากดีนักนะนังเด็กเหลือขอ!" แม่เฒ่าจางโกรธจนหน้าดำหน้าแดง นางก้าวเข้ามาประชิดตัว "ถ้ามีปัญญาซื้อเนื้อกิน ก็ต้องมีปัญญาจ่ายหนี้บุญคุณ! พ่อของแกเป็นลูกที่ข้าเบ่งออกมา เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ หมดข้าวสุกไปกี่กระสอบ หมดเงินไปกี่อีแปะ! ตอนนี้แกมีเงินแล้ว เอาเงินมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ถือเป็นค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง!"

ชาวบ้านร้านตลาดที่เริ่มตื่นนอนและได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ต่างพากันมาชะเง้อมองที่หน้าประตูรั้ว บ้างก็ซุบซิบกันถึงความหน้าเลือดของแม่เฒ่าจางที่ตามมารังแกบ้านสามไม่เลิกรา

หลินต้าซานที่เดินตามออกมาได้ยินดังนั้นก็เข่าอ่อน ทรุดฮวบลงพิงเสาเรือน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

หว่านเอ๋อร์เห็นบิดาถูกกระทบกระเทือนจิตใจ ประกายตาของนางวาวโรจน์ขึ้นด้วยโทสะ แต่สติยังคงมั่นคง นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับไว้อย่างดีออกมาคลี่กางต่อหน้าธารกำนัล

"ท่านย่าคงจะหลงลืมไปแล้วกระมัง" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงดังฟังชัด ให้ชาวบ้านที่มุงดูได้ยินกันถ้วนหน้า "นี่คือหนังสือสัญญาแยกบ้าน ที่ท่านปู่และหัวหน้าหมู่บ้านร่วมกันลงนามเป็นพยาน ในสัญญาระบุชัดเจนว่า 'บ้านสามแยกตัวออกไปโดยไม่ได้รับทรัพย์สินใดๆ แต่แลกกับการปลดภาระหนี้สินทั้งหมด และตัดขาดความเกี่ยวข้องทางการเงินนับแต่นั้นเป็นต้นไป'"

นางก้าวเข้าไปหาแม่เฒ่าจางอีกหนึ่งก้าว ชูกระดาษขึ้น "ลายลักษณ์อักษรหมึกดำบนกระดาษขาวชัดเจน ท่านย่าจะมาเรียกร้องค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอันใดอีกเจ้าคะ? หรือคำสาบานต่อบรรพชนในวันนั้น ท่านเห็นเป็นเพียงลมปาก?"

แม่เฒ่าจางชะงักกึก นางอ่านหนังสือไม่ออก แต่จำตราประทับสีแดงนั่นได้แม่น นางไม่คิดว่านังหลานสาวตัวดีจะพกสัญญานี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา

"สะ... สัญญาบ้าบออะไร!" แม่เฒ่าจางแถสีข้างถลอก "บุญคุณต้องทดแทน กตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี ถึงจะแยกบ้าน แต่สายเลือดมันตัดกันไม่ขาด! แกมีเงินซื้อเนื้อให้พ่อกิน ก็ต้องมีเงินให้ย่าใช้! เอามา 5 ตลึง! ไม่งั้นข้าจะป่าวประกาศให้ทั่วว่าพวกแกมันอกตัญญู!"

หว่านเอ๋อร์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นเย็นยะเยือกจนแม่เฒ่าจางขนลุก

"ได้เจ้าค่ะ... เรื่องบุญคุณความแค้น เรามาคิดบัญชีกันให้ชัดเจนก็ดี"

หว่านเอ๋อร์พับสัญญาเก็บลงไป นางขยับเข้าไปใกล้แม่เฒ่าจางจนได้กลิ่นแป้งเก่าๆ บนตัวหญิงชรา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลง แต่เน้นหนักทุกถ้อยคำ เพื่อให้ได้ยินกันชัดๆ ระหว่างนางและย่า

"หากท่านย่าต้องการเงินค่าเลี้ยงดู 5 ตลึง... เช่นนั้น ข้าขอทวงถามถึง 'สินเดิม' ของท่านแม่ข้าบ้างจะเป็นไรไป"

แม่เฒ่าจางตาเบิกโพลง รูม่านตาหดเกร็งทันที

"ข้าจำได้ว่า ตอนท่านแม่แต่งเข้าสกุลหลิน ท่านตานำสินเดิมติดตัวมาให้ไม่น้อย ทั้งกำไลหยกเนื้อดี ปิ่นปักผมทองคำ และเงินสดอีก 50 ตลึง..." หว่านเอ๋อร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มสั่นไหวของหญิงชรา "ตอนท่านแม่ป่วยหนัก ท่านย่าอ้างว่าเป็นคนเก็บรักษาของพวกนั้นไว้เพื่อความปลอดภัย และจะคืนให้เมื่อข้าออกเรือน..."

"ตะ... แต่ตอนนี้ท่านแม่ตายไปแล้ว และข้าก็ยังไม่ได้ของเหล่านั้นคืนแม้แต่ชิ้นเดียว!" น้ำเสียงของหว่านเอ๋อร์แข็งกร้าวขึ้น "ท่านย่าเจ้าขา... เงิน 50 ตลึง กับเครื่องประดับพวกนั้น หายไปไหนหมดหรือเจ้าคะ? หรือว่า... มันถูกเปลี่ยนไปเป็นสินสอดให้บ้านใหญ่ หรือเอาไปปรนเปรอหลานรักคนอื่นของท่านจนหมดแล้ว?"

"แก... แก..." แม่เฒ่าจางหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก พูดไม่ออกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ

เรื่องนี้เป็นความลับดำมืดที่นางปกปิดมาตลอด หากเรื่องแดงออกไปว่านางยักยอกสินเดิมของลูกสะใภ้ที่ตายไป นอกจากจะผิดกฎหมายราชสำนักแล้ว ชื่อเสียงของตระกูลหลินจะป่นปี้ โดยเฉพาะหลานชายคนโตที่กำลังจะสอบเข้ารับราชการ จะต้องมัวหมองไปด้วย

"ถ้าท่านย่ายังยืนยันจะเอาเงิน 5 ตลึงวันนี้..." หว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มที่ดูราวกับปีศาจสาว "ข้าก็จะไปร้องเรียนต่อท่านนายอำเภอ ให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินเดิมของท่านแม่ เดี๋ยวนี้!"

"หุบปาก! หุบปากเดี๋ยวนี้!" แม่เฒ่าจางหวีดร้องด้วยความกลัว นางมองซ้ายมองขวา เลิ่กลั่กกลัวชาวบ้านจะได้ยินเรื่องสินเดิม "นังเด็กผี! ฝากไว้ก่อนเถอะ!"

หญิงชราผู้เคยหยิ่งผยอง บัดนี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากสุนัขหางจุกตูด นางสะบัดหน้าหมุนตัวกลับ เดินจ้ำอ้าวออกจากหน้าเรือนบ้านสามไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่กล้าหันกลับมามองอีกเลย ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบและสายตางุนงงของชาวบ้านที่ไม่รู้ว่าหว่านเอ๋อร์กระซิบอะไรที่ทำให้แม่เฒ่าจางกลัวจนหัวหดได้ขนาดนั้น

หว่านเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังที่งุ้มงอของย่าไปด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางหันกลับมาหาบิดาที่ยังคงนั่งตัวสั่นอยู่

"ท่านพ่อ... นางไปแล้วเจ้าค่ะ" นางเข้าไปประคองบิดาให้ลุกขึ้น

หลินต้าซานมองหน้าบุตรสาวด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ทั้งโล่งอก ทั้งทึ่ง และเคารพในความเด็ดเดี่ยวของนาง "หว่านเอ๋อร์... เจ้าไปรู้เรื่องสินเดิมของแม่เจ้าได้อย่างไร?"

"ท่านแม่เคยเล่าให้ข้าฟังตอนข้ายังเด็กเจ้าค่ะ ท่านพ่ออย่ากังวลไปเลย ตราบใดที่ความลับนี้ยังอยู่ในมือเรา ท่านย่าจะไม่กล้ามารังควานเราอีกพักใหญ่"

นางพาบิดากลับเข้ามาในลานบ้าน สายตาเหลือบไปเห็นประตูรั้วไม้ที่แม่เฒ่าจางทุบเมื่อครู่ มันเอียงกะเท่เร่จนแทบจะหลุดจากบานพับ สภาพทรุดโทรมจนน่าเวทนา หากมีโจรขโมยหรือสัตว์ป่าเข้ามา คงกันอะไรไม่ได้เลย

"เฮ้อ..." หว่านเอ๋อร์ถอนหายใจพลางส่ายหน้า "บ้านช่องทรุดโทรมขนาดนี้ ประตูก็พัง หลังคาก็รั่ว... ขืนปล่อยไว้ หน้าหนาวที่จะถึงนี้พวกเราคงลำบากแน่"

นางมองสำรวจรอบตัวบ้านอย่างจริงจัง แววตาแห่งการคำนวณและวางแผนฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง เงินในมิติกำลังเพิ่มพูน อาหารการกินเริ่มดีขึ้น สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือการสร้างป้อมปราการให้แข็งแกร่ง

"ท่านพ่อเจ้าคะ ทานข้าวเสร็จแล้ว ข้าจะไปในหมู่บ้านสักหน่อย"

"เจ้าจะไปไหนหรือ?"

"ข้าจะไปหาช่างไม้... บ้านหลังนี้ถึงเวลาต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ซ่อมแซมบ้าน]**