ตอนที่ 18
บทที่ 18: ข้อเสนอจากภัตตาคารจินยวี่
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับความหวังที่เปี่ยมล้น หลินหว่านเอ๋อร์ตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง นางจัดการหุงหาอาหารเช้าง่ายๆ ให้บิดา ก่อนจะผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดผ้าฝ้ายสีครามเก่าๆ ที่แม้จะมีรอยปะชุนอยู่บ้าง แต่ก็ซักจนสะอาดสะอ้านและรีดจนเรียบกริบ ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างทะมัดทะแมง ปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดาเพียงอันเดียว
ในตะกร้าสานไผ่ที่นางสะพายหลัง มีกระปุกดินเผาบรรจุน้ำพริกเผาสูตรลับที่นางเคี่ยวกรำมาทั้งคืนวางสงบนิ่งอยู่
นางเดินเท้าเข้าเมืองด้วยย่างก้าวที่มั่นคง แม้หนทางจะยาวไกล แต่หัวใจที่มุ่งมั่นกลับทำให้นางไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อมาถึงตัวอำเภอ บรรยากาศจอแจของตลาดเช้าก็ปะทะเข้ากับโสตประสาท เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ หว่านเอ๋อร์กวาดสายตามองหาเป้าหมาย ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังอาคารไม้สูงสามชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านการค้า
‘ภัตตาคารจินยวี่’ (ทองหยก)
ป้ายชื่อร้านสลักด้วยตัวอักษรสีทองวิจิตรตระการตา กลิ่นหอมของอาหารชั้นเลิศลอยอบอวลออกมาแตะจมูก เพียงแค่มองจากภายนอกก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือสถานที่สำหรับคหบดีและผู้มีอันจะกินเท่านั้น
หว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าแล้วก้าวเท้าเข้าไปภายใน
“แม่นางน้อย ร้านเรายังไม่เปิดรับแขก หากจะมาขอทาน ไปที่ประตูด้านหลังเถิด” เสี่ยวเอ้อร์หนุ่มท่าทางคล่องแคล่วเดินเข้ามาขวางทางนางไว้ แม้น้ำเสียงจะไม่หยาบคายนัก แต่แววตาก็ฉายแววดูแคลนอาภรณ์ซอมซ่อของนางอย่างปิดไม่มิด
หว่านเอ๋อร์ไม่โกรธเคือง นางเพียงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวาน “พี่ชายท่านนี้เข้าใจผิดแล้ว ข้ามิได้มาขอทาน แต่ข้ามาเพื่อเจรจาการค้ากับเถ้าแก่ของท่าน รบกวนช่วยไปเรียนท่านทีเถิด”
เสี่ยวเอ้อร์ชะงักไปครู่หนึ่งกับกิริยาท่าทางที่ดูสุขุมเกินวัยและฐานะของเด็กสาวตรงหน้า แต่เขาก็ยังคงลังเล “เถ้าแก่เนี่ยงานยุ่งมาก คงไม่มีเวลามาพบ...”
“บอกเขาว่า... ข้ามี ‘กุญแจ’ ที่จะทำให้ภัตตาคารจินยวี่ครองอันดับหนึ่งในอำเภอนี้ไปอีกสิบปี”
คำพูดที่ใหญ่โตโอหังนั้นดึงดูดความสนใจของชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มแต่ดวงตาแฝงความเฉลียวฉลาด เขาเดินลงมาจากบันไดชั้นสอง พลางโบกพัดจีบในมือเบาๆ
“ช่างเป็นวาจาที่สามหาวนัก แม่นางตัวน้อย เจ้ามีสิ่งใดดีถึงกล้ากล่าวอ้างเช่นนั้น?”
หว่านเอ๋อร์ประสานมือคารวะอย่างงดงามตามธรรมเนียม “ผู้น้อยหลินหว่านเอ๋อร์ คารวะเถ้าแก่เนี่ยเจ้าค่ะ สิ่งที่ผู้น้อยนำมานั้น ดีหรือไม่ดี ท่านต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง”
นางปลดตะกร้าลง วางกระปุกดินเผาบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝาออก
วินาทีนั้น กลิ่นหอมฉุนเผ็ดร้อนผสานกับความหอมมันของเครื่องเทศและน้ำมันพืชชั้นดีก็ฟุ้งกระจายไปทั่วโถงร้าน กลิ่นนั้นมิใช่เพียงความเผ็ดร้อนธรรมดา แต่เป็นความหอมลึกซึ้งที่กระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะให้ปั่นป่วน แม้แต่เสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังเผลอกลืนน้ำลายลงคอ
เถ้าแก่เนี่ยหุบพัดฉับ ดวงตาที่เป็นประกายอยู่แล้วเบิกกว้างขึ้น เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้กระปุกนั้นราวกับต้องมนต์สะกด “นี่คือ...”
“ผู้น้อยเรียกมันว่า ‘น้ำพริกเผา’ เจ้าค่ะ ใช้คลุกข้าวสวยร้อนๆ ก็ดี ใช้ผัดผัก หรือปรุงรสในน้ำแกงก็เลิศรส รสชาติเผ็ดร้อนแต่กลมกล่อม ไม่บาดคอ”
เถ้าแก่เนี่ยรับตะเกียบที่เสี่ยวเอ้อร์ส่งให้ จิ้มลงไปในเนื้อน้ำพริกสีแดงเข้มเป็นมันวาว แล้วส่งเข้าปาก
รสสัมผัสแรกคือความเผ็ดซ่านที่ปลุกประสาทสัมผัส ตามมาด้วยความเค็มหวานที่ลงตัว และกลิ่นหอมไหม้นิดๆ ของพริกคั่วที่ติดปลายลิ้น มันช่างโอชาและแปลกใหม่อย่างที่เขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อนในชีวิต อาหารรสจืดชืดทั่วไปเทียบไม่ติดเลยแม้แต่น้อย
“เยี่ยม! เยี่ยมมาก!” เถ้าแก่เนี่ยอุทานออกมาอย่างลืมตัว “รสชาตินี้... หากนำไปทำอาหารจานเด็ด ลูกค้าจะต้องติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้นแน่”
ในขณะนั้นเอง เสียงปรบมือเบาๆ ก็ดังขึ้นจากทางบันได
“สายตาเฉียบคมสมเป็นท่านพ่อ รสชาตินี้ไม่ธรรมดาจริงๆ”
ชายหนุ่มรูปงามในชุดผ้าไหมสีอ่อน ก้าวลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มละมุน เขาคือ ‘เนี่ยเฟิง’ นายน้อยตระกูลเนี่ย บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเถ้าแก่เนี่ย
หว่านเอ๋อร์ลอบสังเกตชายหนุ่มผู้นี้ เขามีบุคลิกที่ดูอบอุ่นแต่ดวงตากลับฉายแววฉลาดล้ำลึกไม่แพ้บิดา
“แม่นางหลิน ข้าเสียมารยาทแล้วที่แอบฟัง” เนี่ยเฟิงกล่าวอย่างสุภาพ “น้ำพริกของเจ้ามีความโดดเด่นมาก หากภัตตาคารเรารับซื้อสูตรนี้ เจ้าจะขายเท่าไหร่?”
นี่คือการทดสอบ หว่านเอ๋อร์รู้ดี หากขายนางจะได้เงินก้อนใหญ่ แต่ก็จะหมดหนทางทำกินในระยะยาว
“เรียนคุณชายเนี่ย ผู้น้อยมิได้มาเพื่อขายสูตรเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ตอบกลับอย่างฉะฉาน สายตาจ้องมองสองพ่อลูกตระกูลเนี่ยอย่างไม่เกรงกลัว “ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำ ย่อมไม่มีใครเชือดเพื่อเอาไข่ในท้องเพียงครั้งเดียว ผู้น้อยต้องการเสนอการค้าแบบผูกขาดเจ้าค่ะ”
“ผูกขาดรึ?” เถ้าแก่เนี่ยเลิกคิ้วสูง เริ่มมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง นางไม่ใช่เด็กบ้านนอกธรรมดา แต่เป็นคู่ค้าที่น่ากลัวคนหนึ่ง
“ถูกต้องเจ้าค่ะ ข้าจะส่งน้ำพริกเผานี้ให้ภัตตาคารจินยวี่เพียงแห่งเดียวในอำเภอนี้ เพื่อให้ท่านเป็นเจ้าตลาดแต่เพียงผู้เดียว แต่มีข้อแม้ว่า ท่านต้องรับซื้อทั้งหมดที่ข้าผลิตได้ในราคากระปุกละหนึ่งร้อยอีแปะ และต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร”
เถ้าแก่เนี่ยลูบเคราครุ่นคิด ราคานี้ไม่ถือว่าถูก แต่เมื่อเทียบกับกำไรที่จะได้จากการผูกขาดรสชาติแปลกใหม่นี้ มันคุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม
“ฉลาด... ฉลาดมาก” นายน้อยเนี่ยเฟิงพึมพำ สายตาจับจ้องไปที่หว่านเอ๋อร์ด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด หญิงสาวชาวบ้านทั่วไปย่อมตื่นเต้นกับเงินก้อนโตตรงหน้า แต่นางกลับมองการณ์ไกลถึงความยั่งยืน “ท่านพ่อ ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของนาง การได้สิทธิ์ผูกขาดจะทำให้ภัตตาคารคู่แข่งอย่าง ‘หอหมื่นรส’ ทาบไม่ติดฝุ่น”
เถ้าแก่เนี่ยพยักหน้าเห็นชอบ “ตกลง! ข้าจะทำสัญญากับเจ้า แม่นางหลิน วันนี้ข้าจะรับซื้อกระปุกที่เจ้านำมาทั้งหมด และนี่คือเงินมัดจำล่วงหน้าสำหรับงวดถัดไป ห้าตำลึงเงิน!”
เมื่อกระดาษสัญญาถูกกางออก พู่กันจุ่มหมึกตวัดลงนาม หว่านเอ๋อร์รู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งที่ยกออกจากอก ในที่สุด... ก้าวแรกสู่ความมั่งคั่งของนางก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว รายได้ที่มั่นคงนี้จะทำให้ชีวิตของนางและบิดาเปลี่ยนไปตลอดกาล
นางรับเงินก้อนนั้นมาเก็บไว้ในอกเสื้อด้วยหัวใจที่พองโต กล่าวลาสองพ่อลูกตระกูลเนี่ย แล้วเดินออกจากภัตตาคารจินยวี่ด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
ทว่า ในขณะที่หว่านเอ๋อร์กำลังเดินเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้จำเป็นเพื่อนำกลับบ้านอย่างมีความสุขอยู่นั้น นางหารู้ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของนางไม่ได้รอดพ้นสายตาของคนบางกลุ่ม
ณ มุมตึกมืดสลัว ร่างผอมเกร็งของใครบางคนกำลังแอบมองนางอยู่ ดวงตานั้นเต็มไปด้วยความริษยาและโลภโมโทสัน คนผู้นั้นรีบปลีกตัวออกไป มุ่งหน้ากลับไปยังหมู่บ้านสกุลหลินด้วยความเร็วรี่ เพื่อนำข่าวไปบอกใครบางคนที่กำลังรอคอยด้วยใจจดจ่อ
“นางนั่นมันมีเงิน! ข้าเห็นกับตาว่าเถ้าแก่เนี่ยให้เงินมันมาเป็นก้อน!”
[โปรดติดตามตอนต่อไป: แผนร้ายของป้าสะใภ้]