ตอนที่ 17
***บทที่ 17: น้ำพริกเผาสูตรเด็ด***
ดวงตาสีเหลืองอำพันคู่นั้นพุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้พร้อมกับเสียงคำรามต่ำในลำคอ ร่างทะมึนที่พุ่งเข้ามาไม่ใช่เสือหรือหมีอย่างที่กังวล แต่เป็นหมูป่าเขี้ยวตันตัวมหึมา น้ำหนักของมันไม่ต่ำกว่าสองร้อยจิน เขี้ยวโง้งยาวสีขาวขุ่นดูน่าเกรงขาม
หากเป็นสตรีในห้องหอทั่วไปคงกรีดร้องจนสิ้นสติไปแล้ว แต่สำหรับหลินหว่านเอ๋อร์ นางเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“กำลังคิดอยู่เชียวว่าจะไปหาไขมันสัตว์จากที่ไหนมาทำอาหาร เจ้านี่ช่างรู้ใจวิ่งมาเสิร์ฟถึงที่!”
นางเบี่ยงตัวหลบการพุ่งชนอันดุดันของหมูป่าอย่างคล่องแคล่วราวกับใบไผ่ลู่ลม อาศัยจังหวะที่มันเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ นางตวัดมีดสั้นในมือด้วยความแม่นยำเข้าที่จุดตายบริเวณหลังคอ เลือดสาดกระเซ็นเพียงเล็กน้อย ร่างยักษ์ของเจ้าแห่งไพรก็ล้มตึงลงสิ้นใจในทันที
หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางโบกมือวูบหนึ่ง ร่างของหมูป่าทั้งตัวก็อันตรธานหายเข้าไปเก็บรักษาไว้ในมิติลับเพื่อคงความสดใหม่ นางปาดเหงื่อที่หน้าผากเล็กน้อย ก่อนจะคว้าตะกร้าพริกขึ้นสะพายหลังและเดินกลับบ้านด้วยฝีเท้าที่เบาสบายราวกับขนนก
เมื่อกลับถึงบ้านกระท่อมมุงจาก หลินต้าซานผู้เป็นบิดากำลังนั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ที่แคร่หน้าบ้านด้วยสีหน้าเป็นกังวล เมื่อเห็นบุตรสาวกลับมาอย่างปลอดภัย เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“หว่านเอ๋อร์ เจ้าไปนานเหลือเกิน พ่อเกือบจะออกไปตามหาแล้ว”
“ข้าไปเจอของดีมาเจ้าค่ะท่านพ่อ” หว่านเอ๋อร์ยิ้มตาหยี นางแสร้งทำเป็นล้วงเข้าไปในตะกร้าที่มีใบไม้ปิดทับ แต่แท้จริงแล้วนางดึงก้อนมันแข็งก้อนใหญ่และเนื้อหมูชั้นดีส่วนหนึ่งออกมาจากมิติ “ข้าโชคดีไปเจอซากหมูป่าที่เพิ่งตายใหม่ๆ ดูเหมือนมันจะตกหน้าผาลงมา ข้าเลยแล่เอาเนื้อกับมันหมูมาได้บ้างเจ้าค่ะ”
คำโกหกคำโตถูกปั้นแต่งอย่างลื่นไหล หลินต้าซานแม้จะแปลกใจแต่เมื่อเห็นเนื้อหมูสีแดงสดและมันหมูก้อนขาว เขาก็กลืนน้ำลายลงคอด้วยความหิวโหย ครอบครัวหลินไม่ได้กินเนื้อสัตว์มานานนับเดือนแล้ว
“ดี... ดีจริงๆ เย็นนี้เราจะได้กินเนื้อกัน”
หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางเข้าครัวทันที วันนี้เมนูหลักไม่ใช่แค่ผัดเนื้อธรรมดา แต่นางตั้งใจจะแปรรูป ‘ผลพิษ’ หรือพริกที่เก็บมา ให้กลายเป็นสินค้าทำเงินตัวแรก
นางเริ่มจากนำมันหมูแข็งมาหั่นเป็นชิ้นเต๋าเล็กๆ แล้วเจียวในกระทะร้อนฉ่า เสียงน้ำมันแตกดัง *เปรี๊ยะๆ* ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วบ้าน ไม่นานนักชิ้นมันหมูก็กลายเป็น ‘กากหมู’ สีเหลืองทองกรุบกรอบ นางตักกากหมูพักไว้ เหลือเพียงน้ำมันหมูใสแจ๋วในกระทะ
จากนั้นมหกรรมความฉุนก็เริ่มต้นขึ้น
หว่านเอ๋อร์โยนพริกแห้งที่นางแอบเอาไปตากแดดในมิติ (ซึ่งเวลาเดินเร็วกว่าภายนอก) ลงไปคั่วในกระทะ พร้อมกับกระเทียมจีนกลีบใหญ่และหัวหอมแดงซอย
*ฉ่า...*
ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นพร้อมกลิ่นฉุนกึกที่แสบเข้าไปถึงโพรงจมูก หลินต้าซานที่นั่งอยู่นอกบ้านถึงกับสำลักไอโขลกเขลก น้ำหูน้ำตาไหลพราก
“แค่ก! แค่ก! หว่านเอ๋อร์! เจ้ากำลังเผาบ้านหรือไร ไยกลิ่นมันถึงได้รุนแรงเยี่ยงนี้!”
“อดทนหน่อยเจ้าค่ะท่านพ่อ ของอร่อยมักมาคู่กับความทรมานเล็กน้อย!” หว่านเอ๋อร์ตะโกนตอบ พรางใช้ผ้าปิดจมูก มือก็คั่วส่วนผสมในกระทะอย่างชำนาญจนพริกเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเกือบดำและส่งกลิ่นหอมไหม้นิดๆ ที่เป็นเอกลักษณ์
เมื่อทุกอย่างสุกได้ที่ นางนำส่วนผสมทั้งหมดมาโขลกในครกหินจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายแดง เกลือ และน้ำมะขามเปียกที่หาได้จากหลังบ้าน ก่อนจะนำลงไปผัดในน้ำมันหมูอีกครั้ง
ขั้นตอนสุดท้ายคือทีเด็ด นางเท ‘กากหมู’ กรุบกรอบที่พักไว้ลงไปคลุกเคล้ากับน้ำพริกเนื้อเนียนสีแดงฉาน
ทันใดนั้น กลิ่นฉุนแสบจมูกเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมยั่วน้ำลายที่รุนแรงและซับซ้อน กลิ่นหอมของพริกคั่ว ผสมผสานกับกลิ่นหอมมันของกากหมูและเครื่องเทศ ลอยฟุ้งไปไกลสามบ้านแปดบ้าน
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ! น้ำพริกเผากากหมูสูตรเด็ดของตระกูลหลิน!”
เย็นวันนั้น บนโต๊ะอาหารมีเพียงข้าวสวยร้อนๆ จานผักต้ม และถ้วยน้ำพริกเผาสีแดงจัดจ้านที่มีชิ้นกากหมูแทรกอยู่เต็มไปหมด
หลินต้าซานมองถ้วยน้ำพริกด้วยความหวาดหวั่นระคนอยากรู้อยากเห็น สีแดงฉานนั้นดูอันตรายยิ่งนัก แต่กลิ่นหอมกลับเชื้อเชิญให้ลิ้มลอง เขาใช้ตะเกียบคีบข้าวคำเล็กๆ จิ้มลงไปในน้ำพริกแล้วส่งเข้าปาก
วินาทีแรก ลิ้นสัมผัสได้ถึงความเผ็ดร้อนที่พุ่งพล่านราวกับไฟลามทุ่ง แต่ในชั่วพริบตาต่อมา ความหวานกลมกล่อม ความเค็มกำลังดี และความหอมมันของกากหมูกรอบๆ ก็ระเบิดซ่านไปทั่วปาก
“นี่มัน...” ดวงตาของชายวัยกลางคนเบิกกว้าง
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” หว่านเอ๋อร์ถามพลางลุ้นระทึก
หลินต้าซานไม่ตอบ แต่รีบคุ้ยข้าวเข้าปากคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความเอร็ดอร่อย เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นตามไรผม แต่เขากลับหยุดมือไม่ได้ รสชาติเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหารอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“อร่อย! อร่อยเหลือเกิน! พ่อไม่เคยทานอะไรที่รสชาติจัดจ้านถึงใจเยี่ยงนี้มาก่อนเลย!”
จากที่เคยเบื่ออาหารเพราะความเจ็บป่วย หลินต้าซานกลับทานข้าวหมดหม้อเกลี้ยงภายในพริบตา เขายกมือลูบท้องอย่างมีความสุข ใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับมีเลือดฝาดขึ้นเพราะฤทธิ์เดชของพริก
หว่านเอ๋อร์มองบิดาด้วยความพึงพอใจ นางมั่นใจแล้วว่า ‘น้ำพริกเผากากหมู’ นี้ จะต้องเป็นสินค้าตัวแรกที่จะพลิกฟื้นฐานะของครอบครัวนางได้
“ท่านพ่อเจ้าคะ ข้าแบ่งน้ำพริกส่วนหนึ่งใส่กระปุกเล็กๆ ไว้ ข้าจะเอาไปให้ป้าเถียนเสียหน่อย นางอุตส่าห์มีน้ำใจแบ่งมันเทศให้เราเมื่อวันก่อน”
“ไปเถิดลูก พ่อเห็นด้วย คนกตัญญูรู้คุณ ย่อมตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้”
หว่านเอ๋อร์ถือกระปุกดินเผาใบเล็ก เดินฝ่าความมืดสลัวยามพลบค่ำไปยังบ้านของป้าเถียนซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ป้าเถียนเป็นหญิงหม้ายใจดีที่มักจะแอบเอาอาหารมาให้สองพ่อลูกอยู่เสมอ แม้ฐานะของนางเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันมากนัก
“ป้าเถียน อยู่หรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อประตูเปิดออก ป้าเถียนที่เห็นว่าเป็นหว่านเอ๋อร์ก็ยิ้มต้อนรับ “อ้าว หว่านเอ๋อร์ มีอะไรรึ ดึกป่านนี้แล้ว”
“ข้าทำกับข้าวสูตรใหม่ เลยเอามาให้ป้าลองชิมเจ้าค่ะ ถือเป็นการตอบแทนสำหรับมันเทศวันก่อน” นางยื่นกระปุกให้
ป้าเถียนรับไปเปิดดู เพียงแค่สูดดมกลิ่นหอมที่ลอยออกมา นางก็น้ำลายสอ “โอย... หอมอะไรปานนี้ กลิ่นเหมือนเครื่องเทศราคาแพงในเมืองหลวงเลย นี่เจ้าทำเองรึ?”
“เจ้าค่ะ ลองทานกับข้าวสวยร้อนๆ นะเจ้าคะ รับรองว่าเจริญอาหาร”
หลังจากพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอีกครู่หนึ่ง หว่านเอ๋อร์ก็ขอตัวกลับบ้าน ระหว่างทางเดินกลับ แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบใบหน้าด้านข้างที่งดงามแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว
ในหัวของนาง ร่างแผนการธุรกิจกำลังก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง น้ำพริกเผากระปุกนี้ไม่ใช่แค่อาหาร แต่มันคือใบเบิกทางสู่อนาคต นางรู้ดีว่าในเมืองนี้มีภัตตาคารใหญ่ชื่อ ‘จินยวี่’ ที่ขึ้นชื่อเรื่องเสาะหาวัตถุดิบแปลกใหม่ หากนางนำสิ่งนี้ไปเสนอ...
ดวงตาของหว่านเอ๋อร์ทอประกายวาวโรจน์ยิ่งกว่าแสงดาว
“พรุ่งนี้แหละ... ข้าจะทำให้คนทั้งเมืองต้องสยบแทบเท้าด้วยรสชาติแห่งพริก!”
ทว่า นางหารู้ไม่ว่ากลิ่นหอมของน้ำพริกที่ลอยตามลมไปนั้น ไม่ได้ดึงดูดแค่ความสนใจของคนในบ้าน แต่มันยังลอยไปเตะจมูกของใครบางคนที่กำลังด้อมๆ มองๆ อยู่ในเงามืดแถวรั้วบ้านด้วยความริษยา...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข้อเสนอจากภัตตาคารจินยวี่]**