ตอนที่ 16
***บทที่ 16: ค้นพบสวนพริกในป่า***
แสงอรุณรุ่งสางสาดส่องผ่านม่านหมอกสีจาง ปลุกให้หมู่บ้านตีนเขาตื่นขึ้นจากนิทรา อากาศยามเช้าในฤดูใบไม้ร่วงเริ่มเจือความหนาวเย็นยะเยือก ทว่าภายในบ้านสกุลหลินกลับอบอุ่นและปลอดภัยยิ่งกว่ากาลก่อน
หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวออกมาที่ลานหน้าบ้าน นางสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังประตูรั้วไม้สนที่ตั้งตระหง่านอย่างมั่นคง ฝีมือของช่างไม้หลี่ช่างยอดเยี่ยมนัก ประตูบานหนานี้เปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันที่ทำให้นางวางใจที่จะทิ้งบิดาไว้ลำพังชั่วคราว เพื่อออกไปทำภารกิจสำคัญ
“ท่านพ่อ ข้าต้มข้าวต้มธัญพืชไว้ในหม้อ ท่านทานก่อนได้เลยนะเจ้าคะ วันนี้ข้าจะขึ้นเขาไปสำรวจหาของป่าสักหน่อย อาจจะกลับบ่ายคล้อย” หว่านเอ๋อร์ตะโกนบอกบิดาที่กำลังขยับตัวตื่นอยู่ในห้อง
“ระวังตัวด้วยนะอาหว่าน อย่าเข้าไปลึกเกินไปนัก ป่าชั้นในมันอันตราย” เสียงของหลินต้าซานตอบกลับมาด้วยความเป็นห่วง แม้จะรู้ว่าบุตรสาวมีความสามารถ แต่หัวอกคนเป็นพ่อก็อดกังวลไม่ได้
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ”
หญิงสาวรับคำพลางกระชับตะกร้าสานไผ่ขึ้นสะพายหลัง เหน็บมีดเดินป่าเล่มเล็กที่ลับจนคมกริบไว้ข้างเอว ร่างบอบบางในชุดผ้าฝ้ายสีครามเก่าๆ แต่ซักสะอาดก้าวเดินออกจากรั้วบ้าน มุ่งหน้าสู่ทิวเขาเขียวขจีที่ซ่อนความลับมากมายเอาไว้
ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไปเกินเขตป่าชั้นนอก พวกเขาพอใจกับการเก็บเห็ดและหน่อไม้ตามชายป่า แต่สำหรับหลินหว่านเอ๋อร์ ผู้ครอบครองมิติลับและสติปัญญาจากอีกภพหนึ่ง ป่าชั้นนอกนั้นแทบไม่มีสิ่งใดดึงดูดใจนาง
นางเดินลัดเลาะผ่านพุ่มไม้รกชัฏด้วยฝีเท้าที่คล่องแคล่วและเงียบกริบ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบด้าน สมุนไพรธรรมดาอย่างหญ้าลิ้นมังกรหรือดอกเก๊กฮวยป่านั้นนางเพียงแค่ปรายตามองผ่าน วันนี้นางไม่ได้มาเพื่อหาสมุนไพรไปขาย แต่มาเพื่อตามหา ‘รสชาติ’ ที่ขาดหายไป
ชีวิตใหม่ในร่างนี้ แม้จะมีความสุขที่ดีขึ้นตามลำดับ แต่อาหารการกินนั้นจืดชืดจนลิ้นของนางแทบจะด้านชา ชาวบ้านที่นี่ปรุงอาหารเพียงแค่ต้มหรือนึ่ง ใส่เกลือเล็กน้อยพอมีรสเค็ม กลิ่นหอมหวลยั่วน้ำลายของเครื่องเทศเป็นสิ่งที่หากินได้ยากยิ่ง และที่มีขายในเมืองก็ราคาแพงหูฉี่
“มันต้องมีสิ... ป่าที่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ จะขาดของดีไปได้อย่างไร”
หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตนเอง นางเดินลึกเข้าไปในป่าทึบ แสงแดดเริ่มลอดผ่านใบไม้ลงมาได้น้อยลง เสียงนกร้องเงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงลมพัดใบไม้ไหวที่ชวนวังเวง
ทันใดนั้น สายตาของนางก็สะดุดเข้ากับสีสันที่ตัดกันอย่างรุนแรงท่ามกลางสีเขียวขจีของพงไพร
เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ไกลนัก มีพุ่มไม้เตี้ยๆ กลุ่มใหญ่ ใบของมันเรียวยาวสีเขียวเข้ม แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของหว่านเอ๋อร์เต้นระรัวราวกับกลองศึก คือผลเม็ดเล็กๆ สีแดงสดและสีเขียวที่ดกจนแทบจะหักกิ่งก้านลงมา ผลของมันชูชันชี้ฟ้า ท้าทายสายตาผู้พบเห็น
“นั่นมัน...”
หว่านเอ๋อร์รีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ หัวใจพองโตด้วยความปิติยินดี นางย่อตัวลงพิจารณาผลสีแดงก่ำเม็ดเล็กเหล่านั้น ชาวบ้านในแถบนี้เรียกมันว่า ‘ผลปีศาจแดง’ เพราะเคยมีคนหลงกินเข้าไปแล้วเกิดอาการแสบร้อนในปากจนน้ำหูน้ำตาไหล ทรมานราวกับถูกไฟนรกแผดเผา จึงถูกตราหน้าว่าเป็นพืชมีพิษ ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
แต่นางรู้จักมันดี... เจ้านี่คือราชินีแห่งรสชาติ ที่จะเปลี่ยนอาหารจืดชืดให้กลายเป็นสวรรค์บนดิน
“พริกขี้หนูสวน!” หว่านเอ๋อร์อุทานออกมาด้วยความดีใจแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ “ในที่สุดข้าก็เจอเจ้า! สวรรค์ช่างเมตตาข้ายิ่งนัก!”
นางเอื้อมมือไปเด็ดพริกเม็ดสีแดงสดมาหนึ่งเม็ด บิดมันออกจนได้กลิ่นฉุนกึกที่คุ้นเคย กลิ่นเผ็ดร้อนที่แสบจมูกนิดๆ นี้แหละคือกลิ่นแห่งชีวิตชีวา นางแตะปลายลิ้นลงไปที่รอยแตกของเม็ดพริกเพียงเล็กน้อย ความเผ็ดซ่านแล่นพล่านไปทั่วปาก ยืนยันว่านี่คือพริกพันธุ์ดีที่มีรสเผ็ดจัดจ้านถึงใจ
*ติ๊ง!*
เสียงสัญญาณจากระบบในมิติดังขึ้นในหัวของนางทันที
*[ตรวจพบพืชวัตถุดิบระดับสูง: พริกอัคคี (ผลปีศาจแดง)]*
*[คำแนะนำ: หากนำต้นพันธุ์เข้าไปปลูกในมิติ พื้นที่เพาะปลูกระดับ 1 จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต 10 เท่า และเพิ่มระดับความเผ็ดร้อนรวมถึงความหอมขึ้นอีก 20%]*
*[ท่านต้องการนำเข้าสู่มิติหรือไม่?]*
ดวงตาของหว่านเอ๋อร์เป็นประกายวาววับ ยิ่งกว่าได้ทองคำเสียอีก นางไม่รอช้า รีบหยิบเสียมขนาดเล็กออกมาจากตะกร้า
“ระบบช่างรู้ใจข้าจริงๆ เพิ่มความหอมและความเผ็ดอีกยี่สิบส่วนหรือ? แบบนี้ภัตตาคารในเมืองหลวงก็คงต้องสยบให้ข้าแน่”
นางลงมือขุดต้นพริกอย่างระมัดระวัง ไม่ให้รากกระทบกระเทือนมากนัก จากนั้นจึงส่งกระแสจิตนำต้นพริกทั้งต้นเข้าไปปลูกในแปลงดินดำภายในมิติ พื้นที่ในมิตินั้นกว้างขวางและมีพลังปราณธรรมชาติหล่อเลี้ยง ทันทีที่รากพริกสัมผัสลงดินในมิติ ใบของมันก็ดูสดชื่นเขียวขจีขึ้นทันตาเห็นราวกับปาฏิหาริย์
หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ขุดไปเพียงต้นเดียว นางเลือกต้นที่แข็งแรงที่สุดสี่ห้าต้นส่งเข้าไปในมิติ ส่วนพริกเม็ดแดงที่สุกงอมบนต้นอื่นๆ นางจัดการเก็บเกี่ยวพวกมันลงตะกร้าอย่างรวดเร็ว
มือเรียวเก็บพริกอย่างคล่องแคล่ว ปากก็นับจำนวนไปด้วยความเพลิดเพลิน
“เอาไปตากแห้งทำพริกป่นส่วนหนึ่ง... อีกส่วนเอาไปทำน้ำพริก... โอ้ แค่คิดน้ำลายก็จะไหลแล้ว เย็นนี้ข้าจะทำอะไรกินดีนะ? ผัดเผ็ด? หรือต้มยำ?”
นางเก็บพริกจนได้เกือบครึ่งตะกร้า ปริมาณมากพอที่จะใช้ได้เป็นเดือนๆ แถมยังมีต้นพันธุ์ในมิติที่จะออกผลให้เก็บกินได้ไม่รู้จบ นี่คือขุมทรัพย์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
เมื่อกวาดสายตามองผลงานในตะกร้า หว่านเอ๋อร์ยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ นางหยิบใบไม้ใบใหญ่มาคลุมปิดหน้าตะกร้าไว้เพื่ออำพรางสายตาคน หากใครมาเห็นเข้านางคงขี้เกียจอธิบายว่าทำไมถึงเก็บ ‘ผลพิษ’ กลับบ้าน
ขณะที่นางกำลังจะยืดตัวลุกขึ้นยืน เตรียมหันหลังกลับออกจากป่า ความรู้สึกเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็พาดผ่านไขสันหลัง
สัญชาตญาณนักล่าในตัวนางตื่นตัวขึ้นฉับพลัน
*แกรก...*
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้นแผ่วเบา มาจากทิศทางด้านหลังพุ่มไม้รกทึบทางขวามือ ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว เสียงนั้นไม่ใช่เสียงลมพัด และไม่ใช่เสียงสัตว์เล็กอย่างกระต่ายหรือกระรอก แต่มันคือเสียงย่ำเท้าที่หนักแน่นของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงอย่างผิดปกติ แม้แต่เสียงแมลงที่เคยระงมก็พลอยเงียบหายไป
หว่านเอ๋อร์กระชับด้ามมีดที่เอวแน่น นางค่อยๆ หมุนตัวกลับไปมองยังทิศทางนั้นช้าๆ ดวงตาหรี่ลงเพ่งมองฝ่าความสลัวของป่าดงดิบ
หลังพุ่มไม้นั้น... มีเงาทะมึนขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไหว ดวงตาสีเหลืองอำพันคู่หนึ่งสะท้อนแสงวาวโรจน์จ้องมองมาที่นาง
มันไม่ใช่ชาวบ้านที่มาเก็บของป่า... และดูท่าทางมันจะไม่ใช่มิตรที่แวะมาทักทายเสียด้วย
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: น้ำพริกเผาสูตรเด็ด]**