ตอนที่ 15
***บทที่ 15: ซ่อมแซมบ้าน***
แสงแดดยามสายสาดส่องลงมายังหมู่บ้านตระกูลหลิน ขับไล่ความหนาวเหน็บยามเช้าตรู่ให้จางหาย หลินหว่านเอ๋อร์เดินลัดเลาะไปตามทางเดินดินลูกรังที่คุ้นเคย มุ่งหน้าไปยังท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของเรือนช่างไม้เพียงหนึ่งเดียวในละแวกนี้
‘ช่างไม้หลี่’ เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำ ผิวสีทองแดงจากการตากแดดตากลม และมีชื่อเสียงเรื่องความซื่อสัตย์ ฝีมือประณีต แต่เพราะเป็นคนพูดจาโผงผางตรงไปตรงมา จึงไม่ค่อยมีใครกล้าต่อราคากับเขานัก
“ท่านลุงหลี่ อยู่หรือไม่เจ้าคะ?” หว่านเอ๋อร์ส่งเสียงเรียกที่หน้าประตูรั้วไม้ที่ถูกขัดจนเรียบกริบ
ชายร่างใหญ่เดินออกมาพร้อมกบไสไม้ในมือ เมื่อเห็นว่าเป็นหลินหว่านเอ๋อร์ บุตรสาวของหลินต้าซานที่เพิ่งแยกบ้านออกมา เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสารระคนแปลกใจ “นางหนูหลินเองรึ มีธุระอันใด?”
“ข้าอยากจ้างท่านไปซ่อมแซมเรือนเจ้าค่ะ ทั้งหลังคาที่รั่ว แล้วก็ประตูรั้วที่... เอ้อ... เพิ่งพังไปเมื่อครู่” หว่านเอ๋อร์ตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ ไม่ขยายความเรื่องแม่เฒ่าจาง
ช่างไม้หลี่ถอนหายใจ “บ้านเจ้าทรุดโทรมขนาดนั้น ซ่อมแซมคงต้องใช้ไม้ดีๆ หลายท่อน ค่าแรงข้าไม่เท่าไหร่ แต่ค่าไม้นั้น...”
“ท่านลุงไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงเงินออกมาแล้ววางเงินมัดจำใส่มือช่างไม้หลี่อย่างหนักแน่น “นี่คือค่ามัดจำ หากไม่พอ ข้าจะจ่ายเพิ่มให้เมื่อท่านดูหน้างาน ขอเพียงท่านช่วยทำให้เรือนของข้าแข็งแรง ปลอดภัยจากลมฝนและ... สัตว์ร้ายก็พอ”
ดวงตาของช่างไม้หลี่เบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นก้อนเงิน เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจในความเด็ดขาดของเด็กสาว “ตกลง! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เมื่อกลับมาถึงเรือนบ้านสาม สภาพความเสียหายดูจะหนักหนากว่าที่คิดในสายตาของช่างมืออาชีพ หลังคามุงหญ้าคาเปื่อยยุ่ยจนแทบจะปลิวไปตามลม ส่วนประตูรั้วนั้นไม่ต้องพูดถึง ไม้เก่าคร่ำคร่าหักพังจนแทบกันสุนัขจรจัดไม่ได้
“เฮ้อ... ต้าซานเอ๊ย เจ้าทนอยู่ในสภาพนี้มาได้อย่างไร” ช่างไม้หลี่บ่นพึมพำพลางส่ายหน้า ก่อนจะลงมือวัดขนาดและเริ่มงานอย่างคล่องแคล่ว
หลินต้าซานได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ พลางช่วยหยิบจับเครื่องมือเท่าที่ร่างกายจะอำนวย ส่วนหว่านเอ๋อร์นั้น นางรู้ดีว่าหน้าที่ของนางคืออะไร นางเดินเข้าครัวไปอย่างเงียบเชียบ
กลิ่นหอมของอาหารเริ่มลอยอบอวลออกมาจากครัวเล็กๆ ทำลายความเงียบเชียบของยามเที่ยง หว่านเอ๋อร์หยิบเนื้อหมูติดมันที่แอบนำออกมาจากมิติ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วนำลงผัดในกระทะร้อนฉ่า เสียงน้ำมันกระเด็นซู่ซ่าฟังดูรื่นหูยิ่งนัก นางปรุงรสด้วยซีอิ๊วและเครื่องเทศเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศจากมิติ กลิ่นหอมจึงรุนแรงและยั่วน้ำลายจนท้องไส้ปั่นป่วน
ช่างไม้หลี่ที่กำลังตอกตะปูซ่อมคานหลังคาถึงกับชะงักจมูกฟุดฟิด “กลิ่นอะไร... หอมเหลือเกิน!”
“ท่านลุงหลี่ พักทานข้าวกลางวันก่อนเถอะเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์เดินออกมาพร้อมถาดอาหาร บนถาดมีชามข้าวสวยร้อนๆ เม็ดขาวอวบอิ่มพูนชาม และผัดเนื้อหมูใส่หน่อไม้ดองจานใหญ่ กลิ่นเปรี้ยวเผ็ดร้อนแรงของหน่อไม้ดองตัดกับความมันของเนื้อหมู ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วลานบ้าน
“นี่... นี่ข้าวขาวล้วนหรือ!” ช่างไม้หลี่ตาโต แม้แต่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านยังกินข้าวผสมธัญพืช แต่นางหนูหลินกลับเลี้ยงดูช่างด้วยข้าวขาวชั้นดีและเนื้อหมูจานโต
“ท่านทำงานหนัก ต้องกินให้อิ่มท้องเจ้าค่ะ เชิญทานเถิด” หว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ช่างไม้หลี่ไม่รอช้า เขารีบคีบเนื้อหมูเข้าปาก รสชาติกลมกล่อมและความนุ่มของเนื้อทำเอาเขาแทบจะกลืนลิ้นลงไปด้วย “อร่อย! อร่อยยิ่งนัก! เกิดมาข้าไม่เคยกินผัดหมูที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน!”
ด้วยความประทับใจในรสชาติอาหารและการดูแลเอาใจใส่ ช่างไม้หลี่จึงตั้งปณิธานในใจว่าจะซ่อมแซมบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด เกินกว่าค่าจ้างที่ได้รับเสียอีก เขาเร่งมือทำงานด้วยพละกำลังที่เพิ่มพูนขึ้นจากอาหารรสเลิศ
ทว่า กลิ่นหอมของอาหารไม่ได้ดึงดูดเพียงแค่มิตรเท่านั้น...
ที่มุมรั้วด้านนอก ร่างท้วมๆ ของชายคนหนึ่งกำลังด้อมๆ มองๆ อยู่ เขาชะเง้อคอข้ามรั้วที่ยังซ่อมไม่เสร็จ น้ำลายไหลย้อยมุมปาก ดวงตาจ้องมองจานผัดหมูที่เหลืออยู่บนโต๊ะราวกับสัตว์ป่าหิวโซ
นั่นคือ ‘หลินต้าไห่’ ลุงใหญ่ผู้ตะกละตะกลามและเห็นแก่ตัว
หลินต้าไห่เพิ่งกลับมาจากไร่ จมูกไวของเขาได้กลิ่นเนื้อลอยมาตามลม จึงเดินตามกลิ่นมาจนถึงบ้านสาม เมื่อเห็นว่ามีเนื้อหมูจริงๆ ความโลภก็เข้าครอบงำ โดยไม่สนความเหมาะสม เขาผลักประตูรั้วที่ช่างไม้หลี่เพิ่งวางพิงไว้เข้ามาอย่างถือวิสาสะ
“โอ้โฮ! น้องสาม พวกเจ้ามีเนื้อกินกันหรือนี่ มิน่าล่ะถึงไม่ยอมส่งเงินให้บ้านใหญ่ ที่แท้ก็เอามาปรนเปรอมันปากตัวเอง!” หลินต้าไห่พูดเสียงดังพลางเดินดุ่มๆ เข้ามา สายตาจับจ้องที่จานกับข้าว “ข้าเป็นพี่ใหญ่ ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ขอแบ่งสักคำสองคำคงไม่เป็นไรกระมัง!”
หลินต้าซานหน้าซีดเผือด ไม่กล้าโต้ตอบพี่ชาย แต่หว่านเอ๋อร์เพียงแค่วางตะเกียบลงช้าๆ นางไม่จำเป็นต้องออกแรงเองด้วยซ้ำ
ช่างไม้หลี่ที่กำลังเพลิดเพลินกับอาหารมื้ออร่อยที่สุดในชีวิต รู้สึกหงุดหงิดทันทีที่มีแมลงวันตัวใหญ่มาบินตอม รบกวนเวลาแห่งความสุข เขาเป็นคนร่างใหญ่และเกลียดคนประเภทเอาเปรียบผู้อื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเห็นท่าทางคุกคามของหลินต้าไห่ เลือดนักเลงเก่าในกายก็พลุ่งพล่าน
“หยุดเดี๋ยวนี้!” ช่างไม้หลี่คำรามลั่น วางชามข้าวลงดัง *ปึง* แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างทะมึนบดบังแสงแดดจนมิด “เจ้าเป็นใคร เข้ามาในเขตงานของข้าได้อย่างไร!”
หลินต้าไห่ชะงักกึก สะดุ้งโหยงเมื่อเห็นชายร่างยักษ์ถือค้อนไม้ในมือจ้องมองมาตาเขียวปัด “ขะ... ข้าเป็นลุงใหญ่ของนังเด็กนี่ ข้าจะมากินข้าวบ้านน้องชายข้า มันธุระกงการอะไรของเจ้า!”
“ธุระของข้าคือซ่อมบ้าน และเจ้ากำลังเกะกะ!” ช่างไม้หลี่ก้าวสามขุมเข้าไปหา ใบหน้าถมึงทึง “นายจ้างข้าเลี้ยงข้าวข้า ไม่ได้เลี้ยงสุนัขจรจัดที่ไหน ไสหัวไปซะ ก่อนที่ข้าจะเผลอทุบหัวเจ้าแทนตะปู!”
“เจ้า! เจ้ากล้า...” หลินต้าไห่อ้าปากค้าง แต่เมื่อเห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ของช่างไม้หลี่และความเอาจริงในแววตา เขาก็หดหัวทันที ความหิวหายไปแทนที่ด้วยความกลัว “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
เขาสบถถ้อยคำหยาบคายสองสามคำ ก่อนจะวิ่งหนีหางจุกตูดออกไปจากลานบ้านอย่างรวดเร็ว สะดุดก้อนหินเกือบล้มคะมำ สร้างความขบขันให้แก่หว่านเอ๋อร์ยิ่งนัก
“ขอบคุณท่านลุงหลี่เจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ยิ้มหวาน รินน้ำชาให้เขาเพิ่ม
“ฮึ! คนประเภทนี้ต้องเจอคนอย่างข้า” ช่างไม้หลี่แค่นเสียง ก่อนจะนั่งลงกินข้าวต่ออย่างเอร็ดอร่อย “ไม่ต้องห่วงนางหนู ประตูรั้ววันนี้ข้าจะทำให้แน่นหนาเป็นพิเศษ รับรองว่าต่อให้ช้างสารก็พังเข้ามาไม่ได้ง่ายๆ!”
ตลอดช่วงบ่าย เสียงตอกตะปูและเลื่อยไม้ดังประสานกันเป็นจังหวะ ช่างไม้หลี่ทุ่มเทฝีมืออย่างเต็มที่ เขาเปลี่ยนไม้กระดานที่ผุพังบนหลังคาจนหมด เสริมคานไม้ไผ่ให้แข็งแรง และที่สำคัญคือประตูรั้วไม้สนหนาหนักที่ถูกติดตั้งอย่างแน่นหนา พร้อมด้วยกลอนประตูเหล็กที่หว่านเอ๋อร์ฝากซื้อมาจากในเมือง
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง บ้านโทรมๆ หลังเดิมก็ดูเปลี่ยนไป แม้จะไม่ได้หรูหราใหญ่โต แต่กลับดูมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย และอบอุ่นขึ้นอย่างถนัดตา
“เสร็จแล้ว!” ช่างไม้หลี่ปาดเหงื่อพลางมองผลงานด้วยความภูมิใจ “ประตูนี้แข็งแรงมาก และหลังคาก็จะไม่รั่วอีกต่อไป หน้าหนาวนี้พวกเจ้าจะอยู่กันได้อย่างสบาย”
หลินต้าซานมองบ้านของตนด้วยน้ำตาคลอเบ้า เขาไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่บ้านช่องมั่นคงเช่นนี้ “ขอบคุณพี่หลี่... ขอบคุณจริงๆ”
หลังจากช่างไม้หลี่กลับไป หว่านเอ๋อร์เดินสำรวจรอบบ้านอีกครั้ง นางลูบเนื้อไม้แข็งแรงของประตูรั้วด้วยความพึงพอใจ
“ป้อมปราการขั้นแรกเสร็จสมบูรณ์แล้ว” นางพึมพำกับตัวเอง
ตอนนี้บ้านปลอดภัยแล้ว ความเป็นอยู่เริ่มดีขึ้น แต่นี่ยังไม่พอ... เงินในกระเป๋าเริ่มร่อยหรอลงไปกับการซ่อมบ้าน นางจำเป็นต้องหาช่องทางทำเงินใหม่ๆ ที่ยั่งยืนกว่าการขายสมุนไพรประปราย
นางเงยหน้ามองทิวเขาเขียวขจีที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังหมู่บ้าน ป่าลึกแห่งนั้นคือขุมทรัพย์ที่คนในหมู่บ้านหวาดกลัว แต่สำหรับนางที่มีมิติและทักษะการเอาตัวรอด มันคือตู้เสบียงและคลังสมบัติ
หว่านเอ๋อร์หรี่ตาลง แววตาเป็นประกายวาววับดุจนักล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ
“พรุ่งนี้... ข้าจะเข้าป่าลึก” นางตั้งเป้าหมายในใจ รสชาติอาหารจานเด็ดที่นางใฝ่หา และโอกาสทางการค้าที่จะพลิกชีวิต กำลังรอนางอยู่ที่นั่น
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ค้นพบสวนพริกในป่า]**